ท. ๑๔๖ เปิดงานอบรมที่วัดโมกข์ ปี ๒๕๒๘

 

อาทิคุรุ · Root Teacher

Founder of dynamic mindfulness practice


ท. ๑๔๖ เปิดงานอบรมที่วัดโมกข์ ปี ๒๕๒๘


ทุกๆ คน ตอนเย็นวันนี้ที่เราทำวัตรเย็นจบแล้วก็มีการแสดงธรรม ให้แนวความคิดปฏิบัติธรรมสำหรับพวกเราเคยปฏิบัติธรรมกันมานาน แต่ตัวของอาตมาหรือตัวของผมก็ไม่ค่อยได้มาทางนี้นานพอสมควร แต่วันนี้ก็มาพบกันก็ต้องพูดอย่างเดิมเพราะตัวหลวงพ่อนี่ไม่มีอะไร มีแต่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะนำมาเล่าให้พวกเราได้นำเอาไปปฏิบัติ วันนี้ก็เป็นวันอังคาร เป็นวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ แต่ให้พวกเราตั้งใจฟังกันเพราะว่านานแล้วไม่ได้พูดธรรมะให้ญาติโยมฟัง ก็เรื่องญาติโยมบางคนอาจจะเข้าใจบางคนอาจจะไม่เข้าใจ พระสงฆ์องค์เจ้าก็เช่นเดียวกันบางคนก็รู้บางคนก็อาจไม่รู้ 


ก่อนที่จะไม่ได้มาสำนักโมกข์ก็คือมีอุปสรรคที่ตัวหลวงพ่อเป็นโรค ถูกผ่าตัดไปสองครั้ง ครั้งแรกผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราชก็ไม่หาย ทรมานตัวอยู่ ๙ เดือน ๑๐ เดือน หนักกว่าเดิม ทรุดไปเรียกว่าตัวของอาตมาแทบจะเอาตัวไม่รอด ครั้งที่สองพอดีเปิดอบรม ออกพรรษาแล้วเปิดอบรมวันสุดท้ายก็เข้าโรงพยาบาลที่เมืองเลย กลับไปว่าจะไปผ่าที่โรงพยาบาลศิริราชอีกพักหนึ่ง พอดีไปถึงที่นั่นหมอว่าจะทำธุระการผ่าตัดให้อีก หมอก็ว่าเอ๊ะทำอย่างนี้ยังทำไม่ได้เลย 


อาตมาไข้ตั้ง ๕ วัน แล้วหมอทางโรงพยาบาลบอกว่าไม่มีไข้ แต่ตัวคนไข้ทำไมรู้จัก หมอเลยไม่รู้จักว่าไข้ เอ้ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ลำบาก ก็เลยพยายามให้หมอผ่าตัด หมอก็เลยบอกว่าทำไม่ได้ อีกสัก ๑๐ วันว่าอย่างนั้น ก็เลยมีหมอที่โรงพยาบาลสมิติเวชมาเยี่ยม ตามปกติหมอทางโรงพยาบาลสมิติเวชก็มาเยี่ยมทุกวันแต่เขาก็ไม่พูดอะไร วันที่จะให้ผ่าตัดนั้นหมอทางโรงพยาบาลศิริราชก็เลยไม่ทำ ไม่ทำก็เลยพูดกันอีกพักหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็จะขอลากลับไปโรงพยาบาลสมิติเวช ทางโรงพยาบาลศิริราชก็จะกลับผ่าตัดอีกวันนั้นน่ะ 


เราก็ตัดสินใจ เอ๊ะที่แล้วนี้บอกว่าจะไม่ทำ พอดีตกลงจะไปโรงพยาบาลสมิติเวชทางนี้ก็จะทำ คิดไปคิดมาเหมือนจะทำส่งเดชนี่แหละ ก็เลยตัดสินใจให้โรงพยาบาลสมิติเวชทำ เขาก็เลยมารับไป มารับไปโรงพยาบาลสมิติเวช รับไปตอนราว ๔ โมงเช้า ไปนอนค้างคืนตอนเช้าก็ไปผ่า ไปผ่าก็ตัด อันนี้พูดเรื่องนี้ให้ฟังก่อนเดี๋ยวค่อยพูดธรรมะ แต่ทางนี้ก็ไม่ต้องเอานะทางนี้ยังไม่ต้องเอา เอาตั้งไว้ก็ได้ยังไม่ต้องเอา 


ก็เลยหมอก็ตกลงผ่าตัด ผ่าตัดเอาเนื้อออกมาประมาณกิโลห้ากรัมอย่างน้อยที่สุด อาตมาเข้าใจว่าสองกิโล โอ้โหเนื้อนี่มันร้ายปานนั้น ร่างกายเรานี่ไม่มีชิ้นดีจริงๆ พอดีเขาตัดเนื้ออันนั้นออกมาแล้วเอามาให้ดู นี่เนื้อหลวงพ่อเป็นอย่างนี้ๆ เขาเล่าให้ฟัง เราก็เอ๊ะทำไมไม่ตายนี่เอาเนื้อออกมา ไม่ตายเลย ตัดกระเพาะออกมาตัดลำไส้ออกมาที่อะไรมันอยู่ในที่เป็นเนื้อจริงๆ ที่เป็นตัวโตๆ ประมาณกิโลห้าขีดไม่ขาดหรือจะเป็นสองกิโลกรัม บัดนี้เขาตัดเป็นชิ้นเป็นอันเท่านิ้วมือเท่ากำปั้นนี่มีมากน่ะเอารวมกัน โอ้โห้มัมน่าเสียวใจคนนี่เป็นได้ไม่ตาย 


ผ่าตัดหลังตัวอาตมานี่ ๙ คน ๑๐ กับอาตมาผ่าเรื่องโรคอันนี้ ตายไปหมดเลย ยังเหลือแต่อาตมาคนเดียว โอ้ก็โชคดีเราไม่ตาย จึงจะได้กลับมานำเล่าธรรมะให้พวกที่สำนักโมกขวนารามฟัง ปีนี้ตั้งใจว่าจะมาพูดจริงๆ เพราะว่าได้พบปะกับว่าบางคนว่าขาดจากสำนักโมกข์ไปนานแล้ว ปีนี้ก็ต้องมาเรียกว่าจะมา แล้วการปฏิบัติธรรมะนี่ หันเข้าการปฏิบัติธรรมะเตรียมตัวแล้วบัดนี้ 


การปฏิบัติธรรมะแบบที่ตัวของอาตมาเอามาใช้กับชีวิตของตัวอาตมาเองนี่ เห็นว่ามันมีค่ามีคุณมาก การกระทำอย่างนี้จะถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน หรือเราจะไม่พูดว่าไม่ใช่เป็นการเจริญวิปัสสนาก็ถูกเช่นเดียวกัน เพราะว่าให้เรารู้สึกตัวให้มาก “การเคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็ให้รู้สึกตัว แล้วก็ให้ตื่นตัว จิตใจมันนึกคิด ก็ให้มันรู้สึกกับจิตใจมันนึกคิด แล้วให้ตื่นใจนึกคิด” อันนี้พูดกันเหมือนเดิมนะ 


ทีแรกที่เข้ามาที่นี่ก็พูดเรื่องรูปนาม แต่วันนี้จะพูดน้อยเรื่องรูปนามเพราะว่าได้พูดกันมานานแล้ว จะพูดกันเรื่องจิตใจให้มาก เพราะว่าบางคนยังไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติทางจิตใจ แต่คนทุกคนมันมีกายกับใจ เรียกว่ารูปกับนาม รูปนี่ทุกคนมองเห็น ส่วนจิตใจนั้นมองไม่เห็นตัวเลย ที่อาตมาเคยพูดว่า ลมหายใจโกรธคนเป็นบ้างไหม ดีใจเสียใจเป็นบ้างไหมลมหายใจนี่ ตัวของอาตมาเองนี่เคยถามตัวอาตมาเอง 


