เขมานันทะ : สุนทรียภาพของนักพรตและศิลปิน

 


เมื่ออ่านงานของเขมานันทะ เราไม่ได้พบเพียงนักเขียนผู้ใช้ภาษาไพเราะ หรือศิลปินผู้มองเห็นความงามในรูป สี และแสง หากยังพบคนคนหนึ่งที่เฝ้าศึกษาชีวิตอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี ความสนใจของท่านทอดไปไกลถึงศิลปะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีพุทธ แต่ไม่ว่าเรื่องเล่าจะเริ่มต้นจากที่ใด ในที่สุดก็มักพาผู้อ่านกลับมาดูสิ่งใกล้ตัวที่สุด คือชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า งานเขียน ภาพวาด และธรรมบรรยายของท่านจึงมีความงามที่ไม่ใช่เพียงความงามของถ้อยคำ หากเป็นความงามที่ผ่านการใคร่ครวญและการภาวนา


ในงานเขียน เนื่องในความงาม เขมานันทะกล่าวว่า “ความงามเป็นเรื่องข้างในแล้วก็สรรค์สร้างมาสู่ด้านนอก” ถ้อยคำนี้ชวนให้มองงานศิลปะย้อนกลับไปยังผู้สร้าง ก่อนจะมีภาพบนผืนผ้าใบหรือถ้อยคำบนหน้ากระดาษ ย่อมมีการมองเห็นบางอย่างเกิดขึ้นภายใน ท่านเรียกสิ่งนั้นว่า “การเห็นด้วยตาใน” ความงามในความหมายนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ฝีมือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความละเอียดอ่อนและความเข้าใจซึ่งค่อย ๆ สุกงอมอยู่ในตัวคน เมื่อถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ ผู้ชมก็อาจสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ลึกกว่ารูปร่างของงานนั้น


ท่านจึงมองว่าศิลปินกับนักพรตมีความใกล้เคียงกัน เพราะต่างแสวงหาความจริงของชีวิต นักพรตเดินทางภายใต้แบบแผนและวินัยทางศาสนา ส่วนศิลปินอาจออกเดินทางด้วยแสง สี เงา และเสรีภาพในการสร้างสรรค์ แม้วิธีของทั้งสองจะต่างกัน แต่ต่างก็ต้องซื่อตรงต่อสิ่งที่ตนกำลังค้นหา เสรีภาพของศิลปินเองก็มิได้หมายถึงการทำตามใจอย่างไร้ทิศทาง เขมานันทะเห็นว่างานศิลปะอันยิ่งใหญ่ต้องอาศัยระเบียบวินัย และสุนทรียภาพก็สัมพันธ์กับความสะอาด ความเรียบร้อย และวินัยในตนเอง


เมื่อมองเช่นนี้ ศิลปะกับการภาวนาจึงอาจเกื้อกูลกันได้ การภาวนาทำให้คนหันกลับมารู้จักตนเอง ส่วนศิลปะเปิดทางให้สิ่งที่ได้พบเห็นภายในปรากฏออกมาและแบ่งปันแก่ผู้อื่น เขมานันทะเคยอธิบายผลงานของตนว่าเป็นเรื่องของ “การเจริญภาวนาของคนธรรมดาคนหนึ่ง” ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อทำความเข้าใจความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความผิดหวัง และความทุกข์ซึ่งไม่มีใครพ้นไปได้ งานของท่านจึงไม่ได้ชวนให้เราชื่นชมความงามแล้วหยุดอยู่เพียงนั้น หากชวนให้มองชีวิตของตนเองด้วยสายตาที่ลึกและอ่อนโยนขึ้น เพราะสำหรับผู้แสวงหาเช่นเขมานันทะ ความงามมิได้อยู่ห่างจากความจริงของชีวิตเลย


Cr. นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว