อาทิคุรุ · Root Teacher
ท.๑๔๗ บรรยายธรรมที่อริยาภา ม้วนที่ ๑
ท. ๑๔๗ บรรยายธรรมที่อริยาภา ม้วนที่ ๑
วันนี้เป็นวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๕ ที่พวกเรามา ณ สถานที่นี้ คือเรามาศึกษาและมาปฏิบัติ เพื่อจะทำความเข้าใจ ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ในทัศนะเราเคยพูดกันว่าของจริง หรือว่าอริยสัจ หรือสัจจะ คำว่าของจริงหรือว่าอริยสัจหรือสัจจะนั้น มันถูกสมมุติเปลี่ยนแปลงมามากมายหลายต่อหลาย ไม่สามารถที่จะเอามาพรรณาให้พวกเราได้เข้าใจได้ ของจริงนั้นถูกสมมุติกันมาเราก็เรียกว่าอริยสัจ หรือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา หรือว่าไตรลักษณ์ หรือลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ เราสมมุติขึ้นมาเป็นโวหารของคนทั่วไป
ดังนั้นวันนี้ที่อาตมาจะได้มาแนะแนวเรื่องคำว่าสัจจะนั้น มันมีอยู่ในคนทุกๆ คน ไม่ยกเว้น เรียกว่าสัจจะคือความจริง ไม่แปรผัน ถึงจะรู้มัน เข้าใจมัน เห็นมัน สัมผัสมันได้ มันก็มีอยู่อย่างนั้น ตรงกันข้ามถึงไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจไม่สัผัสมันได้ มันก็มีอยู่อย่างนั้น เรียกว่าของจริง เรียกว่าสัจจะ ที่คนไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจนั้นคือเราไปขวนขวายหรือไปแสวงหาที่นอกตัวเรา ก็เลยไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ เมื่อไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจสิ่งเหล่านั้นเราก็เลยละเลยเพิกเฉยไป ไม่สนใจกับชีวิตของเรา
คำว่าชีวิตนี้มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น แม้ที่สุดสัตว์เดรัจฉานก็มีเหมือนกัน เมื่อสัตว์เดรัจฉานก็มีคนก็มีเราก็เลยมาสมมุติว่าคนหรือมนุษย์ เราก็เลยสมมุติขึ้นมา เมื่อสมมุติขึ้นมาเราก็เลยไปแสวงหานอกตัวเรา เราก็เลยไม่พบไม่เห็น ดังนั้นคำว่าสัจจะนี้หมายถึงของจริง แต่มันถูกสมมติขึ้นมา สัตว์ สัตว์มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือว่าคนคำว่าสัตว์มนุษย์นั้นหน้าตาหรือมือเท้าเราก็เรียกว่าคน คำว่าคนนี้เราก็เรียกว่ามนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนั้นหน้าตาไม่เหมือนคน แต่มันเป็นรูปสภาพไม่เหมือนกัน แต่ยังถูกเรียกว่าสัตว์อยู่นั่นเอง
ดังนั้นขอให้พวกเราพยายามใช้หรือวิจัยคำนี้ให้แน่นอนลงไป คำว่าคนนั้นมันเป็นศูนย์กลางของทางที่จะเดินไป เราจะเดินไปทางทิศใต้ทิศเหนือทิศตะวันตกทิศตะวันออกได้ นี่เรียกว่าคน คำว่าสัตว์เดรัจฉานคือมันตรงกันข้ามกับมนุษย์ คำว่ามนุษย์นั้นหมายถึงบุคคลนั่นแหละผู้ที่ได้ถูกพัฒนามา เราก็เลยเรียกว่าพัฒนา พัฒนาก็เป็นสัจจะชนิดหนึ่ง อย่างถนนหนทางหรือรถบ้านเรือนของเรา เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเราเหล่านี้ก็เรียกว่าพัฒนาทั้งนั้น คำว่าพัฒนาเหล่านี้มันไม่ได้หมายถึงสัจจะความจริง แต่เราก็ยังถูกว่าสัจจะจริง
