อาทิคุรุ · Root Teacher
ท. ๑๔๘ บรรยายธรรมที่อริยาภา ม้วนที่ ๒
วันนี้เป็นวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ พวกเราที่มาอบรมที่อริยาภา คือที่อริยาภานี่เป็นมูลนิธิที่ทำเผยแผ่ในหลักพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเราที่ถือพุทธศาสนานั้นเข้าใจไม่เหมือนกัน ไม่ว่าคนไทยคนจีนจะเป็นคนชาติไหนภาษาใดก็ตาม การถือพุทธศาสนานั้นไม่ค่อยตรงเป้าหมายที่มาดับทุกข์ตัวเอง คือไปสนใจกันเรื่องพิธีรีตรอง หรือสนใจกันเรื่องฤทธฺ์เรื่องเดชเรื่องอะไรต่างๆ เหล่านั้น มันก็เลยไม่ตรงตามพุทธพระประสงค์
วันนี้ที่เรามาอบรมกันที่อริยาภานี้ ให้อาตมามาให้ข้อคิดข้อเห็นและนำไปประพฤติปฏิบัตินั้น เพื่อทางดับทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่มีพิธีรีตรองอื่นใดทั้งหมดเลย ที่พูดนี้คืออาตมาเองคนหนึ่งที่ได้เสาะแสวงหาวิธีที่จะดับทุกข์ตัวเอง เมื่อตัวเองเห็นว่าทางนี้เป็นทางดับทุกข์ได้ แต่คนอื่นก็ต้องมีโอกาสมีเวลาที่จะดับทุกข์ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจะเป็นคนยุคสมัย ๒๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมาแล้วนั้นก็ตาม หรือจะเป็นยุคนี้สมัยนี้ก็ตาม วิธีที่จะทำให้ดับทุกข์นั้นต้องมีอยู่เหมือนกัน
เมื่อเรารู้จักวิธีปฏิบัติแล้ว ต้องปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน จึงไม่เลือกยุคไม่เลือกสมัย ไม่เลือกชนชาติไหนภาษาใด แม้จะเขียนหนังสือเป็นก็ปฏิบัติได้ เขียนหนังสือไม่เป็นก็ปฏิบัติได้ เพราะว่าเรื่องความทุกข์นี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีความรู้และมีเงินมีทอง มันไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องเช่นนั้น คนมีเงินมีทองร้อยล้านพันล้านความทุกข์คือความวุ่นวายเดือดร้อน หรือความโกรธความหลงนี้มันก็ยังทำให้เดือดร้อนได้อยู่เช่นเดียวกัน
และคนที่เรียนหนังสือมากๆ ถ้าเป็นพระสงฆ์ท่านเรียนนักธรรมตรีโทเอกจนได้เป็นมหาเปรียญหรือจบเปรียญ ๙ ก็ยังมีความเดือดร้อนความวุ่นวาย มีความสงสัย หรือมีความทุกข์ คือความโกรธความโลภความหลงนี้เอง ถ้าหากมีความทุกข์อยู่อย่างนี้การศึกษาเล่าเรียนนั้นก็เหนื่อยเปล่า และบัดนี้ผู้ที่ศึกษาฝ่ายโลกก็เช่นเดียวกัน เรียนตั้งแต่ป. ๑ จนถึงปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอก แล้วก็ยังมีความทุกข์ความเดือดร้อนความวุ่นวาย ยังมีความโกรธความโลภความหลงอยู่เช่นเดียวกัน อันนั้นชื่อว่าเรียนแล้วยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่ามีประโยชน์แต่มันมีน้อย
บัดนี้พวกเรามาที่นี่ ถึงจะมีความรู้ก็ได้ไม่มีความรู้ก็ได้ ถึงจะมีเงินมีทองก็ได้ไม่มีเงินไม่มีทองก็ได้ วิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ คือเราต้องเรียกร้องความรู้สึกความตื่นตัว ให้มาอยู่ที่เนื้อที่ตัวเรา เราไม่ต้องไปนั่งให้มันสงบ การเป็นนั่งสงบนั้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้เราตื่นตัวให้เรามีสติ คือมันสงบมันก็เลยเข้าไปในความสงบ
เมื่อพูดถึงความสงบแล้ว มีข้ออุปมาเปรียบเทียบให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายได้ฟัง เหมือนกับคนที่เราเข้าไปอยู่ในถ้ำ เรามีเพียงไม้ขีดไฟหรือเทียนไขเราก็ต้องเอาไม้ขีดไฟมาจุดขึ้นเป็นไฟแล้วก็จุดเทียนไขเรา เมื่อจุดเทียนไขขึ้นมาข้างหน้าแสงสว่างมันก็มีเพียงเล็กๆ น้อยๆ ความมืดมันหลบมาข้างหลัง บัดนี้เราเอาไฟมาข้างหลังความมืดมันก็ไปข้างหน้า เมื่อเอาไฟมาข้างหน้าความมืดมาข้างหลัง มันหลบซ่อนตัวอยู่ที่เรานั่นเอง เพราะเราอยู่ในที่มืดเราอยู่ในถ้ำ มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นการเจริญให้มีความตื่นตัว กับทำความสงบนั้น มันจึงเป็นคนละเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังพูดว่าความสงบอยู่นั่นเอง ดังนั้นการสงบนั้น ถ้าพูดตามหลักที่อาตมาจะมานำมาพูดนี้มีอยู่ ๒ อย่างด้วยกัน
คือความสงบแบบหนึ่งนั้น สงบแบบที่ไม่รู้สึกตัว เรียกว่าสงบใต้โมหะ คือยังไม่รู้ต้นตอของชีวิตจิตใจของเรานั่นเอง อันนั้นเรียกว่าสงบแบบอยู่ในถ้ำ ถึงจะนั่งสงบอยู่ที่นั่นนานๆ ก็ตาม เมื่อไปทำการทำงานกับสังคมของเรา เมื่อคนนั้นคนนี้พูด เราได้ยิน หรือคนนั้นคนนี้ทำ เราเห็น ความพอใจและไม่พอใจมันจะเกิดขึ้นมาทันที เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องพยายามทำความสงบ ไปบังคับมันไว้ กดมันไว้ ทับมันไว้ ไม่อยากให้มันขึ้นมาแสดง แต่อย่างไรก็ตามมันจะค่อยๆ ลดลงไป มันก็ยังดีอยู่ อันนั้นเรียกว่าสงบใต้โมหะ สงบเพราะความไม่รู้
ที่อาตมาพูดนี้และนำมาให้เพื่อนผู้ที่ต้องการทางดับทุกข์ทางพ้นทุกข์จริงๆ แล้ว คือไม่ต้องทำความสงบแบบนั้น เราต้องเรียกร้องเอาความรู้สึก ความตื่นตัว ให้เรารู้สึกเราตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อเรามีความรู้สึกความตื่นตัวเองเสมอแล้ว ความทุกข์มันก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว
เช่นคนนั้นคนนี้จะพูดให้เรามีความโกรธความโลภความหลงเกิดขึ้น เพราะมีความตื่นตัว ความรู้สึกตัว เห็นอยู่ สภาพหรือภาวะของชีวิตจิตใจของเราอยู่ตลอดมา อันนั้นเรียกว่าสงบด้วยสติปัญญา สงบด้วยการตื่นตัว สงบด้วยการเห็นแจ้ง อันนี้เรียกว่ามันเป็นการเรียกร้องความตื่นตัวให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ
การตื่นตัวนั้นไม่ใช่ตื่นแล้วหนีไป ไม่ใช่อย่างนั้น คนอื่นจะพูดให้เราถึงจะมายกยอเราก็ตาม เราก็ไม่หวั่นไหวกับคำยกยอของเพื่อนของเรา เราจะเห็นว่าสภาพชีวิตจิตใจของเรานั้นมันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดมาแล้ว ความดีใจหรือความชื่นชมนั้น มันผิดปกติไปแล้ว อันนั้นเรียกว่าโลภะแล้วนั้นเกิดขึ้น โลภะเกิดขึ้นเพราะเรามีโมหะ โมหะนั้นคือเราไม่รู้ เราไม่เห็น เราไม่เข้าใจ ต้นตอของชีวิตจิตใจของเราที่มันปรากฏเกิดขึ้นนั่นเอง