การดีใจเสียใจโกรธเกลียด ไม่ใช่ลมหายใจ ตัวนึกตัวคิดต่างหากนี่ ตัวนึกตัวคิดทำไมจึงว่ามันโกรธเกลียดเป็น มันอาศัยอยู่ที่ไหน ก็คือจิตใจก็ว่าได้ หรือความที่ไม่รู้สึกตัวก็ว่าได้ แล้วจะพูดอย่างไรก็ว่าได้ เมื่อจิตใจมันนึกมันคิดขึ้นมา เราไม่รู้ อันที่เราไม่รู้นั่นแหละมันพาให้เราเป็นทุกข์ เข้าใจอย่างนี้ เรียกว่าความไม่รู้ แต่มันรู้ 


มันคิดเป็นเรื่องเป็นราวไป มันคิดไป เรารู้คิด แต่เราไม่ได้เห็นความคิด แสดงว่าเราไม่เห็นความคิดเรา หรือว่าไม่รู้ความคิดก็ว่าได้ เราเข้าไปในความคิดแล้ว เมื่อมันเข้าไปในความคิดแล้วก็เหมือนกับที่เราเข้าไปอยู่ในถ้ำ เราเข้าไปอยู่ในถ้ำเราจุดไฟมันก็มีแสง เมื่อไฟดับก็ความมืดเข้ามาทันที อันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเราไม่รู้สึกแล้ว ความคิดมันก็จะลากเราไป คิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ เราก็เลยไม่ได้เห็นความคิด สภาพภาวะของมันคิดนั่นเราไม่เห็น 


อันนี้ก็บอกแล้วว่าจะไม่ได้พูดเรื่องรูปนาม จะพูดเรื่องความคิดให้ฟัง ตกเย็นมาอาตมาจึงรู้ความคิด แล้วเห็นความคิด เข้าใจความคิดได้ ก่อนที่จะเห็นความคิด คือมันคิดมาครั้งแรกอาตมาไม่รู้ นึกว่าเป็นคนมาซุกหรือมาผลักตรงข้างนี่ มองหาใครที่ไหนก็ไม่เห็น แล้วก็เดินกลับไปกลับมา เดี๋ยวก็คิดขึ้นมาอีก ก็เลยรู้ความคิด โอ้มันคิดอันนี้ ก็เลยรู้จักความคิด แต่ยังไม่เห็นความคิด เมื่อมันคิดแล้วบัดนี้ก็คิดมาครั้งที่ ๓ ก็เลยเห็น รู้ เข้าใจ สภาพมันคิดเป็นอย่างนี้ๆ สภาพที่มันไม่คิดมันเป็นอย่างนี้ๆ จะว่าอย่างไรก็ไม่ได้เพราะมันแยกไม่เป็น 


แล้วก็มาทำเอาเหมือนแมวกับหนู แมวกับหนูนี่มันเป็นของที่ตรงกันข้าม มันเป็นของศัตรูกันก็ว่าได้หรือเป็นของปรปักษ์กันก็ว่าได้ คำว่าปรปักษ์นี่อาตมาพึ่งรู้ แต่ว่าของศัตรูนี่รู้มาตั้งนานเพราะว่าพ่อแม่เคยสอน ของที่ร่วมทางกันไม่ได้เรียกว่าเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน คำว่าปรปักษ์นี่เพิ่งมารู้เมื่อเข้าไปอยู่กรุงเทพฯ นี่เอง แต่อย่างไรก็ตามเราก็มาพูดภาษาพื้นบ้านเราเรียกว่าเป็นศัตรูกัน 


ตัวรู้คิด กับที่มันคิด มันเป็นศัตรูกัน ทำไมเป็นศัตรู พอดีมันเห็นคิด เรื่องคิดมันถูกหยุดทันที เมื่อใดเราไม่เห็นความคิดรู้ความคิด มันก็พาไปทันที 


เหมือนกับที่เคยพูดให้ฟัง เรามีสุนัขก็ตามหรือมีวัวควายก็ตาม บ้านหลวงพ่อเรียกว่าวัวควาย เมื่อพูดถึงวัวควายแล้วคนภาคกลางฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็เลยพูดว่าวัวควาย วัวควายนี่ถ้าจะเป็นตัวเล็กก็ตาม เราผูกคอมันแล้วเอาเชือกผูกคอวัวคอควายมันตีมันเฆี่ยนมัน หรือจะเป็นสุนัขก็ตาม พอดีมันวิ่งไป เราดึงมันไม่ได้ ตัวเราก็ต้องติดมันไป บัดนี้เราจะเอาชนะวัวควายหรือสุนัขนั่นก็ต้องวิ่งให้มันเร็ว พอดีเฆี่ยนมันปั๊บ เราขึ้นหน้ามันดึงย้อนถกเชือกเรา มันก็หันหน้าเข้ามาหาเราทันที เมื่อมันหันหน้าเข้ามาหาเราแล้วเราก็ดึงมันได้บัดนี้ เราจะจูงมันไปที่ไหนก็ได้ เลยเข้าใจอย่างนั้น 


สภาพความคิดก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ แล้วมันจะปรุงแต่งเรื่องสิ่งที่ไม่มีสาระไม่มีประโยชน์นั้น มันปรุงไปไม่ได้ เมื่อมันปรุงไปไม่ได้อย่างนี้ก็เลยพยายามทำ ดูความคิดนี่ พอดีมันคิดมา ก็เห็น ก็รู้ เหมือนกับคนสองคนที่นอนประชิดกันนี่แหละ พอดีคนหนึ่งพลิกทีคนที่ไม่ได้พลิกก็รู้สึกตัวทันที สมมุตินี่ อาตมาไม่ได้เรียนหนังสือจึงว่ามีแต่สมมุติมาพูดให้ฟังเท่านั้น 


เมื่อทำไปทำมา ก็เลย รู้ เห็น สภาพความเป็นอยู่ของความทุกข์จริงๆ แต่ทีแรกเห็นความทุกข์เรื่องรูปนานนี่ทุกข์อันนี้สมมุติ แต่มาเห็นสภาพทุกข์ทางใจนี่แหละ คือ ความโกรธเรียกว่าโทสะ ความหลงเรียกว่าโมหะ ความโลภเราเรียกว่าโลภะ 


แต่สมัยเมื่ออาตมา เห็น รู้ เข้าใจนั้น ต้องเห็นเป็นวัตถุก่อน วัตถุหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่ในโลก ที่มีนอกตัวเราหรือมีในตัวเรา ที่มันมีนั่นแหละเราให้ชื่อเป็นวัตถุทั้งนั้น เมื่อ รู้ เข้าใจ พอที่จะเอามาพูดให้คนอื่นฟังได้ก็เลย สิ่งที่กำลังเห็น กำลังรู้ กำลังสัมผัสนี่ เรียกว่าเป็นปรมัตถ์ ถึงจะมีในตัวเราก็เป็นปรมัตถ์ ถึงจะมีนอกตัวเราก็เป็นปรมัตถ์ เลยเข้าใจอย่างที่พูดนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสอย่างนี้ได้ ก็เลย เห็น รู้ สภาพความเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวของจิตใจ 


เรียกว่าเป็นอาการหรือสภาพภาวะของจิตใจมันเป็นอย่างนี้ ก็เลยเข้าใจอย่างนี้ เมื่อเข้าใจอย่างนี้น้ำหนักตัวของตัวเองนี่ ๑๐๐ กิโล คล้ายๆ คือมันเบาขึ้นมา ไม่คล้ายๆ หรอกมันต้องเบาขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยต้อง ๖๐ กิโล เข้าใจอย่างนี้ แต่ในขณะกำลังเดินไปอยู่นั้นเข้าใจว่าตัวเองนี่เบาขึ้นมา ๘๐ กิโล ยังเหลืออยู่ภายในสัก ๒๐ กิโล ในขณะนั้นก็เลยนึกว่า โอ้เป็นพระได้แล้ว คิดว่าบ้าคราวนั้น แต่ตัวเองยังเป็นโยมอยู่ แต่ก็นึกว่าตัวเองเป็นพระได้อย่างนี้ 