คำว่าสัจจะจริงนั้นเราก็เรียกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนพูดขึ้นมาอันนี้ก็เป็นสมมุติขึ้นมาอีกแล้ว ดังนั้นคำว่าสมมุติจึงมีมาก เรามาพูดกันเรื่องชีวิตบัดนี้ แต่สมมุตินั้นเราก็ยกไว้ เรามาพูดกันเรื่องชีวิต เพราะชีวิตของแต่ละคนแต่ละคนนั้น ทุกคนไม่ต้องการความทุกข์ แต่ความทุกข์นั้นแหละทุกคนไม่ต้องการ เหมือนกับที่ว่าเราไม่ต้องการสูญเสียอะไรไปทั้งหมดเลย
คือเราต้องการแต่สิ่งที่ได้มา อันสิ่งที่ดีมาแล้วก็ของสูญเสียไปนั้นแหละเป็นอันเดียวกัน ที่มันสูญเสียไปเราก็เรียกว่าไม่เห็น ที่ได้มาเรามองเห็นด้วยตา อันนี้เป็นของคนธรรมดาสามัญที่พูดกันขึ้นมา สมมุติอย่างรถหรือเทปอย่างที่เราเอามาบันทึกกันในขณะนี้ เราเรียกว่าได้มาแล้วก็หายไปเป็น อันนี้คนธรรมดาสามัญเราพูดขึ้นมาอย่างนี้ อันนี้ก็จริงโดยสมมุติ แต่ว่าสิ่งที่ได้มานั้นคือชีวิตที่มันมีอยู่แล้ว
ท่านผู้รู้หรือปราชญ์ผู้รู้นั่นแหละบัญญัติขึ้นมา ชีวิตนั้นมันไม่มีทุกข์ คือมันสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ที่มันมีทุกข์นั้นมันไม่ใช่เป็นชีวิตของเรา หรือมันจรมา อันนั้นท่านก็เลยว่ากิเลสบ้าง หรือว่าโทสะบ้าง โมหะบ้าง โลภะบ้าง หรือว่าทุกข์บ้าง อวิชชาบ้าง หรืออนิจจังบ้าง ทุกขังบ้าง อนัตตาบ้าง แล้วที่แต่จะพูดขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเปลี่ยนแปลงแปรผันไปในคำพูด ดังนั้นคำว่าสัจจะนี้เรามามองถึงมุมกลับ คือทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงแปรผันไปอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อันนั้นไม่ใช่เป็นของจริงของแท้ คือมันเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นเมื่อวานนี้อาตมาได้พูดเอาไว้แล้วว่า ศีล เรามาพูดกันเรื่องศีลบัดนี้ มันจะได้ไปเชื่อมโยงกับคำพูดที่พูดเมื่อวานนี้ว่า ศีลแปลว่าปกติ คำว่าปกติในที่นี้ก็หมายถึงไม่แปรผันไม่เปลี่ยนแปลง คือมันมีอยู่อย่างนั้นตลอดมา แล้วที่มันเปลี่ยนแปลงที่มันแปรผันไปนั้นเราก็ถูกสมมุติขึ้นมา เรียกว่าศีลคือข้อห้าม เรียกว่าปานาบ้าง อทินนาบ้าง เรียกว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ อันนี้ก็ถูกสมมุติขึ้นมาเพื่อมาเป็นระเบียบข้อห้ามของคนนั่นเอง
ดังนั้นคนกับมนุษย์จึงไม่เหมือนกัน ถ้าหากเป็นมนุษย์แล้วจะไม่มีข้อแม้อะไรทั้งหมด คือมันจะเต็มเปี่ยมอยู่อย่างนั้น คือบุคคลผู้ที่พัฒนาแล้ว เราก็เลยมาถูกสมมุติขึ้นมาเรียกว่าอรรถะ อรรถะคือลึก หรือยากบุคคลที่จะเข้าใจ มันเป็นคำพูดคำนี้ คำว่าอรรถะนั้นตามตัวหนังสือเขาพูดเอาไว้ว่า สัมมาทิฏฐิ คือมรรค ๘ นี่เอง คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
สมาธิตัวนี้จึงถูกแปลออกไปว่า ต้องมีวิธีการนั่งทำกรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนา อันนี้มันถูกสมมุติขึ้นมาแล้วนี่ คำว่าสมาธิในความหมายที่อาตมาพูดนี้ คือจะอยู่ด้วยวิธีใดก็ตาม คือบุคคลที่มีสติหรือมีสมาธิมีปัญญา ให้มันพูดไปอย่างนี้ คือบุคคลผู้ที่เข้าไปสัมผัสกับตัวชีวิตตัวจิตตัวใจของเราที่มันไม่เปลี่ยนแปลงนั่นแหละ คือบุคคลผู้ที่มีสมาธิ สมาธิเขาจึงหมายเอาคำว่าตั้งใจมั่น คือตั้งใจ ตั้งใจมั่นคำนี้เราก็เลยมาระมัดระวังเอา อันนี้มันเป็นถูกสมมุติขึ้นมา
คำว่าตั้งใจมั่นนั้นคือ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน คือมันมีอยู่แล้ว ตัวสมาธิมันก็มีอยู่แล้ว ตัวตั้งใจมั่นมันก็มีอยู่แล้ว นี่มันเป็นอย่างนั้น ตัวศีลนี้มันก็มีอยู่แล้ว มันถูกสมมุติขึ้นมามาก ดังนั้นคำสอนของท่านผู้รู้หรือปราชญ์ผู้ที่รู้มาก่อนนั้น จึงมาถูกสมมุติให้คนศึกษาและเรียนตำรับตำรา เมื่อศึกษาเมื่อเรียนตำรับตำราแล้วเราก็ไปติดฝังแน่นอยู่กับตำรา ก็เลยเลิกละจากตำรานั้นไม่ได้
อันนั้นที่อาตมาพูดวานนี้ว่า เหมือนกันกับบุคคลที่อยู่ที่มืด เราอยู่ที่มืดถึงจะมีไฟไต้อยู่ก็ตาม เมื่อไฟเราดับลงไปแล้ว มันก็มืดอยู่ตามเดิม มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นที่คนเราทุกคนไม่ต้องการความทุกข์ก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องไปหาวิธีการอันใดอันหนึ่งกลบเกลื่อนไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้น อันนั้นก็ชื่อว่าเราหาทางผิด คือไม่ตรงกับคำนักปราชญ์หรือคนโบราณท่านสอนเอาไว้
นักปราชญ์หรือคนโบราณท่านสอนเอาไว้ คือมันมีศีล ตอนศีลนี้เราก็เลยพูดว่าเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ตอนสมาธินั้นเราพูดกันว่าเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ตอนปัญญานี้เราพูดกันว่าเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด แต่ความจริงทั้งหมดนี้มันถูกสมมุติขึ้นมาทั้งหมดนี้ คือคนเรามีปกติ คือกายของเราถ้าผิดปกติไปแล้วเขาเรียกว่าเราไม่สบาย หรือใจของเราก็เหมือนกันถ้าผิดปกติไปแล้วเขาเรียกว่าไม่สบาย หรือชีวิตของเราก็เช่นเดียวกันถ้าผิดปกติไปแล้วก็เรียกว่าไม่สบาย
อันนี้เราเคยได้ยินว่า นักปราชญ์หรือพระองค์หรือพระพุทธเจ้าหรือบรรพบุรุษเคยพูดกันเอาไว้ว่า คนเรานี้เกิดขึ้นมาแล้วก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มี เมื่อคนมีปัญญาอย่างที่พวกท่านผู้ฟังอยู่ในขณะนี้ชั้นปัญญาทั้งนั้น ครั้นถ้าหากว่ามีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป เราจะไปหาทำไม เราก็หาวิธีที่มันไม่มีทุกข์นั่นแหละ คือมันไม่มีทุกข์นั้นเราก็หา แต่ความจริงไม่ต้องหา คือมันไม่มีอยู่แล้ว
อันที่มันเกิดขึ้นมานั่นเราไปหามัน เราไปหามันสองสิ่งนั้นก็เลยปลอมแปลงเปลี่ยนแปลงมา มันมาหลอกลวงเรา เมื่อพูดถึงแง่กรรมฐานตามครูบาอาจารย์ต่างๆ นั้นสอนก็เรียกว่าเป็นนิมิต คือได้ต้นการกระทำ อันนั้นถูกน้อย ไม่ถูกมาก ที่อาตมาพูดนี่อาตมาไม่ได้พูดกับตำรับตำรา อาตมาพูดเรื่องความจริงใจหรือความคิดเห็น หรือตัวเองก็ต้องได้สัมผัสอย่างนี้แล้วก็เข้าใจอย่างนี้ จึงว่าไม่ต้องอยู่ในที่มืด ไม่ต้องไปแอบแฝงอยู่กับตำรับตำราทั้งหมดเลย เมื่อเราไปแอบแฝงอยู่กับตำรับตำราก็เหมือนกันกับเราอยู่ที่มืดนั่นเอง
เมื่อเราปล่อยตำราวางตำราแล้ว เราก็มาพูดเรื่องตัวของเรา คือคนเรามันกว้างศอกยาวาหนาคืบ มีอยู่แล้วทั้งสัญญาพร้อมด้วยจิตใจและปัญญา อะไรมีทั้งหมดเลย เราต้องมาหาที่ตรงนี้ เราอย่าไปหากับตำรา อันนี้เรียกว่าเรามาศึกษาและมาปฏิบัติ เมื่อมาศึกษามาปฏิบัติเราก็ต้องรู้สิว่า ในขณะนี้สภาพความเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ เรามีเรื่องอะไร
คือเรานั่งนานมันก็ต้องเจ็บแข้งเจ็บขาไป ปวดหลังปวดเอวไป อันนี้ก็เรียกว่าผิดปกติไปแล้ว ก็ทุกข์ขึ้นแล้ว ทุกข์ชนิดนี้นั้นเรียกว่าทุกขเวทนาทุกข์โศกโศกาทุกข์ไห้รำไพ อันนี้เราก็เลยเปลี่ยนไป ความทุกข์ประเภทนี้แหละความเปลี่ยนแปลงในอิริยาบถนี้แหละ มันบังไม่ให้เราเห็นทุกข์ พอดีมันเจ็บเราก็เปลี่ยน คือบางคนไม่ทันรู้ถึงว่าเจ็บปวดอะไรก็เปลี่ยนไปเลย อันนี้ก็เรียกว่าความทุกข์มันเกิดขึ้น แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปหรือมันตั้งอยู่อย่างนี้ อันนี้คนอื่นมองเห็น ถ้าเรานั่งนานคนอื่นมองเห็นในลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ท่านก็เรียกว่าคือทุกข์นั่นเอง
ดังนั้นที่เรามาศึกษาที่นี่ ชั้นปัญญาแล้วจะไม่ได้พูดอย่างนี้ เราต้องมาพูดถึงสิ่งที่มองไม่เห็น คือต้นตอของความคิดมันก็มีลักษณะเปลี่ยนแปลง คือมีดีใจเสียใจนี่ ดีใจเราเรียกว่าได้มา เสียใจเราเรียกว่าหายไป ลักษณะดีใจเสียใจนี้คนอื่นมองไม่เห็น อันนี้ก็เป็นลักษณะทุกขังอนิจจังอนัตตาเช่นเดียวกัน มันก็ถูกสมมุติขึ้นมา คำว่าทุกขังอนิจจังอนัตตานั้นมันจะมีหลายชั้นหลายหลืบเหมือนกัน เมื่อพูดถึงหลายชั้นหลายหลืบนี่ ก็เลยเอาเรื่องสมมุติมาพูดให้ฟัง
อย่างที่เม็ดข้าวจะเป็นข้าวเปลือกก็ตามข้าวเจ้าข้าวเหนียวก็ตามแต่เป็นเม็ดข้าวเปลือก ข้าวเจ้ามันก็มีคุณค่าของข้าวเจ้ามีสมบูรณ์เหมือนกัน ข้าวเหนียวมันก็มีคุณค่าของข้าวเหนียวเหมือนกัน แต่เมื่อกินแล้วมันก็มีรสคล้ายๆ คือพอดีนั่นเอง ดังนั้นข้าวเจ้าข้าวเหนียว เมื่อเอาไปเพาะลงที่ดินมันชุ่มมันเย็น มันก็เลยแตกขึ้นมาเร็ว แตกหน่อแตกรากออกมาได้ผล ถ้าหากเป็นเม็ดข้าวเจ้าข้าวเหนียวมันอ้วนมันเต็ม เราไม่เอาไปลงที่ชุ่มที่เย็น มันก็เลยไม่แตกไม่งอกออกมา ถ้าเราไปไว้ที่โคนสูงๆ เรียกว่าอยู่โคน เอาไปไว้โคนสูงๆ ที่มันไม่มีน้ำไม่มีโอกาสที่จะแตกได้ ถ้าแตกก็ไม่เจริญ อันนี้เขาเรียกว่าพัฒนาเหมือนกัน
ดังนั้นท่านฟังวันนี้ ที่กำลังนั่งฟังอาตมาพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่แหละ ต้องกลับเข้ามาดูที่จิตใจของท่านลองดู ในขณะนั่งหายใจเข้าหายใจออกเกิดขึ้นแล้ว มันกำลังคิดอะไร มันนึกอะไร เราต้องมองทะลุเจาะลงมาที่ตรงนี้ เมื่อมันคิดขึ้นมา เราเห็นอันนั้นก็แปลว่าผิดปกติ หรือมันไม่คิดมันผิดปกตินี่ เมื่อมันคิดมันก็ผิดปกติ แต่ความคิดนี้ที่อาตมาก็เลยมาแนะนำให้วิธีอย่างง่ายๆ ไปไหนมาไหนก็ต้องปฏิบัติได้ เป็นสมาธิได้ เพราะว่าให้มันดูความคิด
เมื่อมาดูความคิด มันคิดวูบขึ้นมา ทีแรกมันจะไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ เมื่อมันคิดวูบขึ้นมาเราเห็นนานๆ คือ(เหมือน)เราไปเพาะเม็ดข้าวเอาไปลงที่ชุ่มที่เย็น คำว่าที่ชุ่มที่เย็นก็หมายถึงได้ฟังหรือได้ยินจากท่านผู้รู้มาพูดให้ฟัง หมายถึงความคิดนี้จะเอาจริงเอาจังกับมันไม่ได้ แต่เมื่อมันคิดขึ้นมามันก็ถูกปรุงไป เป็นทุกข์ไปแล้ว เมื่อมันไม่คิดเราก็เลยไม่รู้ ไม่รู้มันคิด คือมันไหลเรื่อยความคิดประเภทนั้น บัดนี้เมื่อมันคิด เราต้องการเราก็ไปทำกับความคิดที่เราต้องการนั่นแหละ เราเรียกว่าเรากลบมันไว้ แต่เราไม่ปัดมันทิ้ง