บัดนี้เมื่อมีคนมาตำหนิเรามาพูดให้เราทางไม่ดี หรือมาทำให้เราเห็นที่มันไม่เหมาะสม เราเกิดไม่พอใจ อันความไม่พอใจนั้นท่านผู้รู้ทางพุทธศาสนาท่านสอนเอาไว้เรียกว่าความโกรธ ความโกรธมันก็เกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาเราก็พยายามบังคับมันไว้ แต่มันก็ยังดี แต่อันนั้นไม่ใช่เป็นอย่างนั้น คือความโกรธมันจะเกิดขึ้นมาได้เพราะเราไม่เห็นเราไม่รู้ ถึงว่าเรารู้เราก็เข้าไปอยู่ในความรู้นั้น
บัดนี้เรามาทำความตื่นตัว รู้แจ้งเห็นจริงอยู่เสมอ มันโกรธขึ้นมาไม่ได้เพราะมันไม่มี ความโกรธไม่ได้มีอยู่ที่เรา ความโลภไม่ได้มีอยู่ที่เรา ความหลงคือหลงต้นตอของชีวิตที่มันปรากฏขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นเราจึงมาเรียกร้องเอาความรู้สึกความตื่นตัวอยู่เสมอ ไปไหนมาไหน เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เรียกว่าพุทธะ
พุทธะก็แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อเราเห็นเรารู้เราตื่นเราเบิกบานอยู่แล้ว การทำการพูดการคิด เราก็ต้องไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆ ทั้งนั้น ดังนั้นการทำวิธีนี้มันเป็นการทำง่ายๆ มันไม่ได้มีวิธีรีตรองอะไรทั้งหมดเลย มันไม่เกี่ยวข้องเรื่องการรักษาศีล เรื่องการให้ทาน หรือการอะไรๆ ทั้งหมดมันไม่เกี่ยวข้องทั้งนั้น แต่มันก็ยังเกี่ยวข้องอยู่นั่นเอง
เกี่ยวข้องอย่างไร เมื่อเราไปติดการให้ทาน เราทำบุญทำทานแล้วเราก็ไปติด ไปติดการทำบุญทำทานคิดว่าทำบุญแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นบุญเป็นกุศลอย่างไร เราก็เข้าไปคิดในบุญในกุศลนั้นอยู่ เราก็เลยไม่ได้ดูจิตดูใจของเราอันนี้ มันเป็นอย่างนี้ ดังนั้นเราไม่ต้องคิด ทำแล้วก็แล้วไป เราเฉยไปได้ เราดูความคิดของเราอยู่ที่ตรงนี้
เช่นการรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน ทำไปแล้วมันผิดศีลข้อนั้นข้อนี้ ปานาอทินนาหรือจะพูดอย่างไรก็ตามแหละ แล้วก็ไปคิดวิตกกังวลกับศีลที่เรารักษาบริสุทธิ์ไหมถูกต้องไหมไปคิดกังวลอยู่แค่นั้น อันนั้นก็เป็นตัวทุกข์อีกแล้ว เพราะเราไม่เห็นความคิดนั้นเอง มันจึงว่าไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เรามาคอยดูต้นตอของชีวิตที่ตรงนี้ มันก็เลยควบคุมกันไปทั้งหมด
อย่างที่เรามาอยู่ที่นี่ มาทำกรรมฐานหรือมาเจริญปัญญากันอยู่ที่นี่ในขณะนี้ อันนี้แหละเป็นศีล อันนี้แหละเป็นการปฏิบัติธรรม กายเราก็ไม่ได้ไปแตะต้องอะไรทั้งหมด และคำพูดของเราก็ไม่ได้ไปโกหกพูดเท็จอะไรทั้งหมด จิตใจของเรามันนึกคิดขึ้นมาเราเห็นเรารู้เราเข้าใจ เราก็ปัดทิ้ง เมื่อปัดทิ้งไปแล้วความคิดมันก็เลยไม่ได้ถูกปรุง อันไม่ถูกปรุงนั่นแหละท่านเรียกว่าศีล ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
กิเลสอย่างหยาบ คือมันคิดไปอันนั้นคิดมาอันนี้ คิดถึงทานคิดถึงศีล อันนั้นแหละคือตัวกิเลสอย่างหยาบ ดังนั้นคนไม่รู้จึงจะออกจากทุกข์ไม่ได้ คนไม่รู้มันก็อยู่ที่มืดเหมือนกับอยู่ที่ในถ้ำนั่นเอง บัดนี้เราไม่ต้องอยู่ในถ้ำ เราถอนตัวออกจากถ้ำ เราไม่ต้องจุดไฟก็ได้เราไปไหนมาไหนก็สะดวกสบายดี มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นการทำบุญก็ตามการรักษาศีลก็ตามถ้าหากว่าเราไปติดไปยึดอยู่แล้ว เหมือนกับคนที่อยู่ในถ้ำนั่นเอง
ดังนั้นวันนี้ที่พวกเราได้มาเจริญสติมาเจริญปัญญา เพื่อให้พบเห็นต้นตอของชีวิตจิตใจของเรา ชีวิตของเราจริงๆ นั้น มันเป็นปกติ มันไม่ยินดีมันไม่ยินร้าย มันเฉยๆ
แต่ตัวทุกข์ที่มันเกิดขึ้นมานั้นคือจิต แต่ตัวจิตนั้นมันไม่ใช่เป็นตัวทุกข์ เพียงแต่คิดขึ้นมาแวบเดียวเท่านั้น เราก็เลยรู้ไปในความคิด เลยเข้าไปในความคิด เมื่อเข้าไปในความคิดมันก็เลยปรุงเป็นเรื่องเป็นราวไป อันนั้นดีอันนั้นชั่วไป เราก็เลยไม่ได้เห็นความคิดของเรา บัดนี้คนเมื่อไม่ได้เห็นความคิดของเราแล้วไปทำการทำงานอะไรก็ตามละ มีคนนั้นมาพูดให้เราเสียใจ เกิดไม่พอใจเสียใจไปแล้ว ความเสียใจเกิดขึ้นก็มีความโกรธเกิดขึ้นก็มีความโลภเกิดขึ้น เพราะความหลงที่ตรงนี้ อันนั้นแหละตัวทุกข์ อันนั้นแหละตัวบาป บาปจริงๆ ทุกข์จริงๆ เรื่องนี้
เลยมีธรรมะคำๆ หนึ่งที่ท่านสอนเอาไว้ในหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี มีอยู่ ๔ หมวดด้วยกัน แต่จะนำมาเล่าให้ฟังในที่นี้ เฉพาะวันนี้จะมาพูดเรื่องเราเคยพูดเคยเรียนกันในหนังสือนวโกวาทว่า ธรรมที่เป็นโลกบาลคุ้มครองโลก ๒ อย่าง พระเณรเคยเรียน และใครๆ ก็ต้องเคยเรียน แต่ไม่เคยเอามาพิจารณา ธรรมที่เป็นโลกบาลคุ้มครองโลก ๒ อย่าง หิริความละอายแก่ใจ โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป
หริ ความละอายแก่ใจ ในขณะที่เห็นเพื่อนเรามาพูดคุยอย่างนั้นอย่างนี้อันนั้นเป็นภายนอก แต่ละอายแก่ใจนี้คือจิตใจมันนึกมันคิดขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราต้องเอาชนะมันได้ อันนี้ละเรียกว่าละอายแก่ใจ ความคิดนั่นเองไม่ให้มันได้ปรุงเป็นเรื่องเป็นราวไป อันนี้เรียกว่าหิริความละอายแก่ใจ ตามทัศนะความรู้ความเห็นความเข้าใจของอาตมาเข้าใจเป็นอย่างนี้
โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปกรรม บาปคือตัวที่ไม่รู้ตัวความคิดนี่เอง เมื่อมันคิดขึ้นมาเราไม่เห็นเราไม่รู้ มันก็ปรุง เมื่อมันปรุงขึ้นมามันก็เป็นทุกข์ อันความทุกข์กับบาปนั้นเป็นอันเดียวกัน ตัวบาปกับตัวทุกข์นั่นแหละ ตัวทุกข์มันไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ตัวบาปมันก็ไม่เป็นตัวไม่เป็นตน คือตัวคิดมาแวบเดียวนั้น เราไม่รู้เราไม่เห็น มันก็เลยเข้าไปในความคิดอันนั้น มันก็เลยปรุงไป เมื่อปรุงไปแล้วก็เป็นตัวบาป อันนั้นชื่อว่าตัวบาป เราจะไปหาตัวบาปไม่เห็นบาป เพราะเราไม่มีปัญญา ตัวบาปไม่มีตัวไม่มีตน