นี่แหละความเป็นพระจึงว่ามันมีอยู่กับคนทุกคนไม่มีการยกเว้น ถึงจะเป็นคนไทยคนจีนคนฝรั่งเศสคนอังกฤษคนอเมริกา ให้ชื่อว่าคนแล้วถ้าพูดภาษารู้กันแล้ว ปฏิบัติแล้วเป็นได้ทุกคน อ่านหนังสือเป็นก็ปฏิบัติรู้เหมือนกัน อ่านหนังสือไม่เป็นปฏิบัติก็รู้เช่นเดียวกัน คนจนปฏิบัติก็รู้ก็เห็นเช่นเดียวกัน คนรวยปฏิบัติก็เห็นก็รู้เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้วความทุกข์จะลดน้อยไปทันที เข้าใจอย่างนั้น 


เมื่อความทุกข์ลดน้อยไปก็ทำการทำงานไปตามหน้าที่ เช่นเป็นพ่อบ้านแม่บ้านก็ต้องทำการทำงานไปตามหน้าที่ เช่นเราผู้เป็นลูกเป็นหลานก็ทำการทำงานไปตามหน้าที่ เมื่อทุกคนรู้จักหน้าที่อันนี้แล้วเรียกว่าการงานก็ไม่สับสนไม่วุ่นวาย ความทุกข์ก็เลยไม่เกิดขึ้น เข้าใจว่าความเป็นพระหรือลักษณะของพระต้องอยู่อย่างนี้กินอย่างนี้ เข้าใจอย่างนั้น


ในขณะนั้นแหละไม่นาน เข้าใจว่าจิตใจตัวเองเปลี่ยนไปสองพัก นี่พูดความจริงเพราะว่านานแล้วไม่ได้มาพูดให้ฟัง วันนี้ก็ต้องพูดความจริงใจเพราะบางทีอาจจะตายเร็วๆ ก็ได้ เพราะว่ามันยังเป็นโรคอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ตั้งใจพูดให้ฟัง ในขณะนั้นจิตใจเขาจะเปลี่ยนไปสองพัก ก่อนที่จะเปลี่ยนไปนั่น พักที่สองก็เลยมา เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัส เรื่องกิเลสตัณหาอุปทานกรรมนี่แหละ แต่เราพูดกันได้แต่มันไม่เห็น มันไม่รู้ มันไม่เข้าใจ 


พวกนักศึกษาการเรียนจากตำรับตำรานั้นดีแล้ว แต่มันยังเอาชนะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เมื่อมาปฏิบัติอย่างนี้มันเกิดเอาชนะได้จริงๆ มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยอยากให้ ทุกคนทำความรู้สึกตัวตื่นตัว ทำความรู้สึกใจตื่นใจ ไม่ต้องนอนหลับทับสิทธิ์ เป็นอย่างนั้น คนเรามีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ เรารู้ว่ารูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เราพูดกันอย่างนี้ ขันธ์ ๕ ขันธ์  ขันธ์ ๔ ขันธ์  ขันธ์ขันธ์เดียว เราเคยพูดกัน ไม่รู้ แต่ก่อนไม่รู้อาตมา วันนี้ก็จะนำมาเล่าให้ฟัง 


ขันธ์ ๕ ขันธ์ บางคนอาจจะรู้บางคนอาจจะไม่รู้ ผู้ที่เคยศึกษาเล่าเรียนทางตำรับตำรามานั้น รู้ แต่จะไม่แน่เสมอไปนะ เมื่อมาปฏิบัติอย่างนี้ถึงรู้ก็ยังไม่เข้าใจ ต่อเมื่อมาปฏิบัติมันมีความสัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ก็เลยมีความเข้าใจว่า ขันธ์ ๕ แต่ก่อนขันธ์ ๕ ก็เข้าใจว่าดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ เข้าใจอย่างนั้น บัดมาเห็นจริงๆ แล้ว ขันธ์ ๕ ก็คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันนี้ว่าขันธ์ ๕ 

ขันธ์ ๔ บัดนี้ เคยพูดให้ฟัง ไม่ต้องเอารูป เอาเวทนาขันธ์ เอาสัญญาขันธ์ เอาสังขารขันธ์ เอาวิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ ๔ คือนามมันคิด ตัวที่รู้ความคิดนั่นน่ะจะว่านามก็ได้ จะว่าปัญญาก็ได้ หรือจะว่าสติก็ได้ จะว่าสมาธิก็ได้ เพราะมันเป็นสมมุติพูดให้ฟัง ก็เลยรู้จักขันธ์ ๔ ขึ้นมา มันเป็นอย่างนี้ ขันธ์ ๔ คือ ตัวเวทนาไม่มีรูป แต่ตัวมันคิดนั่นน่ะมันเป็นรูปความคิด ก็เลยเห็น เลยรู้ เลยเข้าใจอย่างนี้ 


เมื่อ เห็น รู้ เข้าใจ อย่างนี้ ก็เลยสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ จึงไม่หลงไม่ลืม ตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ เมื่อมีบุคคลใดมาเอ่ยถึงอารมณ์ของวิปัสสนานั้นเข้าใจทันที เห็น รู้ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อเห็นรู้อย่างนั้นจะหาว่าเป็นอุปทานไหม มันเป็นเรื่องสมมุติคำว่าอุปทาน 


คำว่าอุปทานหมายถึง สิ่งที่เราไม่เห็น เราไปยึดคำพูดของคนนั้นคนนี้ ไปยึดคำพูด เมื่อพูดถึงการยึดคำพูดนั้นสมมุติให้ฟัง เรามีกระจกใบใหญ่ๆ ที่มาวางไว้ที่นี่ก็ได้ แล้วทุกคนจะมองเห็นหน้ากระจกรูปตัวเองก็ต้องอยู่หน้ากระจกทั้งหมดทุกคนเลย แต่กระจกนั้นน่ะมันไม่รู้ว่ามันมีความทุกข์มันไม่รู้ว่ามันหนัก แต่มันมีรูปติดอยู่ในหน้ากระจกก็ตาม กระจกมันไม่รู้เลย พอดีย้ายกระจกหนีไปรูปมันไม่ไปติดเลย 


อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราสัมผัส เราเห็น แนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ความทุกข์ประเภทยึดมั่นถือมั่นนั่นน่ะจะมีน้อยถ้ามี ถ้าไม่มีก็เรียกว่าไม่มี แต่คนนั้นยังทำการทำงาน พูดคิด กินข้าวกินน้ำ ไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย ใครจะตำหนิก็รู้จักว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงสมมุติพูดขึ้นมาเท่านั้น ใครมาสรรเสริญเราสิ่งนั้นก็เป็นเพียงสมมุติขึ้นมาพูดเท่านั้น ดีชั่วอยู่กับคำพูดคนไหม ไม่ขึ้นอยู่กับคำพูดของคน ดีชั่วนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง ก็เลยเข้าใจอย่างนี้ 


ดังนั้นเทวดานั้น จึงเป็นคนมีตาทิพย์จึงจะเห็นเทวดาได้ คนใดไม่มีตาทิพย์ไม่สามารถมองเห็นเทวดาได้จริงๆ อันนี้เข้าใจอย่างนั้น เทวดาแต่ก่อนเข้าใจว่า ตายแล้วต้องไปเกิดเมืองสวรรค์ อันนั้นก็จริง บัดนี้ให้เราเข้าใจว่าเทวดานั้นคือคนธรรมดานี่เอง ถ้าจะพูดตามตัวหนังสือและครูบาอาจารย์เคยสอนมานั้น ก็เรียกว่าเทวดาก็สมมุติขึ้นมา มีสมมุติกะเทวดา อุปัตติกะเทวดา วิสุทธิเทวดานี่ บัดนี้เทวดาถ้าจะพูดไปให้มันกว้างไปก็คือผู้มีอำนาจก็เรียกว่าเป็นเทวดา 