บัดนี้พอดีมันคิดขึ้นมา แบบที่อาตมานี้คือ ให้ปัดมันทิ้ง ปัดมันทิ้งทันที ไม่ต้องให้มันตั้งอยู่ได้ เมื่อมันตั้งอยู่ไม่ได้ก็เรียกว่า ทุกข์เกิดขึ้นแล้วก็ปัดทุกข์นั้นออกไป เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็ปัดทุกข์นั้นออกไป มันก็เลยเหมือนกับที่อาตมาได้พูดเอาไว้ว่า เหมือนกับเราขุดบ่อน้ำ
เมื่อขุดบ่อน้ำลงไปถึงน้ำแล้ว น้ำมันไม่ได้เป็นสกปรก แต่ตมเลนเท่านั้นมันเป็นสกปรก น้ำมันออกมา เราก็ไปกวนปากบ่อเหล่านั้น บัดนี้กวนปากบ่อ น้ำก็เลยล้างตมล้างที่สกปรกอยู่ตามปากบ่อนั้น เมื่อมันล้างตมแล้วเราก็ต้องเป็นหน้าที่ที่จะตักน้ำหรือวิดน้ำออกจากบ่อนั้น วิดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ หลายครั้งหลายหน เราก็เรียกว่าน้ำนั้นสะอาด แต่ความจริงน้ำนั้นมันสะอาดอยู่ตามเดิมอยู่ แต่เราไปเข้าใจว่าตมเลนนั้นมาทำให้น้ำสกปรกนั่นมันถูก แต่ความจริงตมเลนมันก็ไม่ใช่เข้ากับน้ำได้ น้ำกับตมเลนมันก็ไม่ใช่เข้ากันได้ แต่ว่าจำเป็นก็ยังต้องถูกสมมุติว่าน้ำสกปรก นี่มันเป็นอย่างนั้น
อันความคิดนี้ก็เหมือนกัน ที่อาตมาพูดว่า ให้ตัดความคิดลงไปทันที อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ความคิดประเภทนั้นมันยังไม่ได้ปรุง มันเป็นความคิดที่สดๆ ยังไม่ได้ปรุง เหมือนกันกับเราที่เอาสีลงไปลงน้ำ แต่น้ำนั้นมันยังสดๆ อยู่ เมื่อเอาที่สีดำลงไปน้ำก็เลยดำ เมื่อเอาสีแดงน้ำลงไปก็เลยแดง เรียกว่าน้ำนั้นมันสะอาดอยู่แล้ว สีมันพอสี น้ำกับสีไม่ใช่อันเดียวกัน ความคิดที่มันวูบขึ้นมานั้นมันก็เหมือนกัน มันยังไม่ทันทุกข์ทันสุขอะไรมาก เราพอที่จะแก้ไขได้แต่ต้นมือ อันนี้เรียกว่าเรามาศึกษาและมาปฏิบัติให้รู้จักความคิดอันนี้
เมื่อเรามาศึกษามารู้จักความคิดอันนี้ เรียกว่า“เรารู้” เมื่อเรารู้อันนี้ก็เรียกว่า“เรามีศีล” คือมีศีล ศีลก็จึงมีความหมายว่าปกติ เมื่อปกติแล้ว น้ำมันสะอาดอยู่แล้ว เอาสีลงไปถูกนิดเดียวผิดปกติไปแล้วนี่ อันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อความคิดเรามันคิดขึ้นมา “เราเห็น” แต่ความคิดนั้นยังไม่ทันได้ถูกปรุงอะไร “เราก็รู้” เมื่อมันถูกปรุงอะไร “เราก็รู้” เราก็เรียกว่า“เห็น” อันนั้นเรียกว่า “ศีล” เป็นเครื่องกำจัด คือไม่ให้ความโกรธความโลภความหลงเกิดขึ้น
ดังนั้นความหมายนี้จึงว่า ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบคือ โทสะ โมหะ โลภะ อันนี้เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมดเลย เรียกว่าเป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งหมดเลยอันนี้ นอกจากนั้นคือ กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาอะไรมาปรับปรุงเป็นสีขึ้นมา อันนี้ศีลกำจัดได้ ถ้าคนใดมีศีลแล้วก็ต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อคนใดยังไม่มีศีลคนนั้นก็กำจัดสิ่งเหล่านั้นไม่ได้