ถ้าหากคนมีปัญญา ทำความตื่นตัวเรียกร้องเอาสติเอาปัญญาเข้ามารู้ตัวอยู่เสมอ พอดีมันคิดปุ๊บขึ้นมา เราเห็นปั๊บทันที เหมือนแมวกับหนูดังนี้ แล้วความคิดนั้นมันถูกหยุดทันที ถ้าแมวจับหนูมันก็ต้องตายทันทีมันช็อกขึ้นไป แล้วความคิดก็เลยไม่ถูกปรุง บาปก็เลยเกิดขึ้นไม่ได้ นี่ท่านว่า โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป คำว่าโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาปนี่ไม่ใช่ไปกลัวที่อื่น กลัวความคิดตัวนี้นี่แหละ พูดสั้นๆ อันนี้ไม่ต้องพูดมาก
วิธีปฏิบัติอย่างลัดๆ อันนี้ ถ้าจะพูดโดยสมมุติให้ฟังก็ที่เรามาที่นี่ เรามาฝึกหัด ไม่ใช่ว่าเป็นการปฏิบัติ เรียกว่ามาฝึกหัด มาฝึกหัดเหมือนกับนักมวย นักมวยนี่ใครชกเก่งก็ได้เป็นแชมป์เปี้ยนเป็นผู้นำของโลกท่านว่าอย่างนั้น บัดนี้เรามาที่นี่ก็เหมือนกัน เรามาฝึกหัดดูความคิดของเรา มาฝึกหัดเรียกเอาความตื่นตัวขึ้น ให้รู้ พอดีนักมวยขึ้นไปในเวทีมีคู่ต่อสู้ต้องชกทันที เราไม่ต้องไปไหว้ครู ไม่ต้องไปริเริ่มเรียกร้องเอาตำราอยู่ที่นั่นที่นี่ อยู่ในมัดนั้นมัดนี้ หน้าที่เท่านั้นเท่านี้ คู่ที่เท่านั้นเท่านี้ ไม่ต้องไปเรียกร้องมันเลย อันนั้นเรียกว่าตำราต้องมีครู เราไม่ต้องไปไหว้ครูนี่
เราฝึกหัด เรามาที่นี่เรามาฝึกหัดชก พอดีมันคิดขึ้นมามันชกทันที แต่ว่าไม่ได้ชกด้วยมือ “เรารู้ เราเห็น” ก็เหมือนกับเราชกนั่นแหละ พอดีมันคิดขึ้นมาเราเห็นเรารู้ก็เหมือนกับนักมวยที่เราไปหัดชก เดี๋ยวนี้เราหัดชกเราเรียนชกไม่ต้องไปเรียนในตำรา เมื่อมีคู่ต่อสู้ขึ้นมาในเวทีไม่ต้องไปไหว้ครูเลย เข้าไปในสนามก็ต้องชกทันที ขึ้นไปในเวทีต้องชกคนที่จะมาเป็นคู่ต่อสู้กับเรา ต้องชก เมื่อชกแพ้ชนะมันเป็นธรรมดา
อย่างที่เรามาฝึกหัดก็ตาม เดี๋ยวนี้นี่เมื่อมันคิดขึ้นมาไม่ทัน มันก็ธรรมดา เราต้องกระตุกให้มันแรงๆ ทำความรู้สึกแรงๆ เหมือนกับนักมวยขึ้นไปในเวที ชกเขาแพ้เขามาเราก็ต้องไม่เสียอกเสียใจ เราก็ต้องไปฟิตเราไปหัด เมื่อเราฟิตเราหัดชกบ่อยๆ เมื่อไปชกเขาในเวทีเที่ยวต่อไปมันอาจชนะได้
เมื่อชนะแล้วเราก็ยังไม่พอ เราต้องชก ใครเก่งก็ต้องชก ไม่ต้องกลัวว่าคนนั้นเก่งเป็นแชมป์เปี้ยนมาแล้วเคยเป็นจอมโลกมาแล้ว ไม่ต้องกลัวเลย เราต้องไปชกคนที่เคยเป็นแชมป์เปี้ยนเคยเป็นจอมโลกนั่นแหละ เป็นนักมวยเอกของโลกนั่นแหละเราต้องไปชกคนผู้เช่นนั้น เมื่อเราชกชนะแล้วอันนั้นแหละเราจะได้เป็นแชมป์เปี้ยนเป็นจอมโลกได้
อันนี้ก็เหมือนกัน เราไม่ต้องไปนั่งสงบอะไรกัน เราต้องไปดู ดูมันคิดขึ้นมา เราต้องเอาทันที ไม่ต้องไปไหว้ครูไม่ต้องไปนึกหาตำรับตำราอะไรละ ตำรับตำรานั้นมันอยู่ไกลเรา เราไปจำ มันลืม เมื่อมันลืมก็แก้ไม่ได้ เหมือนกับคนที่ไปอยู่ในถ้ำนั่นเอง บัดนี้เราออกจากถ้ำ เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับตัวหนังสือ เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับตำรับตำรา ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับคำสอนของใครทั้งหมดเลย เราต้องเกี่ยวข้องกับต้นต่อตัวชีวิตจิตใจนี่เอง นี่มันอยู่ที่นี้ เมื่อเราเอาชนะที่ตรงนี้แล้ว อื่นจะพูดยังไงก็เป็นเรื่องของเขา ตัวหนังสือจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา
เมื่อเราเห็นเช่นนี้พูดเช่นนี้ ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าของเรานี่เองชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะกุมารนี่แหละ คราวหนึ่งไปพูดกับพระวักลิก พระวักกลินั้นชอบพระพุทธเจ้า เพราะการอยากเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไปไหนมาไหนก็คอยติดตามดูแลอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา พระพุทธเจ้าของเรานี่แนะแนวให้พระวักกลิเจริญสติ พระวักกลิไม่เคยเจริญสติ ไม่เคยเรียกร้องเอาความตื่นตัวความรู้สึกตัวเข้ามาหาตัวเอง พระพุทธเจ้าก็เลยท้าตีตัวพระวักกลิไล่พระวกกลิหนี พระวักกลิก็เลยไม่มีที่พึ่งเพราะพระพุทธเจ้าประฌามให้หนี ก็เลยจะไปโดดเหวตาย ว่าอย่างนั้น
พอดีพระวักกลิจะไปเถอะเหวตาย แล้วพระพุทธเจ้าก็เลยไปขวางหน้าเอาไว้เรียกว่าเป็นต้อนเอาไว้ “พระวักกลิจะไปที่ไหน” ถามพระวักกลิ ‘ผมจะหนี’ “หนีไปที่ไหน” ‘หนีไปโดดเหวตาย’ เมื่ออยู่กับพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าไม่ให้ดูรูปโฉมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่มีที่พึ่งทางไหนดีเท่าตาย พระพุทธเจ้าก็เลยว่า “พระวักกลิเข้าใจว่าอันนี้เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม” ‘ใช่ครับ’ “อันนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อันนี้มันเป็นวัตถุมันเป็นเพียงรูปกาย” อันตัวหนังสือเขียนแล้วเอามาท่องมาจำกันนั้น อันนั้นมันไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า แล้วไปสนใจมันทำไม แต่ก็ยังดี
พระพุทธเจ้าก็เลยบอกพระวักกลิว่าคือ “ต้นตอของชีวิตจิตใจที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นมันไม่ใช่เป็นอันนี้ คือจิตใจที่มันนึกมันคิดขึ้นมานู่น มันที่เป็นลึกลับ อันนั้นแหละมันทำให้เป็นพระพุทธเจ้า” พระวักกลิก็เลยสำนึกตัวได้ แล้วก็มีจิตมีใจเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า พระวักกลิก็เลยกลับเข้ามาดูที่ต้นตอของชีวิตจิตใจของพระวักลิก พระวักกลิก็เลยเห็นความคิดของตัวเอง