แต่เมื่อมาพูดตามธรรมะหลักวิธีที่ทำความรู้สึกตัวนี่ คือบุคคลที่มีความรู้สึกตัวตื่นตัว รู้สึกใจตื่นใจ ไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้นภายในจิตใจ อันนั้นแหละเป็นเทวดา เพราะว่ามีความละอายอยู่ภายในจิตใจ แต่เห็นจิตใจจริงๆ เรื่องนี้ นั่งอยู่ขณะนี้ ก็รู้ ก็เห็น ก็เข้าใจ ทุกคนถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่ามีความละอายแก่ใจนั่นเอง 


แต่เรื่องศีลบัดนี้ แต่ก่อนนั้นเคยรักษาอุโบสถศีลมา แต่เมื่อเป็นหนุ่มก็เคยรักษามา ก็ไม่เข้าใจ อันนี้ศีลยังไม่ปรากฏ ที่ตำราพูดกันไว้ว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ และสมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด แต่ก็พูดได้ แต่ไม่เข้าใจ เมื่อมาปฏิบัติตอนนี้ก็เลยเป็นตอนเช้าบัดนี้ จะพูดให้ฟังก็เลยว่ารู้จักอันนี้แล้วก็เลยไปนอน ไปนอนตอนเช้ามาตื่นออกมาก็มาทำท่ากัน ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันกัน ทำอย่างที่เราทำกันนี่แหละ 


จุดเทียนไขออกมา มาเดินจงกรม มีตะขาบตัวหนึ่งแล่นผ่านหน้าไป ตะขาบกัดมันเจ็บคราวนั้นแต่เมื่อไม่ได้ไปทำวิปัสสนาไม่ได้ไปทำกรรมฐานกันแบบนี้หรอก แต่ก่อนเคยทำพุทโธมา เห็นตะขาบมาก็เลยอาจจะไปเอาเทียนไขตามตัวตะขาบไป ก็เลยไม่เห็นตัวตะขาบ กลับเอาเทียนไขมาตั้งไว้ที่เดิม ก็เลยมาเดินกลับไปกลับมา ไม่นานเอง ไม่นานก็เลยปรากฏเห็นศีล เข้าใจจริงๆ แต่ไม่ใช่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๐๐ นั้น ไม่ใช่เป็นศีลอันนั้น  


แต่ศีลที่มันปรากฏขึ้นมาในจิตใจนั้นเรียกว่า ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ นี่เข้าใจกันอย่างนั้น แล้วก็เลยเข้าไปตรงเอากับตำราที่เราเคยได้ยินได้ฟังจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ปู่ย่าตาทวดเคยเล่าให้ฟัง เมื่อกิเลสอย่างหยาบลดไปหรือหนีไปหรือไม่เข้ามาสับสนวุ่นวาย จึงจะเห็นศีลว่ามันมีอยู่ในคน ขันธ์ก็แปลว่าต่อสู้แปลว่ารองรับ นี่เข้าใจไปอย่างนั้น ไม่เหมือนกับว่าขันธ์กลุ่มกองอันนั้นมันเป็นเพียงคำพูด คือต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ขันธ์นี่ คือต่อสู้หนักต่อสู้เบาเรียกว่าขันธ์ต่อสู้ รองรับ รับได้ 


เขาจะยกย่องก็รับได้ เขาจะนินทาก็รับได้ อ้อไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น ให้ใจเราอยู่ในฐานะเป็นปกติ เมื่อจิตใจเราเป็นปกติแล้ว คนนั้นจะมายกย่องเรา เราก็เห็นใจเรา คนนั้นจะมาตำหนิเรา เราก็เห็นใจเรา เพราะเราควบคุมกายวาจาใจเราอยู่อย่างนี้ มันเห็น เมื่อเราเห็นนี่แหละ ความไม่เห็นมันหนีไป เรียกว่าเราออกจากถ้ำมาได้เราไม่ต้องใช้ไฟบัดนี้ แต่ในขณะที่เราอยู่ในถ้ำเราต้องใช้ไฟ บัดนี้เราออกจากถ้ำมาแล้วเราไม่ต้องใช้ไฟ มันเป็นความสมมุติพูดให้ฟัง 


ออกจากถ้ำก็หมายถึง เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ ปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ ความปกติอย่างนี้เราเห็นอย่างนี้แหละก็เรียกว่าศีล ศีลแปลว่าปกติ คือเรามีปกติในขณะไหนเวลาใดแล้ว นั่นแหละคือมีศีล 


ขณะใดเวลาใดวินาทีใดก็ตาม เมื่อเราไม่เห็นจิตใจเห็นเราเป็นปกติอันนั้นเรียกว่าศีลดอกแต่ว่าอยู่ในที่มืด ไม่ใช่ศีลอยู่ที่สว่าง ไม่ใช่ศีลอยู่ที่กลางแจ้ง จึงว่าศีลอันนี้ไม่เหมือนกับศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ก็เลยเข้าใจว่า โอ้เราไปยึดศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่เคยถือมาเคยรักษามา อันนั้นเข้าใจว่ามันหนัก ความหนักอกหนักใจนั้น อันนั้นคือมีอุปทานมันเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เข้าใจอย่างนั้น 


ดังนั้นการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ มันรวมเข้ามา คือการเห็นแจ้งนี่เอง อันนี้เรียกว่าเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา คำว่าวิปัสสนานี่ คำว่าวิปัสสนามันต้องมีอารมณ์ แต่อารมณ์เรียนมาจากตำรับตำรานั้นดีแล้ว แต่ใจมันยังไม่รู้ ให้ใจมารับรู้ คือตัวของมันเองมันจะรับรองตัวมันเอง มันเป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เมื่อรู้อย่างนี้ก็เลยรู้ว่า เออศีลมันเป็นอย่างนี้ มันก็ไปตรงกับที่ว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ตำราท่านก็สอนเอาไว้ แต่ว่าตอนเห็นตอนรู้นี่มันเห็นไม่ได้ตรงกับอันนั้น แต่มันก็ตรงกับอันนั้นใช้ได้ เข้าใจอย่างนั้น


เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้ก็เลยนำมาพูดมาคุยมาสอนก็ว่าได้ ให้พี่ๆ น้องๆ หมู่พ่อแม่เพื่อนฝูง คนใดสนใจก็ต้องแนะนำให้ทำ แต่วิธีอันนี้ไม่ใช่เป็นวิธีหลับตา ลืมตาทำ ไปไหนมาไหนก็ให้เห็น แล้วการฟังเสียง (เสียงหายไป๑๒วินาที) 


ทางนี้หรือทางภาคกลางเรียกว่า เอาศิลาไปทับหญ้า หญ้ามันเกิดขึ้นไม่ได้ ตำราท่านพูดเอาไว้อย่างนั้น แต่ความจริงหญ้าเกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ เอาหินเอาศิลาไปทับไว้ แต่ดินมันชุ่มมันเย็น ในขณะนั่งอยู่นั่นน่ะมันไม่โกรธไม่เกลียดจริงๆ พอดีออกมาสู้กับพรรคพวกหลายคน คนนั้นพูดคนนี้พูด สิ่งที่ไม่พอใจมันก็ตึ๊บ มันหนัก เอาออกไม่ได้อันนี้ อันนี้แสดงว่าสงบแบบนี้สงบแบบไม่เห็นแจ้งแบบไม่รู้จริง แต่มันก็สงบเหมือนกัน สงบของสมถกรรมฐานจึงเรียกว่าเป็นอุบายให้สงบจิตเท่านั้นเอง ก็ดีไม่ใช่ว่าไม่ดี ดี ดีแบบนั้น 


ตอนวิปัสสนานี่ สงบแบบเห็นแจ้ง เห็นจิตใจกำลังมันนึกมันคิด หรือมันจะพูดจะคุย อย่างที่ตัวของผมหรือตัวอาตมาพูดอยู่อย่างนี้ มันก็เห็นอยู่อย่างนี้ เห็นจิตเห็นใจตัวเอง ไม่ใช่ว่าตานี้เห็นจะเอาตานี้เห็นก็ได้ แต่ใจมันเห็น ใจมันรู้ ใจมันเข้าใจ 


วิปัสสนานั้น มันเป็นอารมณ์เป็นพัก เป็นพัก เรียกว่าญาณ หรือว่าฌาน หรือว่าอย่างไร เข้าไปรู้ คือตัวปัญญาเข้าไปรู้เอง หรือว่าตัวอินทรีย์เข้าไปรู้เอง เรียกว่าญาณปัญญาเข้าไปรู้ หรือว่าญาณเข้าไปรู้ ญาณเข้าไปรู้เราไม่เห็นขึ้น ในขณะที่เราเกิดความรู้ขึ้นมาอันนั้นแหละเรียกว่าญาณเข้าไปรู้ เข้าไปรู้แล้วเป็นอารมณ์ขึ้นมา เมื่อเป็นอารมณ์ขึ้นมา จิตใจก็เลยเปลี่ยนไปตามลำดับ เมื่อเห็นอันใดแล้วอันนั้นก็ต้องหายไปหรือจืดไป 


เหมือนกับปลิงที่มันเกาะเรามันกินเลือดเรา เราดึงมันไม่ยอมออกปลิงนี่ เรารู้จักวิธีมันแล้วเอายากับปูนไปผสมกับน้ำ เมื่อเอายากับปูนไปผสมกับน้ำ เอาน้ำกับปูนยานั้นมาบีบลงใส่เนื้อเรา พอดีน้ำยากับน้ำปูนมันไปถึงปากปลิงหรือไปถึงเนื้อปลิง ปลิงมันก็หล่นหรือหลุดออกไปทันที อันนี้ก็เหมือนกัน พอดีเราเห็นแล้ว ความยึดมั่นถือมั่น อันอุปทานนั้นน่ะมันจะค่อยจางไปทันที มันเป็นอย่างนั้น มันจะไม่หนัก 


ดังนั้นพวกเรามาปฏิบัตินี้ ไม่ใช่จะปฏิบัติเพื่อว่ารู้แล้วไม่เอาไปใช้ ไม่ใช่อย่างนั้น โดยมากเรามาปฏิบัติธรรมะแล้ว พูดได้คุยได้แต่ไม่เอาไปใช้กับการกับงานบางคน แต่ความจริงนี่ตัวของผมตัวของอาตมานี่ปฏิบัติ เห็น รู้ เข้าใจ แล้วเอามาใช้กับการกับงาน เอามาใช้กับ คราวนั้นก็เรียกว่าเป็นพ่อบ้านเรียกว่าเมีย เอามาใช้กับลูกกับเมีย ทำการทำงานได้ 


ดังนั้นความรู้อันนี้จึงว่า เอาไปใช้ได้ทุกวิธี เพราะทำการทำงานโดยไม่ยึดไม่ถือ โดยที่ไม่ว่าคนนั้นมายกเราคนนี้มาเกลียดเรา ไม่ต้องเป็นอย่างนั้น คือว่าเราทำงานเพื่องานเท่านั้นเอง งานของเราเมื่อเราทำมันดีๆ แล้ว งานมันก็สำเร็จลุล่วงไปได้ เมื่อเราทำการทำงานโดยที่พอใจไม่พอใจแล้ว งานนั้นจะขรุขระหรือว่าไม่สะดวกไม่สบาย มันจะเบื่อจะหายไป มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยเอามาพูดมาสอนเพื่อนๆ ร่วมการเกิดแก่เจ็บตายว่าอย่างนั้น อันนี้เป็นอารมณ์รู้ ยังไม่ถึงที่สุดของทุกข์ 


แต่มันรู้ทุกข์ แต่มันยังไม่ถึงที่สุดของทุกข์ วันนี้ก็จะพูดกันไปทนอดกลั้นฟังไป เพราะว่านานๆ จะได้มาพบกัน การรู้อย่างนี้ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง พูดตามความจริงใจนะนี่ ใครจะพูดยังไงก็ตามละ ก็ต้องพูดความจริงใจ เพราะว่าเราต้องการเพื่อให้ทุกคนได้ยินได้ฟัง แล้วจดจำนำเอาไปปฏิบัติ รับรองว่ามันมีอยู่ในคนทุกคน 


ทุกคนคงจะเคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดียไม่ใช่เป็นคนไทย พูดก็ต้องพูดภาษาอินเดีย คนไทยจะไปแปลภาษาอินเดียนั้นมาเป็นภาษาไทยก็ต้องเป็นความยาก บางทีแปลผิดมาก็ผิด แปลถูกมาก็ถูก เมื่อแปลผิดมาแล้วเอาไปปฏิบัติ ผิด ผลออกมาก็เลยไม่ได้รับความสุข ถ้าเราแปลถูกต้อง เราเอามาปฏิบัติถูกต้อง ผลมันออกมาก็ต้องได้รับความไม่มีทุกข์ มันเป็นอย่างนั้น 


จำพวกกามบัดนี้ ก็เลยเห็น รู้ เข้าใจ คำว่ากามนี่ก็หมายถึงจำพวกเป็นเทวดาหรือเป็นพระอินทร์พระพรหมเหล่านี้แหละ หรือจะเปรียบสมมุติว่าพวกเรานี้ก็ได้ คนใดยังมีความตระหนักหรือมีความคิดห่วงใยกับสิ่งเหล่านั้น ก็เรียกว่าบุคคลนั้นยังมีกาม ก็เลยรู้จัก 

กามนี้เป็นความทุกข์ นำความสับสนวุ่นวายขึ้นมาบ้างเล็กบ้างน้อย เรียกว่ากามาสวะ ตกอยู่ในอาสวะคือกามนั่นเอง การเกิดการแก่การเจ็บการตาย ทุกข์บ้างสุขบ้าง เป็นเทวดา คนมีเงินมีทองมีอำนาจก็มีทุกข์มีสุข เข้าใจอย่างนั้น มันเป็นอารมณ์ที่ เห็น รู้ เข้าใจ อย่างนั้น 

จำพวกที่ผวาสวะ ก็มีภพมีชาติ คนมีภพมีชาติ ก็ต้องเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน อันนี้มันเป็นวัตถุ แต่สำหรับจิตใจมันดีใจเสียใจก็เป็นภพเป็นชาติเช่นเดียวกัน เข้าใจอย่างนั้น 

อวิชชาสวะ อวิชชาก็คือความไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วจึงทำ อันนี้เรียกว่าวัฏฏสงสาร วัฏฏะคือวงกลม วัฏฏะสงสารยืนยาวนานสำหรับบุคคลผู้ที่ไม่รู้ธรรม แต่บุคคลที่รู้ธรรมนั้นมันสั้นมันใกล้ เป็นอย่างนั้น 


บัดนี้ทางยาวไกลสำหรับบุคคลเดินทางที่มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วก็หาบของหนัก จะคิดเอาแล้วทาง ๑๒ กิโล คนที่ไม่มีของหนักเดินมีเพื่อนไปด้วยกันคุยกันแป๊บเดียวถึง แต่คนที่ถือของหนักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านั้นเดินไปไม่ถึงเลย อยากให้ถึงก็ไม่ถึง เพราะมันเหน็ดมันเหนื่อยไปอย่างนั้น


กลางคืนกลางวัน กลางคืนนานแจ้งกลางวันนานค่ำ สำหรับบุคคลผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยนอนไม่หลับ ท่านว่าอย่างนั้น แต่ความจริงเราเคยไปเฝ้าคนเจ็บคนไข้เรียกว่าเป็นญาติๆ กัน เหมือนกับคนที่นอนหลับแป๊บเดียวสว่างขึ้นมาเลย เป็นอย่างนั้น กลางวันบัดเดียวก็มืดแล้ว ทำการทำงานนิดเดียวงานไม่ทันเสร็จทันแล้วก็ค่ำไปแล้ว นี่เข้าใจอย่างนั้น 


อันนี้แหละที่เราไม่เข้าใจคำพูดของพวกเรา ที่เราพูดกันอยู่ทุกวันนี้ กรรมกูเวรกู บ้านหลวงพ่อว่ากูว่ามึง กรรมกูเวรกูกรรมแต่ชาติใดหนใดไม่รู้ เวรมาจากกี่ภพกี่ชาติแล้วมันไม่รู้ นึกว่าตัวเองสร้างภพสร้างชาติมาหลายกัปหลายกัลป์ เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ต่อมาเมื่อมาเข้าใจอย่างนี้อันนั้นมันเป็นคำพูด คนไม่รู้จักทุกข์จึงทำทุกข์ได้ ถ้าหากรู้จักทุกข์แล้วคนมันต้องเบื่อหน่ายในทุกข์ มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเข้าใจอย่างนี้ก็เลย เห็น รู้ เข้าใจ ว่าการทำบาปหรือว่าทำบุญก็ได้ 


ทำบาปด้วยกาย ทำแต่กายอย่างเดียวนะ ถ้านรกมีจริงนะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือนกี่วัน นี่เข้าอย่างนั้น ตัวเองรู้เองอันนี้เรียกว่าสันทิฏฐิโก อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง เข้าใจอย่างนี้ จึงว่าไม่เก้อเขิน จะพูดเวลาใดก็ได้อารมณ์อันนี้ เพราะมันเห็นอย่างนี้เพราะจิตใจมันเป็นอย่างนี้ 

บัดนี้ทำบาปด้วยวาจาแต่มือเท้าไม่ทำ เป็นเพียงความพูดเท่านั้นเอง ถ้านรกมีแล้วจะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือนกี่วัน มันเห็น มันรู้ มันเข้าใจอย่างนี้ 

บัดนี้กายไม่ทำคำพูดไม่พูด แต่ใจมันคิดบัดนี้ คิดอิจฉาริษยาเบียดเบียนคนนั้นคนนี้ เรียกว่าคิดไม่ดีนั่นแหละ ตายไปแล้วไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน เข้าใจ เห็น รู้ เข้าใจอย่างนี้ นั่งอยู่อย่างนี้ก็เห็นอยู่อย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ 

แล้วบัดนี้เป็น ๓ อันแล้ว บัดนี้อ้าว มือก็ทำชั่ว คำพูดก็ทำชั่ว ใจก็คิดชั่ว รวมกันเข้าบัดนี้ ถ้านรกมีจริงอเวจีมีจริง ตายไปแล้วไปตกนรกขุมไหนอเวจีคือขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน เห็นอันนี้ รู้อันนี้ เข้าใจอันนี้จริงๆ มันเป็นอย่างนั้น 

ในทางตรงกันข้าม บัดนี้ทำดี เรียกว่าทำบุญ เอากายนี้ไปทำ ทำด้วยกายอันเดียว สวรรค์มีจริงแล้วไปเกิดเมืองสวรรค์ชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน เข้าใจอย่างนั้น 

บัดนี้กายไม่ทำ คำพูดนี้พูดอ่อนหวานเพราะหูคนดี ถ้าหากสวรรค์มีจริง ตายไปเกิดเมืองสวรรค์ชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือนกี่วันนี่ เห็น รู้ เข้าใจอย่างนี้ 

บัดนี้ใจคิดบัดนี้ ใจคิดแต่ดี แต่มือไม่ทำ คำพูดไม่พูด คิดแต่ดีเท่านั้นเอง ถ้าหากเมืองสวรรค์มีจริงแล้วตายไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน เข้าใจอย่างนี้ 

บัดนี้กายก็ทำ คำพูดก็พูดดี ใจก็คิดดี รวมเป็นเข้าทำดีทั้งหมด ตายไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน ถ้ามันมีจริงนะไปอยู่เมืองสวรรค์เมืองอินทร์เมืองพรหมชั้นไหนกี่ปีกี่เดือน เข้าใจอย่างนี้ อันนี้แสดงว่า การรู้อย่างนี้มีในคนทุกคน จึงไม่ยกเว้น 


เมื่อรู้อย่างนี้เห็นอย่างนี้แหละเข้าใจอย่างนี้แหละ จำพวกกามนี่รู้มาจริง เรียกว่ากรรมกูเวรกู ผู้มีลูกมีหลานหลายคนอาจจะได้พูดอย่างนี้ไม่มากก็น้อย ถ้าลูกหลานติดตามไป โอ้ยกรรมกูก็มามากแท้น้อ ตัวเองสร้างเลยไม่รู้เลยหลวงพ่อ ถ้ารู้มาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ไม่ทำจริงๆ ไม่ให้มีกรรมมีเวรจริงๆ อันนี้ไม่รู้ 


เพียงรู้จำนี่ยังใช้ไม่ได้ รู้จักรู้จำใช้ไม่ได้ ต้องรู้แจ้ง รู้จริง เหมือนกับปลิงถูกปูนนี่เอง มันเป็นอย่างนั้น พอดี เห็น รู้ อย่างนี้นี่แหละ เข้าใจอย่างนี้แหละ ร่างกายนี่มันจะหดเข้าสู่สภาพเดิมของมันเหมือนกับตัวปลิงนี่เอง เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตัวของผมตัวของอาตมาตอนเช้าเดินไปเดินมา จิตใจมันเข้าสู่สภาพของมันจริงๆ 


เมื่อร่างกายเข้าสู่สภาพของมันดีแล้ว ก็ต้องเห็น ต้องรู้ ต้องเข้าใจซิ เพราะตัวเองเป็นตัวเองก็ต้องรู้ คนอื่นจะมารู้กับเราได้อย่างไร ใจของเรามันเข้าสู่สภาพของมันแล้ว คนอื่นจะเห็นใจเราเข้าสู่สภาพได้ไหม ไม่เห็น จะเห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้ เฉพาะตัวเองเท่านั้น ดังนั้นวิธีทำอย่างนี้น่ะเคยได้ยินครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง แต่เราไม่รู้ เพียงรู้เข้าหูเท่านั้นเอง มันก็เลยไม่รู้ความหมาย 


เมื่อรู้อันนี้ มันเข้าสู่สภาพอันนี้แหละก็เลยรู้ว่า พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียพูดกับคนอินเดียว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนกับเราตถาคต” พ่อแม่ก็เคยเล่าให้ฟังครูบาอาจารย์ก็เคยเล่าให้ฟังเรื่องนี้ เราก็นึกไม่ถึงว่า เอ๊ะทำไมเราจะคือพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าต้องมีคนมีบุญมีวาสนาบารมีสร้างสมอบรมมาหลายชาติแล้ว นี่เข้าใจไปอย่างนั้น มันเลยไม่เข้าใจความจริงนี่  


ต่อมาตั้งแต่วันนั้นแหละวันสุดท้ายวันนั้นแหละ ไม่ก็เขิน ใครจะพูดยังไงก็ตามเถอะ มันเป็นเรื่องสมมุติ สมมุติเอามาพูดให้คนฟัง ปั้นขึ้นมาให้เป็นตนเป็นตัวขึ้นมาเท่านั้นเอง อันนี้แหละความจริงที่พูดให้ฟังมาตั้งแต่มาอยู่ที่สำนักโมกขวนารามนี่ พูดเรื่องนี้มา เปิดอบรมทุกปีว่าอย่างนี้ให้ฟังทุกปี แต่เมื่อไม่ได้มาระยะป่วยมานี่แหละก็เลยไม่ได้มา วันนี้ก็นำมาเล่าให้ฟังเช่นเดิม 


