รูปแบบของสำนักปฏิบัติที่หลวงพ่อเทียนต้องการ

รูปแบบของสำนักปฏิบัติที่หลวงพ่อเทียนต้องการ


เมื่อเรามองวัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมในแต่ละแห่ง

เราจะพบว่ามีรูปแบบแตกต่างกันไปตามประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่


แต่สำหรับ  หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ 

ท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะวางหลักให้สำนักปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เพื่อให้เอื้อต่อสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ


 “การเจริญสติของผู้ปฏิบัติ” 


สิ่งที่ท่านเน้นจึงไม่ใช่ความสวยงามของสถานที่

ไม่ใช่ความโอ่อ่าหรูหราของวัด

แต่คือความเรียบง่าย สะอาด เป็นระเบียบ และเพียงพอต่อการดำรงชีวิต


เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งสำนักปฏิบัติ

ไม่ใช่เพื่อสร้างสถานที่ให้ดูงดงาม

แต่เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ  ก้าวหน้าในธรรม 


 


  หลักสำคัญที่หลวงพ่อเทียนวางไว้


 ๑. ไม่ตั้งตู้บริจาค ไม่เรี่ยไรเงิน 


หลวงพ่อไม่ต้องการให้การปฏิบัติธรรมผูกพันกับเรื่องเงินทอง

ผู้ที่มาปฏิบัติไม่ต้องถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ


แม้เคยมีผู้นำตู้บริจาคมาถวาย

ท่านก็ให้เก็บไว้ไม่ให้ตั้งไว้ในที่เปิดเผย


เพราะการปฏิบัติธรรม

ไม่ควรถูกกำหนดด้วย “การทำบุญด้วยเงิน”


 


 ๒. ไม่ทำอาหารโดยไม่จำเป็น 


ถ้ามีอาหารจากการบิณฑบาตเพียงพอแล้ว

ก็ไม่ควรทำอาหารเพิ่มเติม


การทำครัวเป็นภาระ

ทำให้เสียเวลาและพลังงานที่ควรใช้กับการปฏิบัติ


หลวงพ่อเคยกล่าวว่า


  “เราเป็นนักบวช สังคมเขาเลี้ยงแล้ว

  ไม่ต้องกินตามใจกิเลส”


 


 ๓. ไม่เลี้ยงสัตว์ในสำนักปฏิบัติ 


เพราะเมื่อมีสัตว์ เช่น สุนัข

ก็จะเกิดภาระเรื่องอาหาร ความสกปรก

รวมถึงเสียงรบกวนขณะฟังธรรม


และถ้าชาวบ้านรู้ว่ามีสุนัข

ก็มักนำมาปล่อยเพิ่มไม่รู้จบ


วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ

 ไม่ให้อาหารตั้งแต่ต้น 


 


 ๔. ไม่ปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ 


แม้หลวงพ่อจะเป็นพระที่ชอบปลูกต้นไม้

แต่ท่านจะปลูกเฉพาะต้นไม้ที่ให้ร่มเงา


เพราะไม้ผลจะดึงดูดผู้คนเข้ามารบกวน

ส่วนไม้ดอกไม้ประดับก็ทำให้เสียเวลาดูแล

และอาจทำให้เกิดความติดยึดในความสวยงาม


 


 ๕. การแต่งกายเรียบร้อย ไม่ต้องชุดขาว 


ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิต

ผู้มาปฏิบัติแทบไม่มีใครสวมชุดขาว


ท่านสอนว่า

ให้ใส่เสื้อผ้าที่มีอยู่แล้ว

ไม่ต้องซื้อชุดใหม่ให้สิ้นเปลือง


และยังเคยพูดว่า


  คนเรามีเสื้อผ้าเพียงสามชุดก็พอแล้ว


เพราะของมาก

กลายเป็นภาระของชีวิต


 


 ๖. ฟังธรรมอย่างสำรวม 


เวลาฟังเทศน์

ไม่ควรยกมือสร้างจังหวะ


เพราะถือว่าไม่สุภาพต่อผู้พูด

และเป็นการเสียมารยาท


หากต้องการทำความรู้สึกตัว

ให้เพียงใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แตะกันเบา ๆ เท่านั้น


 


 ๗. เดินอย่างมีสติ 


ผู้ปฏิบัติไม่ควรเดินแกว่งแขน


การเดินเก็บแขนไว้เหมือนเดินจงกรม

จะช่วยให้รู้สึกตัวได้ต่อเนื่อง


 


 ๘. เดินจงกรมควรใส่รองเท้า 


หลวงพ่อเองก็ใส่รองเท้าเดินจงกรมเสมอ


เพราะช่วยให้เกิดความรู้สึกตัว

ในลักษณะของชีวิตจริง

ไม่ตกไปสู่อารมณ์สมถะที่นิ่งเกินไป


 


 ๙. ไม่อ่านหนังสือ ไม่เสพสื่อ 


การอ่านหนังสือหรือพูดคุยมาก

ทำให้จิตอยู่กับความคิด


หลวงพ่อจึงห้ามอ่านหนังสือทุกชนิด

โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์


ท่านเคยสอนว่า


  คนที่เล่นละคร เล่นดนตรี

  เขาทำมาหากินของเขา

  ส่วนเราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา


หน้าที่ของผู้ปฏิบัติ

คือ  รู้สึกตัว 


 


 ๑๐. อย่าอยู่นิ่ง ๆ 


นี่เป็นคำที่หลวงพ่อกล่าวบ่อยมาก


ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

ให้ทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอ


แม้อยู่ท่ามกลางผู้คน

ก็ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้สัมผัสกันเป็นจังหวะ


มีผู้เล่าว่า

แม้ในช่วงที่หลวงพ่อป่วยหนัก


ถ้าจะดูว่าท่านหลับหรือตื่น

ให้ดูที่นิ้วมือ


ถ้านิ้วไม่ขยับ

แปลว่าท่านหลับ


แต่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา

นิ้วของท่านจะขยับทันที


 


  สาระสำคัญของทั้งหมดนี้


กฎระเบียบต่าง ๆ

ไม่ได้มีขึ้นเพื่อบังคับหรือจำกัดชีวิตผู้ปฏิบัติ


แต่มีขึ้นเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น


คือ


 ทำให้ผู้ปฏิบัติ “มีโอกาสรู้สึกตัวได้มากที่สุด” 


เพราะเมื่อการรู้สึกตัวต่อเนื่อง

ปัญญาก็จะเกิดขึ้น


และปัญญานั้นเอง

ที่จะนำมนุษย์ไปสู่คุณธรรมสูงสุดของชีวิต


 


ธรรมะของหลวงพ่อเทียนจึงเรียบง่าย

ไม่ซับซ้อน

ไม่ต้องพึ่งพิธีกรรมมากมาย


เพียงแต่


 รู้สึกตัว

ในทุกการเคลื่อนไหวของชีวิต 


แล้วธรรมะ

จะปรากฏขึ้นด้วยตนเอง


Archive