ลักษณะความคิดนี้มันเป็นอย่างนี้ ตัวชีวิตจิตใจจริงๆ นัน มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว ก็เลยเห็นธรรมะต้นตอของชีวิตจริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสต่อพระวักกลิว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรมพูดนั้นไม่เห็นเรา แม้จะจับชายจีวรของเราอยู่หรือจะจับนิ้วมือของเราอยู่ก็ไม่เห็นเรา เพราะไม่เห็นธรรม”
การเห็นธรรมสมัยนี้ก็ต้องไปสอนกันอีกแล้วที่อาตมาเคยไปเห็น แล้วตัวอาตมาเองคนหนึ่งเคยได้ทำมาเช่นนี้ ในสมัยเมื่อเป็นเณรเคยฝึกกับอาจารย์ อาจารย์ต้องให้ไปนั่งขัดสมาธิทำจิตใจให้สงบ เพ่งดวงกสิณเข้าไปเห็นสีแสงหรือแสงสว่างอะไรต่างๆ ที่ท่านสอนมา บางครั้งบางคราวก็เห็นสีแสงเทวดาอะไรต่างๆ ที่ท่านสอนมา อันนั้นแปลว่าคนลืมตัว คนไม่เห็นชีวิตของเรา อันนั้นแปลว่าคนไม่รู้ ไปเห็นพระพุทธเจ้า ไปเห็นพระพุทธรูป ไปเห็นดวงแก้วลอยมา นี่มันเข้าใจอย่างนั้น ความจริงคือ จิตใจของเรานี่แหละมันคิดวูบเข้าไปแล้วเราไม่เห็นมัน มันก็เลยเป็นมายาหลอกลวงเรา
คราวนั้นอาตมามาที่วัดชลประทาน มีคนไปพูดเรื่องนี้มีจำนวนมาก เพราะทางกรุงเทพฯ นี่เคยปฏิบัติแบบนั้นมากที่สุด ต้องเห็นดวงแก้วต้องเห็นพระพุทธรูปต้องเห็นแสงสว่างขึ้นมา นี่พูดแบบนั้น อันนั้นแปลว่าคนไม่รู้ คนไม่รู้มาสอนมันก็ต้องไม่รู้ อาตมาเคยทำมาเรื่องนี้ บัดนี้อาตมาพูดให้เรียกว่า อันนั้นไม่ใช่ชีวิต มันเป็นมายา มันหลอกลวง คนที่สอนไม่รู้จักก็เลยไปจับเอาอันนั้นว่าเป็นนิมิต มันก็เลยผิดไปจากเป้าหมาย
นิมิต ท่านแปลว่าเครื่องหมาย ท่านสอนอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเครื่องหมายอันนั้น อันนั้นเราจะไปจับให้มันได้ไหม มันเห็นแล้วมันก็หายไปเลย มันจะเป็นนิมิตได้ทำไม อันนั้นเรียกว่านิมิตของคนไม่รู้ อันนี้แหละคำสอนของพระพุทธเจ้ามันเคลื่อนมา เคลื่อนมาแล้วมันหายไป จับต้นชนปลายไม่ได้เลย นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย
คำว่านิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เรากำมือ-รู้สึกตัว เหยียดมือ-รู้สึกตัว พริบตา-รู้สึกตัว หายใจ-รู้สึกตัว กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอเรา-รู้สึกตัว อันนี้เรียกว่าเป็นนิมิตจริงๆ เราเรียกร้องความรู้สึกเรามาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเรานี้ บัดนี้มันคิดขึ้นมาส่วนลึกที่จิตใจบัดนี้ มันคิดขึ้นมาแวบเดียว-เราเห็น อันนั้นแหละมีมิตจริงๆ นิมิตแปลว่าเครื่องหมายเราคอยดูมัน
เหมือนกับนักมวยขึ้นไปในเวที พอดีคนนั้นคนจะชกเรามันต้องไหวตัว พอดีคนตาดีนี่พอดีคนนั้นไหวตัวคนนี้มันชกแล้ว พอดีมันไหวตัวจะชกเรา เราต้องชกมันก่อนนี่ อันนี้แปลว่านิมิต คือสายตามันจะไปจ้องคู่ต่อสู้กันอยู่เป็นอย่างนั้น พอดีเขาจะชกเรา เราชกก่อน เหมือนกับความคิดที่เราจะคิดขึ้นมามันต้องเคลื่อนไหว เราก็ตัดมันทันที ความคิดอันนั้นก็เลยไม่ถูกปรุง อันนี้แปลว่านิมิต
อันนี้ตามความเข้าใจในทัศนะของตัวเอง แต่มันอาจจะขัดกับตำราของบุคคลที่เรียนมามากๆ ถึงจะขัดก็ตามอาตมาไม่ได้วิตกกังวลกับคนที่เรียนมามาก เพราะอาตมาจะแก้ปัญหาตัวเองว่า ไม่ต้องมีทุกข์ จะไปทำการทำงานกับเพื่อนฝูงก็โดยที่ไม่มีทุกข์ จะพูดจะคุยกับเพื่อนฝูงก็ไม่มีทุกข์ อันนี้ก็พอแล้ว นี่แหละลักษณะที่ว่าคือพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ตัวอาตมาเป็นพระพุทธเจ้า อยู่ที่นี่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า แต่มันมีลักษณะอย่างนั้นทุกคน
ทุกคนมันต้องมีกายกับใจ กายนี้มันเป็นวัตถุมองเห็นด้วยตา ใจนั้นมันมองไม่เห็น ท่านจึงสมมุติขึ้นมา สมมุติบัญญัติคือบัญญัติขึ้นมารักษาศีล บัญญัติขึ้นมาให้ทาน บัญญัติขึ้นมาต้องไปนั่งกรรมฐาน บัญญัติขึ้นมาต้องไปเจริญวิปัสสนา บัญญัติขึ้นมาอันนั้นเรียกว่าสมมุติบัญญัติ
ปรมัตถ์บัญญัติ คือทำจริงอีกอย่างหนึ่ง หรือพูดอย่างหนึ่งมันล่วงพ้นไปจากการบัญญัติอันนั้น อันนั้นเรียกว่าได้เป็นปรมัตถ์บัญญัติ ปรมัตถ์แปลว่ามันล่วงพ้นจากสิ่งที่บัญญัตินั้นไป หรือกำลังเห็นกำลังรู้กำลังเข้าใจกำลังมีอยู่อันนั้นเขาเรียกว่าเป็นปรมัตถ์เหมือนกัน นี่เรื่องปรมัตถ์มันเป็นอย่างนั้น
ที่รู้ที่พูดนี่ไม่ได้ไปยืมตำรามาพูดนะ ที่พูดด้วยความจริงใจ หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลายเพื่อจะทำเพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่จะหลุดพ้นเพื่อนหนีจากโลกนี้ไป ไม่ใช่อย่างนั้น คือหลุดพ้นจากความทุกข์นี่เอง
บัดนี้อัตถะบัญญัติ อัตถะนั้นทางตัวหนังสือหรือตำรับตำราเขาว่า อัตถะเขาเรียกว่ามรรค ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสัมปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ พักเอาไว้ เอาไว้ตำราไม่ต้องมาสอนกัน
อาจาร์ยโกวิท
จะมีปัญหาของโลกหรือสังคม อคติทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะปัจเจกชนไม่รู้เท่าทันความคิดของตน เพื่อมุ่งขจัดเพื่อปฏิบัติเพื่อรู้เท่าทันความคิดของตัวในขณะนั้นที่คิดวูบออกไป มันก็เริ่มเห็นอคติของตัว อันนี้แหละที่พอจะเรียกได้ว่ารู้จักตัวเอง คำว่ารู้จักตัวเองนี้เป็นคำพูดที่ง่าย แต่มีรายละเอียดซับซ้อนลึกซึ้งกว่า เรารู้จักตัวเองหมายความว่าเราได้ขจัดปัดเป่ามายาภาพสิ้นแล้ว
ผู้ที่รู้จักตัวเองนั้นสิ้นทุกข์ แต่พวกเรานี้พวกเรานี้ยังไม่สิ้นทุกข์ สัญญาณร้ายพิษร้ายในชีวิตยังมีอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่สิ้นทุกข์ เรายังไม่รู้จักตัวเองไม่ว่าผู้ฟังหรือผู้พูด จงเรียนรู้สัญญาณนี้ สัญญาณว่าทุกข์นั้นเบียดเบียนอยู่ เราต้องปฏิบัติต่อไป อย่าเพิ่งไปสำคัญมั่นหมายว่าเราได้บรรลุถึงคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่คิดจ้องเสมอว่าได้บรรลุถึงคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่จะต้องตกต่ำโดยนอบน้อม.
หลวงพ่อเทียน(ต่อ)
อันนั้นเอาไว้ก่อนเรื่องตำราอย่าไปยุ่งมัน คำว่าอัตถบัญญัติหมายถึงมันลึกลับ อัตถะแปลว่าลึก อัตถะแปลว่ามรรค ๘ ถ้าจะพูดตามตัวหนังสือนั้นก็ว่า มรรค ๘ นี่เขาเรียกว่าพระโสดา มรรคเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์เขาว่าอย่างนั้น มรรคคือพระโสดา มรรค ๘ คือ พระโสดามรรค พระโสดาผล พระสกิทาคามีมรรค พระสกิทาคามีผล พระอนาคามีมรรค พระอนาคามีผล พระอรหัตมรรค พระอรหันตผล อันนี้ ๔ คู่ ๘ บุรุษ อันนี้มรรค มรรคจริงๆ อันนี้ มรรคแปลว่าข้อปฏิบัติ บัดนี้มรรคคือเอาสติมาดูจิตดูใจ อันนั้นแปลว่าอัตถะบัญญัติ
อริยบัญญัติ ผู้ที่เป็นอริยะบุคคลจะสามารถที่จะเห็น เขาเรียกว่าอริยบัญญัติ แต่บัญญัติสมมุติขึ้นมาว่าเป็นอริยะบุคคล ไม่ใช่ตัวเราเป็น คืออริยะบุคคล อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าพ้นไป ข้าศึกคือตัวคิดนี่แหละ จึงว่าเป็นข้อปฏิบัติ ที่ว่ามรรคจึงเอาสติมาดู ดูเพื่อปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติอยู่ที่นี่นะ อันนี้มาฝึกหัด
ปฏิบัตินั้นก็หมายถึง ไปไหนมาไหน ทำการทำงาน พูด คิด อะไรก็ต้องดูมัน แต่ดูแล้วทำได้ แล้วมาเรามาฝึกหัดนี่ฝึกบ่อยๆ ความเคยชินมันต้องเป็นเอง ความเป็นเองนั้นท่านเรียกว่าเป็นธรรมชาติ มันเป็นกฎของธรรมชาติเรียกว่าศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมะไปกับธรรมชาติ ท่านว่าอย่างนั้น
แต่เราก็เลยไปจำเอา มันไม่ใช่เป็นของเราอันนั้น เรียกว่ายืมคำพูดของคนอื่นมาพูด เราต้องเอาของเราไปพูด เราไม่ต้องไปยืมเอาจากตำรับตำรา และไม่ต้องไปยืนเอาคำพูดของใครทั้งหมดเลย ที่พูดนี้มันเป็นอย่างนั้น
เราทุกคนต้องมีอย่างนั้น ต้องประสบอย่างนั้นจริงๆ คือเรามาคอยดูความคิด แต่ไม่ใช่นั่งดูอยู่ที่นี่นะ ถ้ามานั่งอยู่ที่นี่ก็เลยไม่ได้ทำการทำงานอะไรทั้งหมดเลย เราจะไปทำการทำงานอะไรก็ไม่ได้เพราะเราเป็นนั่งอยู่แล้วมันจะปราศจากไปแล้ว คือมันไม่ต้องเป็นการปฏิบัติธรรมแล้วอันนั้น เดี๋ยวนี้เรามาฝึกหัดเพราะเวลาว่าง สมมุติว่าวันนี้เป็นวันเสาร์นี่ เราว่างวันนี้เราต้องทำ เมื่อเราทำแล้วเราฝึกหัดแล้ว เราออกจากที่นี่ไป ไปปฏิบัติ
คำว่าปฏิบัติแล้วก็ทำการทำงาน พอดีมันคิดขึ้นมาปุ๊บ เราฝึกหัดได้แล้วบัดนี้ เราเห็น เราเห็นมันก็ทุกข์หยุดทันที เหมือนกับนักมวยพอดีเขาชกเรา เราชกเขาก่อนแล้ว พอดีเขาถูกหมัดเราเขาต้องเซหนีเลยหรือเขายืนคาที่ไม่ได้ เพราะมันถูกหมัดของเราหมัดหนัก แล้วคนนั้นจะเข้ามาหาเราก็ไม่ได้ เหมือนกับความคิดอันนี้เอง พอดีมันคิดขึ้นมา เรามีสติ เห็น รู้ เพราะเรามองมันอยู่นี่คอยจ้องมัน มันก็เลยปรุงไม่ได้ อันนี้เรียกว่ามรรค
มรรคเพราะเราระวังดูอยู่นี่ เป็นข้อปฏิบัติ เมื่อปฏิบัตินั้นคือว่ามันหายไปแล้ว มันหายไปแล้วเรียกว่าเราปฏิบัติได้แล้ว อันนั้นเรียกว่าเอาไปปฏิบัติกับการกับงานได้ทุกลมหายใจ ผู้หญิงก็ปฏิบัติได้ ผู้ชายก็ปฏิบัติได้ จะเป็นคนชาติไหนภาษาใดถือศาสนาไหนก็ปฏิบัติได้ อันนี้เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ธรรมคือตัวเรานี่เอง ทำทางกายบ้าง ทำทางวาจาบ้าง ตัวจิตใจนึกคิดอันนั้นก็เป็นธรรมะอีกแล้ว เรียกว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่ว่าไปเจริญอันนั้นไปเจริญอันนี้ อันนั้นเป็นวิธีการ มันเป็นวิธีการยังไม่เป็นการปฏิบัติธรรม
อย่างที่เรามาฝึกหัดกันเป็นจังหวะ ยกมือไป เอามือมา กำมือ เหยียดมือ อันนี้ก็เป็นวิธีการ ยังไม่ใช่เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นวิธีการเพื่อจะเข้ามาถึงจิตใจนี้เอง เพื่อจะให้รู้ต้นต่อของชีวิตจิตใจนี้เอง เมื่อเราเห็นต้นตอของชีวิตจิตใจอันนั้นแหละเป็นการปฏิบัติธรรม ไปที่ไหนก็ต้องปฏิบัติเรื่อยๆ ไปคู่กับชีวิตของเรา
ตัวชีวิตนั้นมันไม่รู้ มันไม่รู้ว่าทุกข์บ้างสุขบ้าง มันไม่รู้ มันเฉยๆ อันทุกข์นั้นคือตัวจิต แต่ตัวจิตนั้นไม่ใช่เป็นตัวทุกข์ ตัวจิตมันคิดขึ้นมาแวบเดียวเราไม่เห็น ไม่เห็นก็เลยปรุงไป พอดีปรุงไปเราเลยเป็นทุกข์เพราะเราไม่เห็น เป็นทุกข์เพราะเรื่องอะไร เป็นทุกข์เพราะโทสะมันเกิดขึ้นมา โลภะมันเกิดขึ้นมา อันไม่เห็นนั้นทางธรรมะเรียกว่าโมหะ ภาษาบ้านอาตมาเรียกว่าลืม หลง หรือไม่เข้าใจ แต่ภาษาธรรมะเรียกว่าโมหะคือความไม่รู้ ท่านว่าอย่างนั้น
บัดนี้ทางตำรับตำราครูบาอาจารย์ผู้ที่ท่านแปลหนังสือ ท่านก็ยกไปไว้ปฏิจจสมุปบาทมั่ง ท่านก็ยกไปไว้อายตนะภายนอกภายในบ้าง อันนั้นเป็นคำพูด คำว่าอวิชชานี้ทุกคนเคยพูดมา อาตมาเคยไปเห็นอาจารย์หลายคน แม้อาจารย์คนที่สอนอาตมาก็เช่นเดี่ยวกัน อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ อายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเรื่อยๆ ไปเลยละไม่ต้องพูดหลายก็ได้สิบเอ็ดสิบสองหน อันอวิชชานั้นอย่าไปสนใจมัน ไม่ใช่ว่าไม่รู้หนังสือไม่รู้เงินไม่รู้กินข้าว ไม่ใช่อย่างนั้น
พูดอย่างลัดๆ อวิชชาคือ เราไม่เห็นต้นตอของความคิดนี่เอง เมื่อมันคิดขึ้นมามันก็ปรุงไป นี่เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารแปลว่าปรุงไป สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณแปลว่ารู้ มันรู้มันเข้าไปในความรู้แล้วอันนี้มันเป็นวิญญาณไปแล้ว วิญญาณอันนั้นไปแปลว่าวิญญาณทุกข์ เราต้องเข้าใจอย่างนั้นวิญญาณทุกข์ วิญญาณรู้เป็นวิญญาณทุกข์
บัดนี้วิชา วิชาแปลว่ามันคิดปุ๊บเราเห็นปั๊บ ความคิดมันหยุดทันที เรียกว่าปัญญา ปัญญาแปลว่ารอบรู้ในกองสังขาร คือสังขารร่างกายนี้อีกส่วนหนึ่ง สังขารทางจิตใจอีกส่วนหนึ่ง คือมันรอบรู้เรียกว่าปัญญาดี ปัญญานี้มันเพียงคำพูด มันเพียงคำพูดอันนี้ ปัญญาแปลว่ารอบรู้ในกองสังขาร ทุกข์จะเกิดเพราะความละเมิด ละเมิดคือเราไม่เอาใจใส่คือไม่เอื้อเฟื้อนั่นเอง เราละเมิดคือเราไม่สนใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เราไปสนใจในการศึกษา เรียนเอาจำเอา เราก็เลยไม่สนใจที่ต้นตอของชีวิตจริงๆ อันนี้เป็นหลักวิชาที่จะปฏิบัติน้อยๆ ลัดๆ อันนี้
เมื่อคนใดรู้จักอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ ไม่ต้องเป็นพระอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ต้องเป็น เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ ใครจะพูดอย่างไรก็ได้มันเป็นเรื่องสมมุติ จึงว่าสมมุติบัญญัติมีมาก ปรมัตถ์บัญญัติก็มีน้อยลงไป อัตถะบัญญัติยิ่งน้อยลงไป อริยะบัญญัติก็ยิ่งน้อยลงไป มันเป็นอย่างนี้
คำว่าสมมุติบัญญัติคือสมมุติอันนั้นอันนี้ สมมุตินักธรรมตรีโทเอก หรือป. ๑ ป. ๓ จนเป็นปริญญาตรีปริญญาโท อันนั้นเป็นสมมุติทั้งนั้น จึงว่าสมมติจึงมีมาก
ปรมัตถ์คือกำลังขีดกำลังเขียนกำลังเรียน พ้นไปจากอันนั้นแล้ว อันนั้นก็เป็นปรมัตถ์เหมือนกัน
อัตถะบัดนี้ อัตถะก็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ คือโอ๊ยมันยุ่งเห็นถูกต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันพูดไปมันยุ่งเรื่องตำราแล้วมันยุ่งแบบนี้อัตถะ
บัดนี้อริยะบัญญัติ ก็เป็นพระโสดาพระสกิทาคาไปเรื่อยๆ ไปเลย ได้ฌานนั้นฌานนี้เอาล่ะ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน มันเป็นเรื่องคำพูดทั้งนั้น
ดังนั้นเรามาที่นี่ มาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น มุ่งหวังจะหลุดพ้น หลุดพ้นไปจากที่ไหน หลุดพ้นจากความปรุงแต่ง ก่อนที่จะหลุดพ้นเราไม่ต้องไปทำอะไรเพราะมันหลุดพ้นอยู่แล้ว คือมันก็ไม่ได้ปรุงอยู่แล้ว เพราะเราไม่เห็น นี่เรามาดูที่ตรงนี้ เมื่อมันเห็นแล้ว-มันก็หลุดไป อันนี้แหละเรียกว่าหลุดพ้นไปจากสมมุติ หลุดพ้นจริงๆ อันนี้รับรองได้ ทุกคนต้องได้ทุกคนต้องเป็น เพราะมันเป็นอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว
ต้นตอของชีวิตจิตใจนั้น มันเป็นปกติ มันไม่มีทุกข์ มันไม่มีสุข มันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา จะมีอะไรมามันก็เป็นอย่างนั้น แต่ตัวทุกข์นั้นคือตัวคิด แต่ไม่ใช่ตัวคิดตัวรู้ความคิดนั่นแหละ มันเข้าไปในความคิด มันเป็นวิญญาณรู้ จึงว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดอะไร มันเข้าไปในวิญญาณแล้วเป็นภพเป็นชาติ เป็นโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เลยเป็นครบรอบอันนั้น
บัดนี้เราไม่ต้องไปเรียนก็ได้ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้เพราะเรามาดูที่ตรงนี้ มันก็เลยจบกันทั้งหมด หรือจะแปลยังไงก็ได้คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย อาตมากล้ายืนยันรับรองเลยว่ามันไม่มี มันไม่มี มันมีเพียงสมมุติขึ้นมาพูดกันเท่านั้น มันเป็นอย่างนั้น กล้ารับรองได้
กล้ารับรองทำไม เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องจิตเรื่องใจ ท่านผู้ฟังทั้งหลายคงจะเคยได้ยินว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าของเรานี่ ก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า จับถาดหรือขันมาอธิษฐานในแม่น้ำที่ในประเทศอินเดียนั้นน้ำอะไรแม่น้ำเนรัญชราอะไร อาตมาก็ไม่ได้ไปเรียนในประเทศอินเดีย เพียงคำพูดของคนพูดให้ฟังมา
เอาขันไปวางลงที่นั้น แล้วก็อธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ฆ่ากิเลสตายคายกิเลสหลุดจริงๆ แล้ววางถาดหรือบางขันใบนี้ลงไปน้ำนี้แล้ว ให้ถาดใบนี้หรือขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำขึ้นไป” ว่าอย่างนั้น “ถ้าหากว่าจะไม่ได้ตรัสรู้ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ฆ่ากิเลสไม่ตายคายกิเลสไม่หลุดดับทุกข์ไม่ได้ วางขันธ์หรือถาดใบนี้ลงไปแล้วให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำ” ว่าอย่างนั้น อันนั้นเป็นคำพูด
คือทวนกระแสของน้ำนี่ ทวนกระแสของความคิดนี้เอง พอดีวางขันลงไปขันก็เลยทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงหัวพญานาคที่ไหนไม่รู้แหละไปจมลงหัวพญานาค พญานาคนอนหลับอยู่ อันนี้ท่านเล่าให้ฟังพ่อก็เล่าให้ฟังครูบาอาจารย์ก็เล่าให้ฟัง แต่มันเป็นคำพูดเป็นเรื่องสมมุติ พญานาคนอนอยู่ยังไม่ตื่นเดี๋ยวนี้ ยังไม่ตื่นเลย หลับ พอดีขันไปจมลงหัวพญานาคก็พญานาคก็เลยตื่นขึ้นมาว่า ใครตรัสรู้เรายังไม่ตื่นเลย อันนี้แหละคือเรานอนหลับทับสิทธิ์
พญานาคคือตัวเรานี่เองนอนอย่างนั้นแหละ ไม่ตื่นมาสนใจ ไปนอนหลับทับสิทธิ์ ไปสนใจแต่เรื่องคนนั้นไปสนใจแต่เรื่องคนนี้ คนนั้นทำบุญมากคนนี้ทำบุญน้อย คนนี้รักษาศีลดีคนนั้นรักษาศีลไม่ดี คนนั้นเป็นอย่างนั้น โอ้โหมันเป็นเรื่องสมมุติ อย่าไปสนใจเขาเลย สนใจเรื่องตัวเรา สนใจเรื่องตัวเราจริงๆ แปลว่าเราทวนกระแสของความคิด
ความคิดมันจะแวบออกจากตัวเราไป มันจะไปสนใจคนนั้นมันไม่ถูกแล้ว เราต้องมากระตุกเรานี่ พอดีกระตุกแล้วมันจะวางลงความคิดอันนั้น มันจะกลับเข้ามาความรู้สึกเรา อันนี้เรียกว่าทำความรู้สึก ทำความตื่นตัว เรียกร้องเอาความรู้สึกเรียกร้องเอาความตื่นตัวเข้ามาที่ตัวของเรา ทำให้เราไม่มีทุกข์ มันก็หลุดพ้นไปจากความทุกข์ อันนี้เรียกว่าทำการหลุดพ้น
คำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อทำให้ความหลุดพ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรทั้งหมด ไม่ใช่ว่าหลุดพ้นหนีจากโลกนี้แล้วไปอยู่ที่ไหนอันนั้นก็ไม่ถูกแล้ว คือหลุดพ้นจากความโกรธความโลภความหลงนี่เอง ถ้าจะพูดอย่างนี้ก็ได้ หรือหลุดพ้นจากการปรุงแต่งก็ได้ แต่ความโกรธความโลภความหลงไม่มี การปรุงแต่งไม่มี ความโกรธความโลภความหลงไม่มีทำไมมันโกรธขึ้นมา ก็เพราะเราไม่เห็นความคิดนี่เอง เรารู้คิดเราก็ไปกับคิดอันนี้
บัดนี้ความปรุงแต่งก็ไม่มีทำไมมันปรุงแต่งไป ก็เพราะเราเข้าไปในความปรุงแต่งแล้ว ที่ก็เหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในถ้ำ ถ้าเราไปอยู่ในถ้ำ เราจุดไฟความมืดมันก็หายไป แต่เรายังอยู่ในถ้ำ พอดีไฟหมดแล้วเราก็เลยไปไหนมาไหนไม่ได้ก็เลยอยู่ในถ้ำ จำยอมอยู่ในถ้ำเอง อันนี้ก็เหมือนกันเราไปเรียนตำรา เมื่อพลิกหาตำราไม่เห็นก็จำยอมเอาเลย อันนี้เราไม่ต้องไปติดตำรา เราไม่ต้องไปอยู่ในถ้ำ เราออกจากถ้ำออกจากตำรา เราไม่ต้องมีครู ขึ้นในเวทีต้องชกทันที
อันนี้แปลว่าเรามาฝึกหัดโดยตรง ไม่ต้องไปอาศัยตำรับตำรา เมื่อมีคนใดมาพูดปุ๊บ เราเอาทันที ไม่ต้องไปเอาคนนั้น เอาใจเรา สติมันจะเร็วที่สุด เหมือนกับนักมวย เหมือนกับแมวกับหนูนี่ มันจะพูดอย่างไรก็ได้มันเป็นเรื่องสมมุติ ที่พูดนี่เป็นเรื่องสมมุติเอามาเล่าให้ฟังเท่านั้น เมื่อเรารู้จักสมมติอันนี้ดีๆ แล้วไม่ต้องมีอะไร คำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็น ๓ ปิฎก คือพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก มันไม่มีเรื่องอะไรมันเป็นขยะ มันเป็นขยะเป็นคำพูดเท่านั้น พระสุตก็พูดเรื่องบุคคลนั้นคนนี้ พระวินัยก็ต้องพูดเรื่องระเบียบวินัย พระอภิธรรมก็พูดเรื่องจิตเรื่องใจ
อาตมามาอยู่ที่วัดสนามใน คราวหนึ่งก็มีเพื่อนๆ พาไปหาสำนักปฏิบัติธรรมที่เรียนอภิธรรม พูดจนตายละพูดอย่างนั้น จิตเท่านั้นดวงจิตเท่านี้ จิตมีเท่าใด จิตผสมกิเลสจิตไม่ผสมกิเลส อ้าวพูดไปจนตาย คนที่เรียนแล้วก็ยังมีโกรธตามเดิม แล้วจะมีประโยชน์อะไรไปพูดอย่างนั้น เราไม่ต้องไปพูดก็ได้ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ ไม่ต้องไปพูดก็ได้
เรามาดูที่ใจตัวเดียวเท่านี้ เอาตัวเดียวเท่านี้ไม่ต้องไปเอาหลายเรื่อง เอาตัวมันนึกมันคิดขึ้นมา ก็เห็น ก็รู้ ก็เข้าใจ นี่เห็น รู้ เข้าใจ แปลว่าสัมผัสได้ เมื่อเราเห็นอะไรๆ แล้วมันจะครบไปทั้งหมดเลย ไม่ต้องไปพิจารณาอะไรมาก ไม่ต้องไปรักษาศีลก็ได้ เพราะศีลนี้แปลว่ากำจัดกิเลสอย่างหยาบนี่เราเคยพูดกัน กิเลสอย่างหยาบคืออะไร คือไม่เห็นความคิด มันปรุงไป เลยโกรธเลยโลภเลยหลงไปนั่นแหละกิเลสอย่างหยาบ เราไม่ต้องไปพูดอะไรมาก เราเห็นเท่านี้มันจะจบเลย
สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง เราไม่ต้องไปติดความสงบ อันไปสงบอยู่ที่นั่นมันใช้ไม่ได้ เขาเรียกว่าสงบใต้โมหะ เขาว่าอย่างนั้น อันนี้อาตมาพูดให้ตัวเอง เคยไปนั่งทำกรรมฐานก็ไปนั่งความสงบขัดสมาธิอย่างนั้นขัดสมาธิอย่างนี้ ก็หลับตาดูลมหายใจ ดูลมหายใจมันละเอียดเข้ามันละเอียดเข้ามันก็เลยต้องสงบ สงบเข้าก็ไปติดความสงบอันนั้น บัดออกมาสู่สังคมสู้ไม่ได้ อันนี้ก็ว่าเราติด เราเข้าไปอยู่ในที่มืด เราอยู่ในความสงบอันนั้นแล้ว มันเลยไม่มีปัญญา อันนั้นแหละเราไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจ
ดังนั้นศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบอันนั้นอันเดียวกันนะ กำจัดกิเลสอย่างหยาบคือ เรามาดูความคิด ความคิดนี่เป็นกิเลสอย่างหยาบ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง คือเราจะไม่เข้าไปในความสงบอันนั้น ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด กับความคิดนี้เหมือนกันอันเดียวกันทั้งนั้น ครั้นรู้แล้วมันจะครบทั้งหมดเลย กิเลสอย่างละเอียดคือมันคิดน้อยๆ เราไม่เห็น เราชอบเราก็ทำไป อันนี้เป็นกิเลสอย่างละเอียดเราไม่รู้ไม่เห็น
ดังนั้นปัญญาจึงรอบรู้ ตัวปัญญานี่แหละคือความตื่นตัว ความรู้สึกตัว การทำ การพูด การคิด อะไรทั้งหมด
เมื่อเราไม่เรียกร้องความรู้สึกตัวความตื่นตัวเข้ามาอันนั้นเรียกว่าผิดแล้ว ผิดแล้วแต่คนอื่นจะหาว่าถูกก็ถูกของเขา เราอย่าไปสนใจแต่เราไม่ได้ห้ามจะไปพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่อันใดก็ตามเมื่อพูดแล้วยังไม่ชี้ไม่แนะแนวหรือไม่ชี้ลงมาต้นตอของชีวิต อันนั้นแต่ว่าถูกน้อยไม่ถูกมาก ถ้าเขาคำพูดของใครก็ตามคนใดสอนก็ตาม เขาแนะให้เรามาดูที่จิตที่ใจอันนั้นถูกต้อง ถูกต้องจริงๆ ทำไมว่าถูกต้อง ก็พระพุทธเจ้าก็ทำอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้เพราะการทำทางจิตทางใจ เพราะท่านทวนกระแสของจิตของใจนี่เอง เอาขันลงไปวางที่น้ำ มันทวนกระแสขึ้นไปถึงต้นน้ำไปถึงหัวพญานาค อันนั้นเป็นคำพูดเป็นสมมุติ บัดนี้คือทวนกระแสของน้ำคือ มันคิดปุ๊บ-เห็นปั๊บ ไม่ต้องไปกับมัน อันนี้กระแสของความคิดนี่
บัดนี้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็คือ การเห็นความคิดนี่เอง ตรัสรู้ รู้แล้วไม่ต้องทำ ว่าอย่างนั้นก็ได้ หรือว่าตรัสรู้คือ พ้นไปแล้ว คือไม่ต้องไปสงสัย ว่าอย่างไรก็ได้เพราะว่ามันเยอะมากที่สุด
ที่อาตมาพูดนี่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตำรา จะเอาความจริงมาพูดให้ฟัง คนเรามีกายมีใจ ไม่ต้องไปพูดอายตนะภายนอกภายในไม่ต้องพูดก็ได้ ตาเห็นรูปให้สักว่ารูป หูฟังเสียงให้สักว่าเสียง อันนั้นมันยังมีการปรุง ถ้ามาเรามาดูที่นี้แล้วไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์เลย ตาเห็นหูฟังเสียงไม่ต้องไปคำนึงคำนวณมันเลย มันจะสวยจะงามมันเรื่องของตา เรามาดูที่ตรงนี้ จะสวยจะงามก็ไม่ต้องมี จะเพราะไม่เพราะก็ไม่ต้องมี เพราะเรามาดูที่ต้นตอของชีวิตแล้ว เราจับหลักเดินมาแล้วนี่ นี่แหละวิธีที่เราเดินไปหาพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็คือตัวจิตใจตัวชีวิต มันสะอาด มันสว่าง มันสงบ นั่นแหละพระพุทธเจ้า
สะอาดคืออะไร สะอาดคือตัวชีวิตของเรานี่แหละมันไม่เคยสกปรกเลย มันเป็นอย่างนี้
สว่างเราจะว่าอย่างไร สว่างเพราะเราเห็น เหมือนเราเดินกลางวันเราไปที่ไหนก็ไม่ชนหลักชนตอไม่ลงคูลงคลอง นี่ก็แปลว่าสว่าง
สงบก็แปลว่า ความคิดมันหยุดได้ หรือว่าหยุดการไปสนทนาไปศึกษาคนนั้นคนนี้ จะพูดยังไงก็ได้ คำว่าความสงบนี้หมายถึงหยุด หมายถึงพอแล้ว ไม่ต้องสงสัยแล้ว นี่คำว่าสงบ ไม่ต้องไปศึกษาอะไรมาก รวมมาเท่านี้เอง
แต่ทุกคนมีแล้วเดี๋ยวนี้ อาตมารับรองทุกคนมี เพราะจิตใจมันมีลักษณะอย่างนี้ ลักษณะชีวิตของเราเป็นอย่างนี้ ท่านเรียกว่าอุเบกขา อุเบกขาแปลว่าวางเฉยไป ไม่ใช่ว่าจะไปวางเชื่อวางท่าคนพูดอะไรไม่ต้องทำ ไม่ใช่อย่างนั้น คือลักษณะชีวิตของเรานั้นมันวางแล้ว มันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา นี่เป็นอย่างนี้ คือมันไม่ยึดไม่ถึอ อันที่มันยึดมันถือนั้นไม่ใช่เป็นชีวิตของเรา ไม่ใช่ไปนินทาเราไปอดเขาไปเว้า(พูดถึง)เขามันไม่ใช่เป็นของจริงของแท้ เรียกว่าสมมุติไม่ใช่เป็นของจริง
ของจริงก็มันมีอยู่แล้ว จิตใจเป็นอุเบกขานี่ วางเฉย คือมันมีลักษณะอย่างนี้ ทุกคนมีแล้วไม่ยกเว้นเลย ผู้หญิงก็มีผู้ชายก็มี พระสงฆ์องค์เณรก็มี บวชก็ได้ไม่บวชก็ได้ มันเป็นอย่างนั้นทุกคน เรื่องนี้ให้เราเข้าใจอย่างนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนั้นเราจะไม่มีเวลาไม่มีโอกาสเลย นี่เป็นอย่างนั้น
อันนี้ที่นำมาเล่าให้ฟังวันนี้ก็พอที่จะจับใจความได้นะ นำไปปฏิบัติเลย รับรองได้ว่าได้ถ้าพูดจริงๆ ก็ไม่ผิดทั้งนั้น ถ้าจะพูดตามลักษณะนั้นก็ว่ามันผิดจากตำราอาจจะขัดข้องกับตัวหนังสือ แต่ความจริงแล้วอาตมาเข้าใจว่าไม่ผิด ถ้าทุกคนเห็นแล้วก็ต้องรับรองได้ว่าไม่ผิด มันเป็นอย่างนั้น
เพราะว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ใช่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร คือเป็นลักษณะจิตใจอุเบกขาต่างหาก จิตใจอุเบกขาคือต้นตอของชีวิตจิตใจนั้นมันมีแล้ว อย่าไปสร้างมันขึ้น ถ้าไปสร้างมันขึ้นแปลว่าเราไปสร้างของไม่มีให้มันมีขึ้นมา เราจะไปปลูกบ้านอยู่ในเมืองสวรรค์ไปปลูกอยู่ในอากาศ มันปลูกไม่ได้ลมพัดมันหักลงมา เราอย่าไปสร้างสิ่งที่ไม่มีขึ้นมา เราต้องสร้างของที่มันมีแล้ว เราไปหาความโกรธความโลภความหลง หาจนตายก็ไม่เห็น
ถ้าเรามาดูต้นตอของชีวิตนี้ แปลว่าเราเห็น แต่ความโกรธความหลงมันไม่มี เรามาดูชีวิตตรงนี้ มันก็เลยจบสิ้นลงไปทั้งหมดเลย นี่แหละคำสอนของพุทธศาสนาสอนกันมาแค่นี้ เราไม่ต้องไปพูดอะไรมาก แต่วิธีทำนั้นมันหลาย แต่ที่อาตมานำมาพูดนี้คือเฉพาะอาตมานำมาใช้ตัวชีวิตของอาตมาได้รับความไม่มีทุกข์ เพราะอาตมามาทำความเคลื่อนไหว
เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็รู้ มันพริบตา-ก็รู้ มันหายใ-จก็รู้ มันนึกมันคิดอะไร-ก็รู้ มันก็เลยพอเหมาะกันเข้า มันก็เลยจัดการได้กับสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับนักมวยไม่ต้องไปขึ้นไหว้ครูก็ได้ ขึ้นไปในเวทีชกทันทีเลย มันเป็นอย่างนั้น
เอาแหละที่นำมาเล่าให้ฟังวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ต้องเป็นเวลา ๑๑ โมงตรง ท้ายที่สุดนี้อาตมาพร้อมด้วยท่านทั้งหลายมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระอรหันตสาวกของสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย ให้พวกเราทั้งหลาย เรียกร้องเอาความตื่นตัวความรู้สึกตัวอยู่เสมอ มาปราบความไม่รู้ให้มันหายไป ให้เราปราบได้ในชีวิตนี้จงทุกคนเทอญ.