ดังนั้นคนทุกคนนั่นแหละเหมือนกัน แข้งขาหน้าตาเหมือนเท้าเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า แต่สูงดำต่ำขาวไม่เหมือนกัน แต่แข้งขามือเท้า ขันธ์ ๕ รูป เวทนา อันใดๆ มีเหมือนกันทั้งหมดเลย แล้วก็คือกันทั้งหมดเลย ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่รู้ก็เสาะแสวงหาหลายแบบหลายวิธีที่พระองค์ได้ปฏิบัติมา ให้ทาน รักษาศีล แล้วบวชเข้ามาเป็นพระสงฆ์โดยเป็นสมณะเพศก็บวชเข้ามา ก็ยังไม่รู้ อันนั้นไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เข้าใจ ยังไม่ได้พูดในอริยสัจให้ฟัง แต่เราก็เลยเข้าใจว่าอริยสัจนั้นเป็นสัจจะอย่างนั้นอย่างนี้ เราพูดกัน แต่มันจริง จริงเพราะเรายังเข้าใจแบบนั้นมันก็ต้องสอนแบบนั้นไปก่อน 


บัดนี้พระองค์ได้มาทำกรรมฐานกับอาจารย์ชื่อว่าอาฬาดาบสอุทกดาบส สองอาจารย์นี้ จนได้สมาบัติ ๘ แต่สมาบัติ ๗ นั้นไม่ต้องพูด อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ต่อจากนั้นเห็นว่าทางนี้แหละยังไม่พ้นทุกข์ ดับทุกข์ยังไม่ได้ แก้ปัญหาตัวเองยังไม่ได้ก็ลาอาจารย์หนีมา เมื่อลาอาจารย์หนีมานั้นคราวนั้นยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เพราะบุคคลคนนี้แหละได้แสวงหาทางพ้นทุกข์ เมื่อไม่มีทางไปแล้วก็จำเป็นที่ว่าเป็นนำกินข้าวเป็นนำกินอาหารการกินทุกอย่างแล้ว เป็นนำการพูดการคุยกันนี่แหละ กิเลสมันยังมี เข้าใจอย่างนั้น 


เมื่อไม่มีครูไม่มีอาจารย์แล้ว คิดถึงอย่างไรแล้วก็ทำไปเหมือนกัน เพราะว่าคนยังไม่มีที่พึ่งก็ต้องทำไปเหมือนกันนั่นแหละ ก็เลยมาอดข้าวไม่กินข้าวไม่กินน้ำไม่พูดไม่คุยกัน ทุกคนพอที่จะมองเห็นภาพ มีแต่หนังเอ็นกระดูกรัดดึงกันเอาไว้ เห็นรูปภาพเคยเห็นบ่อยๆ อันนี้ อาตมาเคยเห็นที่ทำเป็นรูปแต่งไว้ในฝาผนังศิลป์ก็มี มันเป็นอย่างนั้น อันนี้ก็แสดงว่าเหมือนกันกับพวกเราที่ยังไม่รู้ เพราะว่าจับอันนั้นมาก็ว่าถูกต้อง หาว่าพระพุทธเจ้าทำนี่ อันนั้นไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้าทำ 


ดังนั้นการพูดการสอนอาตมาจึงไม่เหมือนกับอย่างที่เคยทำมาแต่เมื่อก่อนนั้น แต่ก่อนนั้นสอนให้คนทำบุญมากๆ สอนให้ทำความสงบมากๆ สอนอย่างนั้น สอนลูกสอนเมียสอนพี่สอนน้องสอนให้ว่าพ่อตาแม่ยายเคยสอนอย่างนั้นมา ต่อเมื่อมารู้อันนี้แล้วไม่ต้องพูดเรื่องนั้นแล้ว เพราะทุกคนได้ทำมาแล้วเรื่องการตักบาตรให้ทานรักษาศีลทำความสงบนี่ ทุกคนต้องทำมาแล้วไม่มากก็น้อย อันนี้พูดตามเรื่องที่นำมาเล่าให้ฟังนี่  


ก็เลยมาคิดถึง โอ้ขนาดนี้แล้วไม่มีใครจะทำเหมือนเรา กินข้าวกับเมล็ดงาว่าอย่างนั้นแหละ ไปไหนมาไหนไม่ได้ ก็เลยมาคิดใช้สติปัญญา เอ๊ะดูจะตายทิ้งโดยที่ไม่ได้รู้ธรรมะ โดยที่ไม่ได้หลุดพ้นไปจากความทุกข์เหล่านี้ ก็เลยมาคิด เลยกินผลไม้เรียกว่ามะขามป้อมบักส้มมอบ้านเราเรียกอย่างนั้น เมื่อกินผลไม้มะขามป้อมบักส้มมอนี่ พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็เห็นว่าพระองค์นี่ คราวนั้นยังไม่ได้เป็นพระองค์นะ โอ้คงจะไม่ได้สำเร็จไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าหรอก ขี้คร้านนี่คลายความเพียรเวียนมามากๆ แล้ว พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พูดคุยกันแล้วก็หนีไป 


เจ้าชายสิทธัตถะกุมารก็เดินโซเซไปคนเดียว กินมะขามป้อมบักส้มมอไป ก็เลยไปพบเอา ได้ยินพ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าเอาให้ฟังว่า พบเอานางสุชาดาเอาข้าวไปบวงสรวงเทวดา การบวงสรวงอ้อนวอนขอร้องอย่างที่พวกเราทำกันทุกวันนี้ก็มีมาก่อนแล้ว อันนั้นไม่ใช่เป็นพระพุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเท่านั้น ศาสนาจึงแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ สอนให้คนละชั่วทำดี อันนี้เป็นศาสนา พุทธศาสนากับศาสนาจึงไม่เหมือนกัน นี่เข้าใจอย่างนั้น 


กลับมากินข้าวนางสุชาดานี่เนื้อหนังสมบูรณ์ดี ที่เราเห็นพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้นั้นเรียกว่าเนื้อหนังอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี กินข้าวแล้วก็เลยเอาถาดหรือเอาขันนี่แหละ ท่านเล่าให้ฟัง ไปอธิษฐานตามริมแม่น้ำ กินข้าวแล้วก็ถามนางสุชาดาว่า “จะถวายตั้งแต่ข้าวหรือว่าจะถวายทั่งถาดทั้งหมดนี้” ถามนางสุชาดา นางสุชาดาก็เลยบอกว่า ‘ถวายทั้งหมดไม่เอาอันใดกลับคืนแล้ว’ พระองค์ก็ฉันข้าวดีแล้วก็มีเนื้อมีหนังสมบูรณ์อย่างที่เราเห็นกันนั่นแหละรูปงามรูปสวย แล้วก็เลยจับเอาขันนั้นไป 


ไปอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสตายคายกิเลสหลุด เอาชนะทุกข์ได้จริงๆ วางขันหรือถาดอันนี้ลงบนผิวน้ำนี้ ให้มันทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ” ว่าอย่างนั้น ในทางตรงกันข้าม “หากว่าจะเอาชนะทุกข์ไม่ได้ ฆ่ากิเลสไม่ได้ จะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่ดับทุกข์ได้จริงๆ วางถาดหรือขันใบนี้ลงบนผิวน้ำ ให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำ” ว่าอย่างนั้น  


พอดีวางลงไปแล้ว ขันถาดนี้ก็ทวนกระแสขึ้นไปถึงต้นน้ำ แล้วไปจมลงหัวพญานาคที่ไหนก็ไม่รู้ อันนี้ถ้าพูดไปก็อาตมาจำไม่ค่อยได้ แต่เพียงพ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง พญานาคก็เลยรู้ว่า โอ้มีท่านผู้รู้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรานอนยังไม่ตื่น ว่าอย่างนั้น อันนี้ก็แสดงว่าพวกเรานี่แหละยังนอนหลับทับสิทธิ์กันอยู่มาก ยังไม่ตื่นตัวขึ้นมา แต่พวกเรามาที่นี่ก็เรียกว่าตื่นตัวกันขึ้นมาแล้ว แต่คนที่ยังไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟังนั้นก็แสดงว่านอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ตื่นตัวเหมือนกันกับพญานาคนอนอยู่นั่นเอง มันก็อย่างนั้น 


พอดีพระองค์เห็นขันทวนกระแสขึ้นไปต้นน้ำ ก็เลยขึ้นมานั่งอยู่ใกล้ๆ กับต้นโพธิ์ ว่าอย่างนั้น อาศัยต้นโพธิ์ว่าอย่างนั้น ภาวนาทางจิต ทำธุระทางจิตนี้ก็เลยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า สามารถมองเห็นอะไรๆ ได้ทุกอย่าง ว่าอย่างนั้น ก็เลยสามารถมองเห็นกรรมเห็นเวรตัวเองกี่ภพกี่ชาติมาก็ต้องรู้ อันนี้แหละเราไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจแล้วก็เหมือนกันกับคนตาบอดหรือคนอยู่ในถ้ำ คนตาบอดนี้เดินไปไหนมาไหนก็โซเซชนหลักชนตอลงคูลงคลองไป บางทีก็เจ็บบ้างบางทีก็ไม่เจ็บเป็นธรรมดา คนมืดอยู่ในถ้ำถ้าไฟดับก็เลยไม่รู้ทางไป 


อ่านศึกษาเล่าเรียนจากตำรับตำราฟังครูบาอาจารย์แนะนำมานั้นดีแล้ว แต่มันยังไม่เข้าใจ มันยังตัดสินไม่ได้ พึ่งตัวเองไม่ได้ ตัดกรรมตัดเวรไม่ได้ เป็นอย่างนั้น ที่พูดมานี้ก็พูดให้ฟังด้วยความจริงใจ คนใดชอบนำไปปฏิบัติ พระองค์ท่านว่า “สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายทำอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้อย่างเราตถาคตนี้ ก็จะเห็นอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะเป็นอย่างเราตถาคตนี้” ท่านว่าอย่างนั้น 


แต่เราไม่ทำตามพระพุทธเจ้า เราไปทำตามแบบโบราณหรือพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราสอนมา อันนั้นดีแล้ว แต่เราไม่ก้าวเท้าขึ้นไป เราทำเพียงแค่นั้นมันก็เลยไม่ถึงจุดนี้ เราจึงไม่ได้ทำตามพระพุทธเจ้า มันจึงไม่เห็นอย่างที่พระพุทธเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนเอาไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” คำว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคตนี่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน สัตว์มนุษย์นี่เอง 


เมื่อบุคคลใด เห็น รู้ เข้าใจ อย่างนั้นแหละ จะไม่มีทุกข์เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ท่านว่าเป็นพระตถาคตน้อยๆ ไม่มีความทุกข์เหมือนกันกับพระพุทธเจ้านั่นเอง ก็สามารถที่จะตัดกรรมตัดเวรได้ บุคคลใดมาถึงจุดนี้แล้วก็ตัดกรรมตัดเวรได้จริงๆ รับรองว่ามันเข้าสู่สภาพของมันแล้วต้องตัดได้ ต่อเมื่อยังไม่เข้าสู่สภาพของมันนั้นก็ยังไม่รู้ ก็ยังดีท่านว่า เพราะพระโสดาบันบุคคลนั้นยังมีครอบครัวผัวเมียตามประเพณีโลก ท่านว่าอย่างนั้น แต่คำว่าตามประเพณีโลกก็ต้องทำนาทำสวนซื้อขายมีครอบครัว 


แต่เมื่อบุคคลใดประพฤติปฏิบัติเข้าสู่สภาพเดิมของมันแล้วก็เป็นคนเหมือนกัน แต่บุคคลนั้นตัดกรรมตัดเวรได้ ไม่มีกรรมมีเวร เพราะเห็นกรรมเห็นเวรจริงๆ แล้ว ไม่ใช่พูดเฉยๆ การที่เราพูด โอ้ยกรรมกูเวรกูมาเบื่อมาหน่าย ก็ไอ้คำพูดมันพูดได้ แต่ใจมันไม่เบื่อเลยใจมันไม่หน่ายเลย 


คำพูดมันพูดได้ พูดร้อยคำพันคำหมื่นคำแสนคำ สู้การกระทำ เข้าไปเห็น เข้าไปรู้ อันนี้ครั้งเดียวไม่ได้ เมื่อบุคคลใดมีศรัทธาเลื่อมใสในการพูดการสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องทำจริงพูดจริงอย่างที่พระพุทธเจ้า ก็ต้องเห็นจริง รู้จริง เข้าใจจริง สัมผัสได้จริงในชาตินี้แหละ ไม่ต้องว่าชาติหน้าชาติต่อไป 


คำว่าปารมีนี่ตัวเองไม่เคยรู้ ปาระแปลว่าพร้อม มีคือมันมีในคนทุกคนไม่ยกเว้น จะเป็นคนไทยก็ตามเป็นคนจีนก็ตามเป็นคนฝรั่งเศสเป็นคนอังกฤษเป็นคนอเมริกา เป็นใครก็ตามขอให้เป็นคน ถือศาสนาไหนนุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม รับรองว่าถ้าปฏิบัติอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน อันนี้แหละเรียกว่า สัจจะคือความจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะรู้จะเห็นว่าเป็นอย่างนั้น ไม่รู้ไม่เห็นก็ต้องเป็นอย่างนั้น ทุกคนต้องเผชิญหน้าจริงๆ 


เคยพูดเคยกล่าวกันมาหลายครั้งแล้ว ทุกคนต้องไปที่นี่ ไม่มีทางไปเลย แม้จะทำบุญให้ทานรักษาศีลมากๆ ก็ต้องไปที่นี่ คนใดยังไม่ทำบุญยังไม่ให้ทานไม่รักษาศีลก็ต้องไปที่นี่ ไปที่ไหน ก็ต้องตายทุกคน ไม่ยกเว้นเลยเรื่องการตายนี่ แต่ก่อนที่จะตายขอให้เราได้พบปะกับสิ่งเหล่านี้ มันจะเป็นสมบัติของมนุษย์จริงๆ แม้จะมีเงินสักหมื่นล้านแสนล้านก็ไม่เท่ากับสิ่งนี้เลย 


ดังนั้นการฟังธรรมะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของบุคคลผู้ที่สนใจจริงๆ วันนี้ก็ตั้งใจพูดเอาแต่เนื้อล้วนๆ มาเล่าให้ฟัง ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจเท่าไหร่ก็ไม่ได้เป็นคนจนเท่าไหร่ก็ไม่ได้เป็นคนรวย แต่ไม่เคยเป็นหนี้คน แม้ ๕ สตางค์ก็ไม่เคยเป็นหนี้เลย ซื้ออะไรขายอะไรก็ซื้อด้วยความจริงใจ พูดด้วยความจริงใจ แต่มันยังมีความทุกข์ เพราะปลิงมันยังไม่ถูกปูนนั่นเอง 


ต่อเมื่อปลิงถูกปูนถูกยาแล้ว อ้อมันเรื่องเท่านี้เอง นี่เข้าใจอย่างนั้น ถอนผมออกมา คราวนั้นมันผมยาวนี่ ดูรากผม โอ้..อ้าวถอนแล้วไปปลูกได้ไหมผมเส้นนี้ ปลูกไม่ได้เลย. 




เครดิตทีมงาน
ผู้ถอดคำบรรยาย: คุณ "แวว"
ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………

ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………