ไม่ใช่ว่ามันไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่อาตมานี้ อาตมานี้มันเป็นรูปแบบชนิดหนึ่ง อย่างที่เรามาทำกรรมฐานนี้ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นรูปแบบชนิดหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ถูกสมมติขึ้นมาทำรูปแบบนั่นเอง แต่ตัวที่ปกติตัวที่สัจจะนั้นมันไม่ได้ถูกรูปแบบอะไร มันเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดมา มันเป็นอย่างนั้น
บัดนี้สมาธิ ตามตำรับตำราและครูบาอาจารย์กล่าวว่า สมาธินั้นเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างกลางคืออะไร คือเราทำดีนั่นแหละ เราทำดีเราไปติดดี พูดง่ายๆ คือเราทำดี บางคนให้ทาน รักษาศีล ทำกรรมฐานได้ความสงบ อันนั้นก็เป็นกิเลสอย่างกลาง ก่อนที่จะรู้จะเข้าใจนั้น เราต้องออกจากที่มืดหรือออกจากตำรา
เราต้องมาดูที่ต้นตอของชีวิตจิตใจของเรานี่เอง จึงจะรู้ได้ เข้าใจได้ สัมผัสได้ ที่รู้ที่เข้าใจสัมผัสได้นั่นก็เพราะมันมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าของไม่มี มันมีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปหามัน ไม่ต้องไปขนขวายหรือแสวงหาในชีวิต เพียงแต่เราจำได้ ๔๖ ปี อันนี้พูดจริงๆ ในคราวนี้ต้องพูดจริงๆ เพราะว่าพูดความจริงให้กันฟัง
แต่ก่อนอาตมาไม่เข้าใจคำว่าตาย ไม่เข้าใจจริงๆ คำว่าตายนี่ก็หมายถึงความดับ สิ้นภพสิ้นชาติ หรือคำว่าตายคำนี้หมายถึงว่าหมด คำว่าหมดคำนี้มันไม่ใช่หมด คือมันมีมา นี่มันกลับกัน คำว่ามีมานี้มันได้มาจากที่ไหน มันไม่ได้มาจากที่ไหนคือมันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้ เราไปสนใจเรื่องเงินเรื่องความรู้เรื่องชื่อเสียงเกียรติยศ เราไม่สนใจเรื่องชีวิต เราจึงไม่รู้ว่าชีวิตนั้นมันคืออะไร ไม่รู้เลย
อาตมาก็เลยมาพูดความจริงนั้นคือว่า ชีวิตนั้นคือความตาย แต่ความตายนั้นไม่ใช่ชีวิตนี่ ชีวิตคือความไม่ตาย ความไม่ตายคือชีวิต นี่มันพูดอย่างนี้ อันนี้มันก็พูดอย่างคือความตายนั้น คือความเสียใจก็เป็นตายชนิดหนึ่ง ความดีใจก็เป็นความตายชนิดหนึ่ง คือความไม่พอดีนั่นเอง “อันความพอดี”นั่นแหละ “มันไม่ทุกข์มันไม่สุข”นั่นแหละ อันนี้แหละท่านให้ทุกคนแสวงหาที่ตรงนี้ เมื่อแสวงหาที่ตรงนี้มันก็ต้องพบที่ตรงนี้จริงๆ เรื่องนี้
พูดคำนี้ก็ต้องพูดให้ฟังว่า อาตมากำลังเดินจงกรมเพื่อเปลี่ยนแปลงในอิริยาบถที่อาตมารู้เรื่องนี้ อาตมาเดินตอนตี ๕ นี่แหละ อาตมาเดินไปเดินมา มีตะขาบตัวหนึ่งมันใหญ่พอสมควร แต่ที่นั่นมันไม่มีไฟฟ้า อาตมาจุดเทียนไขเอาไว้ที่ใต้ อาตมาก็เลยมองเห็น มองไปมันแดงมันก็วิ่งไปตามทางของมัน คือมันผ่านที่ทางเดิน อาตมาก็เลยยืนดู พอดียืนดูแล้วมันไม่เห็น มันไปไกล อาตมาก็เลยกลับคืนไปเอาไฟเทียนอาตมาตั้งไว้ตอนต้น บัดนี้ก็เลยมาหามัน กลัวมันจะมากัดเรา ไม่เห็นแล้วอาตมาก็เอาเทียนคืนไปใต้ไว้ที่เดิมเอาไปตั้งไว้ที่เดิม
บัดนี้ก็เลยมาเดินไปเดินมา เดินไปเดินมา เดินไปเดินมาในขณะที่เดินนั้น เราก็ไม่รู้ว่าเราเดินเอาอะไร คือเราไปหาของจริงนั่นแหละ แต่เราไม่ได้กำหนดอะไร เราเพียงจับความรู้สึกเท่านั้นนั่นเอง เราก้าวไปก็“รู้” มันคิดก็“รู้” ลมมาสัมผัสอะไรเรา“รู้”ทั้งนั้น คือมัน“รู้”ข้อมูลแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างทุกแง่ทุกมุมแล้วบัดนี้ เรียกว่ามันสมบูรณ์ เรียกว่าเป็นการพัฒนาอันนี้ ไม่ได้พัฒนาถนนหนทาง พัฒนาความรู้ไม่ได้พัฒนาอันนั้น
พอดีเดินไปเดินมาแล้ว มันปรากฏตัวของเราที่มันมีอยู่นี่แหละ ที่มันไม่ใช่ของจริงมันหลุดจะหายไปเลย มันจะหลุดออกไปทั้งหมดเลย อันนั้นของไม่จริงอันนั้น เมื่อมันไม่จริงเราก็“รู้” ว่าโอ้สิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่จริงแล้ว สิ่งที่มันจริงที่มันมีอยู่ที่ตรงนี้ เราก็เลย“เห็น” เลย“รู้”
อาตมาเคยเปรียบแล้วสมมุติให้เพื่อนผู้ฟังทั้งหลายได้ฟังว่า เหมือนกับเรามีเชือกหนึ่งเส้น แต่มันมีต้นไม้ไปผูกต้นนั้นบ้างไปผูกต้นนี้บ้าง ให้มันตึง แล้วเราก็ตัดตรงกลาง เมื่อไปตัดตรงกลางแล้วเชือกมันก็ยังมีอยู่ตามเดิม แต่เอามาผูกมันใช้ไม่ได้ เอามาใช้ในงานอันนั้นมันใช้ไม่ได้ นี่อีกแบบหนึ่งที่อาตมาสมมุติเอาไว้ แล้วอีกแบบหนึ่งอาตมาสมมุติเอาไว้คือ เหมือนกับนักมวย เมื่อมีคู่ต่อสู้แล้วเราต้องสู้ เมื่อเราคิดจนว่าไม่มีคู่ต่อสู้แล้วเราก็ไม่มีอะไรจะมาสู้เรา แล้วเราก็ยังต้องทำอยู่นั่นเอง นี่มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นสิ่งนี้แหละปรากฏขึ้นมา เราก็เลยสมมุติขึ้นมาว่า เหมือนกับสำลีที่มันสดๆ เอาไปชุบน้ำ ไปชุบน้ำ มันบีบสำลีออกหมดน้ำออกหมด เหลือแต่สำลีเปล่าๆ บัดนี้เราเป็นนักมวยก็ไม่มีใครมาต่อสู้เราแล้ว หรือเราอยู่ที่ถ้ำเราก็ออกจากที่มืดแล้ว เราไม่ต้องหาไฟอีกแล้ว บัดนี้เชือกที่มันตึงอยู่แล้วเราตัดแล้วมันก็ไม่มี มันไม่มีอะไรแล้วบัดนี้ หรือเหมือนไปอยู่ที่สูงๆ ที่ไหนก็ตามที่มันสูงเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เราไปอยู่ที่สูงๆ แล้ว แล้วไม่มีอะไรจะขึ้นไปแตะต้องเราได้ มันก็ถูกชีวิตขึ้นมานั่นเอง
ดังนั้นสมมุติจึงมีมาก เมื่อมาถึงจุดนี้แหละ ชีวิตของเรานั้นแหละจะมีค่ามากที่สุด ดังนั้นจะมีเงินร้อยพันล้านหมื่นล้านแสนล้าน ไปซื้อก็ไม่ได้ ที่อาตมาพูดนี่ไม่ได้พูดเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่ต้องพูดเลย เราจะไม่มีเงินหรือจะไปทำการทำงานรับจ้างก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน บัดนี้คนมีเงินร้อยล้านพันล้านไปทำให้มันถูกต้อง..มันก็รู้เหมือนกัน คนจนๆ ไปทำให้มันถูกต้อง..มันก็มีได้เหมือนกัน
ดังนั้นที่สมมุติพูดขึ้นมานี่ มันเป็นที่สมมุติขึ้นมาว่า เป็นพระเป็นเณรไปทำ..มันก็รู้เหมือนกัน ไม่ทำ..มันก็ไม่รู้เหมือนกัน บัดนี้อย่างพวกท่านผู้ฟังเดี๋ยวนี้นี่ ไม่ได้บวชอย่างอาตมาไปทำ..มันก็รู้เหมือนกัน ถ้าไม่ทำ..มันก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะสิ่งนั้นมันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้วเราไม่สนใจที่ตรงนี้ อันนี้จะเอาเงินไปซื้อไม่ได้ชีวิตนี้ ไม่ได้จริงๆ
