จากบทความก่อนเรื่อง “ข้อสอบรั่วในวิชาสงสารวัฏ” เราลองตั้งสมมุติฐานว่า หากการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง สิ่งที่ข้ามจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่งอาจไม่ใช่ความทรงจำทั้งหมด แต่อาจเป็นสิ่งที่ถูกกลั่นจากประสบการณ์จนกลายเป็นคุณสมบัติที่ลึกลงไป เช่น ความเคยชิน แนวโน้มของจิต ความกลัว ความกล้า ความเมตตา หรือแรงผลักบางอย่าง
จากคำถามนั้น มีอีกคำถามหนึ่งตามมา
ถ้าเราเกิดมาพร้อมเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่ได้เป็นผู้เลือก แล้วเรามีอิสระในการเลือกการกระทำของตนเองจริงเพียงใด?
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องของชาติหน้าเสียด้วยซ้ำ
มันกำลังเกิดขึ้นกับเราทุกคนในขณะนี้
ชายบนหอคอย
วันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1966 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นที่ University of Texas at Austin
ชายชื่อ Charles Whitman ขึ้นไปบนหอคอยของมหาวิทยาลัยพร้อมอาวุธปืน และยิงผู้คนเบื้องล่าง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจยิงเสียชีวิต
แต่สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ถูกกล่าวถึงในเวลาต่อมา ไม่ได้มีเพียงความรุนแรงของเหตุการณ์
ก่อนเกิดเหตุ Whitman เคยบันทึกถึงความผิดปกติภายในตนเอง เขารับรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับความคิดและอารมณ์ของเขา และเคยมีความคิดรุนแรงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกผิดปกติ
เขาขอไว้ด้วยว่า หลังจากตายแล้วควรมีการตรวจสมองของเขา
เมื่อมีการชันสูตร ก็พบเนื้องอกในสมองจริง
อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังตรงนี้
เราไม่สามารถสรุปทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า เนื้องอกนั้นเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ Whitman กลายเป็นฆาตกร
มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งและผลกระทบของเนื้องอก อาจ เกี่ยวข้องกับระบบสมองที่มีบทบาทต่ออารมณ์และการควบคุมพฤติกรรม แต่ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาด
และความไม่แน่นอนตรงนี้เอง กลับทำให้เกิดคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า
ถ้าสมองสามารถเปลี่ยนความคิด อารมณ์ และแรงผลักของมนุษย์ได้ แล้วสิ่งที่เราเรียกว่า “เจตจำนงเสรี” อยู่ตรงไหน?
ร่างกายกำลังผลักเราอยู่ตลอดเวลา
เราอาจรู้สึกว่า “ฉัน” เป็นผู้ควบคุมชีวิต
แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียด จะพบว่ามีสิ่งจำนวนมากเกิดขึ้นโดยเราไม่ได้เป็นผู้เลือก
เราไม่ได้เลือกว่าจะหิวหรือไม่
เมื่อระดับพลังงานในร่างกายเปลี่ยนแปลง ระบบต่าง ๆ ก็ส่งสัญญาณขึ้นมา และความหิวก็เกิดขึ้น
เราไม่ได้เลือกว่าจะกระหายน้ำหรือไม่
เราไม่ได้เลือกให้ร่างกายเจ็บปวดเมื่อได้รับบาดเจ็บ
และเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เราก็ไม่ได้ประชุมกับตัวเองแล้วลงมติว่า
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเริ่มมีความต้องการทางเพศ”
กลไกทางชีววิทยาทำงานของมันเอง
ฮอร์โมนเปลี่ยน
สมองเปลี่ยน
ร่างกายเปลี่ยน
ความสนใจต่อเพศและความสัมพันธ์เปลี่ยน
แรงขับที่ไม่เคยมีในวัยเด็กปรากฏขึ้น
ธรรมชาติมีกลไกมากมายที่ผลักดันให้สิ่งมีชีวิตกินอาหาร เอาตัวรอด หลีกเลี่ยงอันตราย สืบพันธุ์ ปกป้องลูก และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะถามเสียอีกว่า
“ฉันต้องการมันหรือไม่?”
