“รู้ซื่อ ๆ” ไม่ใช่เพียง “รู้เฉย ๆ”


 

“รู้ซื่อ ๆ” ไม่ใช่เพียง “รู้เฉย ๆ”

บันทึกจากงานถอดคำสอนหลวงพ่อเทียน เพื่อส่งต่อความหมายแก่คนรุ่นหลัง

การถอดคำธรรมบรรยายจากเสียงของครูบาอาจารย์ มิใช่เพียงการฟังแล้วพิมพ์ถ้อยคำให้ครบ หากเป็นการทำงานอยู่ระหว่าง “เสียงที่ได้ยิน” “ภาษาที่เขียน” และ “ความหมายที่ครูบาอาจารย์ต้องการสื่อ” บางครั้งคำสั้น ๆ เพียงคำเดียว ก็อาจต้องอาศัยทั้งการฟังซ้ำ การค้นคว้า และการสอบถามผู้รู้ เพื่อมิให้การเรียบเรียงของคนรุ่นหลังเข้าไปเปลี่ยนน้ำหนักของคำสอนโดยไม่ตั้งใจ

ระหว่างการถอดเสียงธรรมบรรยายของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ทีมงานพบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคำว่า “รู้ซื่อ ๆ” เดิมผู้ถอดบางช่วงได้เติมคำว่า “(เฉย ๆ)” ไว้ข้างหลัง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาพระอาจารย์สุทธิศาสตร์ หรือพระอาจารย์โน้ต ท่านให้ข้อสังเกตว่า ไม่ควรเติมคำว่า “เฉย ๆ” เพราะคำว่า “รู้ซื่อ ๆ” มีความหมายกว้างกว่า การใส่คำอธิบายดังกล่าวอาจทำให้ความหมายเดิมแคบลง หรือทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นการอยู่นิ่ง ๆ วางเฉย หรือไม่ใส่ใจ ทั้งที่การ “รู้ซื่อ ๆ” ในบริบทของการเจริญสติ มิได้หมายถึงความเฉื่อยชาและมิใช่การเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

“รู้ซื่อ ๆ” คือการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏอย่างตรงไปตรงมา กายเคลื่อนไหวก็รู้ ความคิดเกิดขึ้นก็รู้ ความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้นก็รู้ โดยไม่รีบเข้าไปเลือก ตัดสิน ผลักไส หรือปรุงแต่งให้เป็นอย่างอื่น เป็นการรู้ตามความเป็นจริงในขณะนั้น มิใช่การสร้างสภาวะขึ้นมาใหม่ และมิใช่การบังคับใจให้สงบนิ่ง คำว่า “เฉย ๆ” จึงอาจถ่ายทอดความหมายส่วนหนึ่งได้ แต่ไม่อาจครอบคลุมความหมายทั้งหมดของคำว่า “รู้ซื่อ ๆ”

อีกประเด็นหนึ่งคือรูปเขียนระหว่าง “รู้ซือ ๆ” กับ “รู้ซื่อ ๆ” ผู้ถอดเคยพบคำว่า “รู้ซือ ๆ” ซึ่งไม่มีไม้เอก ปรากฏอยู่บนบอร์ดที่มูลนิธิหลวงพ่อเทียน และได้รับคำอธิบายว่าเป็นรูปคำในภาษาเมือง จึงใช้รูปดังกล่าวในการถอดเสียงช่วงหนึ่ง ต่อมาเมื่อนำไปปรึกษาพระอาจารย์สุทธิศาสตร์ ท่านให้ข้อมูลว่า ในบริบทภาษาถิ่นทางชัยภูมิใช้คำว่า “รู้ซื่อ ๆ” ซึ่งมีไม้เอก ความแตกต่างเล็กน้อยในรูปเขียนนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ภาษาพูดของแต่ละท้องถิ่นอาจมีทั้งสำเนียง ความหมาย และธรรมเนียมการเขียนที่ไม่ตรงกันทั้งหมด

เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้ว แนวทางของงานถอดคำสอนหลวงพ่อเทียนต่อจากนี้จึงกำหนดให้ใช้คำว่า “รู้ซื่อ ๆ” เป็นรูปหลัก และไม่เติมคำว่า “(เฉย ๆ)” ไว้ในเนื้อความ ส่วนต้นฉบับเดิมที่ใช้คำว่า “รู้ซือ ๆ” หรือเคยเติมคำอธิบายในวงเล็บ จะตรวจสอบกับเสียงต้นฉบับและแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ หากข้อความใดมีบริบทเฉพาะหรือเป็นการกล่าวถึงภาษาถิ่นโดยตรง ก็จะพิจารณาคงรูปเดิมไว้พร้อมหมายเหตุ ไม่ปรับแก้ด้วยมาตรฐานเดียวโดยละเลยบริบทของต้นฉบับ

เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า ความหวังดีของผู้ถอดคำอาจกลายเป็นการตีความเพิ่มเติมได้โดยไม่รู้ตัว คำอธิบายในวงเล็บแม้มีเจตนาช่วยผู้อ่าน แต่เมื่อปรากฏอยู่ติดกับถ้อยคำของครูบาอาจารย์ ผู้อ่านในอนาคตอาจไม่ทราบอีกต่อไปว่า คำใดเป็นคำพูดจากเสียงต้นฉบับ และคำใดเป็นคำที่ผู้ถอดเติมขึ้นภายหลัง ด้วยเหตุนี้ หลักสำคัญของงานจึงมิใช่การทำให้ทุกประโยคอ่านง่ายที่สุดเท่านั้น แต่ต้องรักษาขอบเขตระหว่าง “ถ้อยคำเดิม” กับ “คำอธิบายของบรรณาธิการ” ให้ชัดเจนด้วย

งานถอดเสียงธรรมบรรยายจึงเป็นมากกว่างานพิมพ์ตามเสียง หากเป็นงานอนุรักษ์หลักฐานทางธรรม เป็นการประคองถ้อยคำจากเสียงของคนรุ่นหนึ่งให้เดินทางไปถึงคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยสูญเสียความหมายให้น้อยที่สุด ผู้ถอดจำเป็นต้องมีทั้งความละเอียด ความอ่อนน้อม และความกล้าที่จะกลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำไว้ เมื่อพบข้อมูลหรือความเข้าใจที่รอบคอบกว่าเดิม

เราไม่ได้คาดหวังว่างานทุกชิ้นจะสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก แต่หวังว่าทุกข้อสังเกต ทุกการสอบถาม และทุกการแก้ไข จะได้รับการบันทึกไว้เป็นประสบการณ์ มิให้คนทำงานรุ่นหลังต้องเริ่มต้นค้นหาคำตอบใหม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่เรากำลังถ่ายทอดนั้น มิใช่เพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่คือร่องรอยของวิธีชี้ให้คนกลับมาพบสิ่งที่มีอยู่แล้วในตนเอง—

กายเคลื่อนไหว รู้
ความคิดเกิดขึ้น รู้
ไม่ต้องเติมแต่ง
เพียงรู้ซื่อ ๆ


หมายเหตุจากคณะทำงาน: บทความนี้เป็นบันทึกประสบการณ์จากกระบวนการถอดเสียง ตรวจพิสูจน์ และพิจารณาคำมาตรฐานสำหรับการจัดเก็บคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยยึดเสียงต้นฉบับเป็นหลักฐานชั้นต้น และแยกคำอธิบายของผู้ถอดหรือบรรณาธิการออกจากถ้อยคำต้นฉบับให้ชัดเจน