แต่แรงผลักไม่ใช่การกระทำ
ตรงนี้มีความแตกต่างที่สำคัญมาก
เราไม่ได้เลือกให้ความหิวเกิดขึ้น
แต่เราเลือกได้ว่าจะกินอะไร
เราไม่ได้เลือกให้ความต้องการทางเพศเกิดขึ้น
แต่เราเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อมันอย่างไร
เราไม่ได้เลือกว่าความโกรธจะผุดขึ้นมาหรือไม่
แต่ความโกรธกับการทำร้ายคนอื่นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
นี่อาจเป็นจุดที่สิ่งที่เราเรียกว่า เสรีภาพ เริ่มปรากฏขึ้น
เสรีภาพของมนุษย์อาจไม่ใช่ความสามารถในการกำหนดทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตนเอง
แต่อาจเป็นความสามารถในการเลือก ว่าจะทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เสรีภาพอาจไม่ใช่ศูนย์หรือหนึ่ง
เรามักคิดเรื่องเจตจำนงเสรีเป็นสองขั้ว
มนุษย์มีเสรีภาพ
หรือ
มนุษย์ไม่มีเสรีภาพ
แต่บางทีคำถามนี้อาจตั้งผิดตั้งแต่ต้น
เสรีภาพอาจไม่ใช่สวิตช์ที่มีเพียง
ON / OFF
แต่อาจมีระดับ
คนคนหนึ่งเกิดมาพร้อมระบบประสาทที่ควบคุมแรงกระตุ้นได้ดี มีครอบครัวอบอุ่น ได้รับการศึกษา มีอาหารเพียงพอ และอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย
พื้นที่ในการเลือกของเขาอาจกว้าง
อีกคนหนึ่งอาจเกิดมาพร้อมความผิดปกติบางอย่างของสมอง เติบโตท่ามกลางความรุนแรง ถูกทำร้าย ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม
พื้นที่ในการเลือกของเขาอาจแคบกว่ามาก
คนที่มีร่างกายแข็งแรงมีความเป็นไปได้ในการกระทำบางอย่างมากกว่าคนที่เจ็บป่วย
คนที่มีสมองบางส่วนเสียหายอาจควบคุมแรงกระตุ้นได้ยากกว่าคนทั่วไป
คนที่อดอาหารมาหลายวันย่อมตัดสินใจภายใต้แรงกดดันต่างจากคนที่เพิ่งรับประทานอาหารอิ่ม
ดังนั้นเราอาจเขียนเป็นอุปมาได้ว่า
เสรีภาพ = ชีววิทยา + สิ่งแวดล้อม + การเรียนรู้ + ความสามารถในการรู้ทัน
แต่ละคนจึงไม่ได้ถือไพ่ชุดเดียวกัน
และไม่ได้เริ่มเกมจากจุดเดียวกัน
แล้วคนทำผิดต้องรับผิดหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่ละเอียดอ่อนมาก
ถ้าคนคนหนึ่งมีความผิดปกติในสมองซึ่งผลักดันให้เกิดความรุนแรง แล้วเขาทำร้ายผู้อื่น
เราควรบอกหรือไม่ว่า
“ไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะสมองเป็นผู้ทำ”
ถ้าใช้หลักนี้จนสุดทาง ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที
เพราะการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ก็เกิดผ่านสมองทั้งสิ้น
ในอีกด้านหนึ่ง หากเราบอกว่า
“ทุกคนเลือกเองทั้งหมด จึงต้องรับผิดเท่ากันทั้งหมด”
เราก็กำลังมองข้ามข้อเท็จจริงว่าความสามารถในการรับรู้ ยับยั้ง และควบคุมตนเองของมนุษย์แต่ละคนไม่เท่ากัน
บางทีความจริงจึงไม่ได้อยู่ที่สุดขั้วใดขั้วหนึ่ง
การกระทำมีผลของมัน
เมื่อเราทำร้ายใคร ความเสียหายเกิดขึ้นจริง
เมื่อฆ่าคน ชีวิตนั้นสูญเสียจริง
ผลของการกระทำไม่หายไปเพียงเพราะผู้กระทำมีเหตุปัจจัยบางอย่างผลักดันอยู่เบื้องหลัง
แต่ในการพิจารณาผู้กระทำ เราสามารถมองให้ลึกลงไปได้ว่า
เขารับรู้สิ่งที่กำลังทำเพียงใด
เขาควบคุมตนเองได้เพียงใด
เขามีทางเลือกอื่นมากน้อยเพียงใด
นี่ทำให้ ความรับผิดชอบ กับ ความเข้าใจเหตุปัจจัย สามารถอยู่ร่วมกันได้
เราไม่จำเป็นต้องเกลียดคนทำผิดจึงจะหยุดเขา
และเราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความเสียหายที่เขาก่อขึ้น เพียงเพราะเราเข้าใจว่าเขามีเหตุปัจจัยบางอย่างผลักดันอยู่
ช่องว่างระหว่าง “โกรธ” กับ “ทำ”
ลองมองเหตุการณ์ธรรมดากว่านั้น
มีคนพูดบางอย่างที่กระทบเรา
ความโกรธเกิดขึ้น
ถ้าไม่มีความรู้สึกตัว กระบวนการอาจเป็น
ถูกกระทบ → โกรธ → ด่า
หรือ
ถูกกระทบ → โกรธ → ทำร้าย
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนเป็นเหตุการณ์เดียวกัน
แต่ถ้ามีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
บางสิ่งเปลี่ยนไป
ถูกกระทบ → โกรธ → รู้ว่าโกรธ → … → เลือก
ตรงจุดสามจุดนั้นเอง
…
มีบางสิ่งเกิดขึ้น
มันคือ ช่องว่าง
ความโกรธยังอยู่
หัวใจอาจยังเต้นแรง
ใบหน้าอาจยังร้อน
ความคิดตอบโต้ยังผุดขึ้นมา
แต่ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งเพิ่มเข้ามา
เรารู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น
และทันทีที่รู้
ความโกรธกับการกระทำไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกันอีกต่อไป
บางทีนี่คือหน้าที่สำคัญของสติ
สติไม่ได้ทำให้เราไม่มีความโกรธ
ไม่ได้ทำให้เราไม่มีความต้องการ
ไม่ได้ทำให้เราหลุดออกจากพันธุกรรม
ไม่ได้เปลี่ยนวัยเด็กของเรา
และไม่ได้ลบความผิดปกติทางร่างกายทั้งหมด
แต่สติสามารถทำสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
มันสร้างพื้นที่ระหว่างแรงผลักกับการกระทำ
จากเดิม
โกรธ → ทำ
กลายเป็น
โกรธ → รู้ → เลือก
จาก
อยาก → เอา
กลายเป็น
อยาก → รู้ → พิจารณา → เลือก
จาก
กลัว → หนี
กลายเป็น
กลัว → รู้ว่ากลัว → ดูมัน → เลือก
พื้นที่นี้ในช่วงแรกอาจเล็กมาก
เพียงเสี้ยววินาที
แต่เมื่อฝึกบ่อย ๆ พื้นที่นั้นอาจค่อย ๆ กว้างขึ้น
และในพื้นที่นั้นเอง ชีวิตเริ่มมีทางเลือกใหม่
ความรู้สึกตัวจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
ถ้ามองเช่นนี้ การเผยแพร่เรื่องความรู้สึกตัวไม่ได้หมายความว่าเรากำลังพยายามทำให้คนทั้งโลกกลายเป็นคนที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกลัว หรือไม่มีความต้องการ
สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
สิ่งที่เราสามารถทำได้คือช่วยให้มนุษย์ค้นพบว่า
เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เราไม่จำเป็นต้องกลายเป็นมันทั้งหมด
มีความโกรธ
แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้โกรธจนลืมตัว
มีความอยาก
แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามความอยาก
มีความคิดรุนแรงเกิดขึ้น
แต่ความคิดนั้นไม่จำเป็นต้องกลายเป็นการกระทำ
เพียงเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมาระหว่างกลาง
เส้นทางของเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเปลี่ยนไป
เมล็ดพืชบนก้อนหิน
ชีวิตของคนเราไม่ได้เริ่มต้นเท่ากัน
บางคนเหมือนเมล็ดพืชที่ตกลงบนดินดี
มีน้ำ
มีแสง
มีคนดูแล
บางคนตกลงบนดินแห้งแล้ง
บางคนอยู่ระหว่างก้อนหิน
บางคนถูกเหยียบย่ำตั้งแต่ยังไม่ทันแตกยอด
เราไม่ได้เลือกพันธุกรรมของตนเอง
ไม่ได้เลือกสมองที่ได้รับมาตอนเกิด
ไม่ได้เลือกพ่อแม่
ไม่ได้เลือกสถานที่เกิด
ไม่ได้เลือกเหตุการณ์ทั้งหมดในวัยเด็ก
และบางครั้งเราก็ไม่ได้เลือกโรคที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายหรือสมองของเรา
สิ่งเหล่านี้คือ เงื่อนไขของชีวิต
แต่เงื่อนไขไม่จำเป็นต้องเป็น คำพิพากษาของชีวิต
เมล็ดพืชที่อยู่ระหว่างก้อนหินอาจไม่มีพื้นที่เท่ากับต้นไม้ที่อยู่กลางทุ่ง
แต่ถ้ามันยังมีชีวิต
มันยังอาจพบรอยแยกเล็ก ๆ
ยังสัมผัสสายลม
ยังรับแสงแดด
ยังพบหยดน้ำค้างในยามเช้า
และค่อย ๆ แทงยอดออกมา
มันอาจไม่เติบโตเหมือนต้นไม้อื่น
แต่ก็ยังเติบโตในแบบที่เงื่อนไขของมันอนุญาต
อิสรภาพภายในเหตุปัจจัย
ดังนั้น เสรีภาพของมนุษย์อาจไม่ใช่การเป็นอิสระจากเหตุปัจจัย
เพราะไม่มีใครเป็นเช่นนั้น
เราทุกคนอยู่ภายใต้ร่างกาย
พันธุกรรม
สมอง
ฮอร์โมน
อดีต
ครอบครัว
สังคม
ความจำ
ความเคยชิน
และเหตุปัจจัยอีกนับไม่ถ้วน
แต่อิสรภาพอาจเริ่มขึ้นเมื่อ
เรารู้ทันสิ่งที่กำลังผลักเรา
เราไม่ได้เป็นอิสระจากความโกรธทันที
แต่เริ่มไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามความโกรธ
เราไม่ได้เป็นอิสระจากความอยากทันที
แต่เริ่มไม่จำเป็นต้องวิ่งตามความอยากทุกครั้ง
เราไม่ได้เป็นอิสระจากอดีต
แต่อดีตไม่จำเป็นต้องเขียนอนาคตทุกบรรทัดแทนเรา
นี่อาจเป็นความหมายหนึ่งของการเจริญสติ
เสรีภาพของมนุษย์อาจไม่ใช่อิสระจากเหตุปัจจัย แต่คือความสามารถที่จะตื่นขึ้นมาภายในเหตุปัจจัยเหล่านั้น
เราอาจเลือกไพ่ไม่ได้ แต่ยังเลือกวิธีเล่นได้
ถ้าสมมุติฐานจากบทความเรื่องสงสารวัฏก่อนหน้านี้มีส่วนจริง
เราอาจไม่ได้เริ่มต้นชีวิตด้วยกระดาษเปล่า
เราอาจนำความโน้มเอียงบางอย่างมา
แล้วได้รับพันธุกรรมอีกชุดหนึ่ง
ครอบครัวอีกแบบหนึ่ง
ร่างกายอีกแบบหนึ่ง
สมองอีกแบบหนึ่ง
สังคมอีกแบบหนึ่ง
ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นไพ่ที่ชีวิตแจกให้
เราเลือกไพ่ไม่ได้ทั้งหมด
แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า
“ทำไมฉันจึงได้ไพ่แบบนี้?”
คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น
“เมื่อไพ่เหล่านี้อยู่ในมือแล้ว ฉันจะเล่นมันอย่างไร?”
และทุกครั้งที่รู้สึกตัว
เราอาจกำลังเพิ่มทางเลือกขึ้นอีกหนึ่งทาง
โลกอาจไม่ต้องการคนที่สมบูรณ์แบบ
บางทีโลกไม่ได้ต้องการมนุษย์ที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกลัว ไม่มีบาดแผล และไม่มีข้อจำกัด
มนุษย์เช่นนั้นอาจไม่มีอยู่จริง
สิ่งที่โลกต้องการอาจเป็นมนุษย์ธรรมดา
ที่โกรธแล้วรู้ว่าโกรธ
กลัวแล้วรู้ว่ากลัว
อยากแล้วรู้ว่าอยาก
เจ็บแล้วรู้ว่าเจ็บ
และเมื่อรู้แล้ว
ไม่จำเป็นต้องส่งต่อความเจ็บนั้นไปทำร้ายคนอื่น
ถ้าความรู้สึกตัวเกิดขึ้นในคนหนึ่ง
ความรุนแรงหนึ่งครั้งอาจไม่เกิด
คำพูดทำร้ายหนึ่งคำอาจไม่ถูกพูด
มือที่กำลังจะยกขึ้นอาจวางลง
ความแค้นที่กำลังจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปอาจหยุดลงตรงนั้น
นั่นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก
แต่ถ้าเกิดขึ้นในคนจำนวนมาก
โลกก็เปลี่ยน
ดังนั้น งานของเราอาจไม่ใช่การเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นคนอีกชนิดหนึ่ง
แต่เป็นการช่วยกันเผยแพร่สิ่งธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้ว
ความสามารถที่จะรู้สึกตัว
เพื่อให้ระหว่างสิ่งที่ชีวิตโยนเข้ามา
กับสิ่งที่เราจะส่งกลับออกไป
มีพื้นที่เล็ก ๆ เกิดขึ้น
พื้นที่สำหรับการเห็น
พื้นที่สำหรับความเข้าใจ
พื้นที่สำหรับความเมตตา
และพื้นที่สำหรับการเลือก
แม้ชีวิตจะตกอยู่บนดินที่แห้งแล้งเพียงใด
ตราบใดที่ยังมีชีวิต
ก็ยังมีโอกาสสัมผัสสายลม แสงแดด และหยาดน้ำค้างยามเช้า
ยังมีโอกาสแตกยอด
ยังมีโอกาสเติบโต
และยังมีโอกาสส่งต่อความรู้สึกตัวนั้น
จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
จนกว่าจะไปถึงผู้คนทั้งโลก