อาตมารู้เรื่องนี้ขึ้นมาเมื่ออายุ ๔๖ ปี เดี๋ยวนี้อายุ ๗๐ กว่าปีแล้วพูดเรื่องนี้มา อันนี้แหละเรียกว่าเป็นที่รักเป็นที่พึ่งได้ หรือเป็นตัวของตัวจริงๆ แต่เราไปรักคนนั้นคนนี้ มีเสื้อมีผ้าหรือมีเงินมีทองให้กันนั้น อันนั้นไม่ใช่เป็นที่รักไม่ใช่เป็นที่ไว้วางใจได้ คำว่าที่รักนี่ก็หมายถึงเอาของที่มันดีที่สุดนั่นแหละ หยิบยื่นให้กันไม่ได้ เราต้องไปพูดให้ฟัง
เมื่อคนใดได้รับอันที่ดีที่สุด นั่นแหละเรียกว่าเป็นที่รักของเรา เราก็เป็นที่รักของเขา เขาก็เป็นที่รักของเรา เงินทองนี่เอาให้กันแล้วเสื้อผ้าเอาให้กันแล้ว บางทีมันไม่ชอบเรามันก็มาทำลายเราได้ อันสิ่งนี้แหละมันจะไม่มีเลยสิ่งอื่นจะเข้ามาสูญเสียมันไม่มีเลย เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ นอกจากบุคคลที่มีความรู้จริงๆ นอกจากบุคคลที่ได้สัมผัสมาจริงๆ นอกจากบุคคลที่มีแล้วมาหยิบยื่นให้เรา
บัดนี้สมมุติอีกอย่างหนึ่ง เพชรของเราก็มีอยู่แล้ว แต่มันถูกแยกปนเอาไว้หรือสีอะไรอุดเอาไว้ แต่น้ำเพชรของเรามันก็มีอยู่ 100% แต่เพชรของบุคคลผู้ไปเจียระไนแล้วนั้นเขาเจียระไนแล้วเขาก็มีน้ำเพชรเหมือนกัน อย่างนี้น้ำเพชรก็มี 100% เหมือนกัน ดังนั้นท่านผู้ฟังอยู่ที่นี่ก็มีอย่างนี้เหมือนกัน ความปกติอันนี้ หรือความน้ำเพชรอันนี้ ไม่มีทุกข์อันนี้ มีอยู่ในคนทุกคนก็มีไม่ยกเว้น อาตมากล้ายืนยันรับรองได้ ได้จริงๆ เรื่องนี้
ดังนั้นพูดถึงตำราแล้ว อาตมาไปอ่านหนังสือธรรมะวิจารณ์เป็นความรู้นักธรรมชั้นเอกว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ ว่าอย่างนั้น ไม่ให้มีวี่แววให้มันหมุนไปอยู่อย่างนั้นแหละ อย่างนานท่านว่า ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วที่สุด ๑ วันถึง ๗ วันหรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์สองประการ หนึ่ง.เป็นพระอรหันต์ นี่ท่านว่าอย่างนั้น หากว่าไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ต้องเป็นพระอนาคามี
เป็นพระอนาคามีนี้ท่านว่า ตายจากโลกนี้แล้วไปเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม อันนี้พ่อก็เล่าให้ฟังอันนี้อาตมาเป็นเด็ก แล้วบัดนี้คนนั้นตายจากคนนั้นแล้วก็ไปนิพพานเลยว่าอย่างนั้น แต่ประตูเข้านิพพานนั้น ถอนเอาผมที่ศรีษะเรานี้มาถักเป็นก้อนกลมๆ แล้วมาผ่าให้เป็น ๘ เสี่ยงไปเข้าประตูนิพพาน เอาเส้นผม ๘ เสี่ยงนั้นไปแหย่ประตูนิพพาน เส้นผมนั้นไปเข้าประตูนิพพานได้จึงว่าไปนิพพานได้ อันนี้มันเป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องสมมุติแต่ท่านรู้อย่างนั้นท่านก็เล่าอย่างนั้น
คือตัวที่มันเล็กที่สุด คนอื่นมองไม่เห็นคือ ตัวความคิดเรานี่เอง มันคิดวูบขึ้นมา..เราไม่เคยเห็น..ไม่เคยรู้มัน เราต้องพยายามจับความคิดตัวนี้ แต่ไม่ใช่จับด้วยมือนะ จับด้วยมือไม่ได้ “ต้องทำความรู้สึก” ความรู้สึกอันนี้มันแหลมคมที่สุด มันสามารถที่จะพังสิ่งที่มันปกปิดนั้นออกมาได้ นี่มันเป็นอย่างนั้น
บัดนี้อาตมาก็เลยมาพูดเอาไว้ เรียกว่า เจริญสติแบบที่เราทำความรู้สึกตัวนี่แหละ หรือว่าเจริญสมาธิก็ได้ หรือว่าเจริญวิปัสสนาก็ได้ หรือจะว่าเจริญปัญญาก็ได้ จะว่าอย่างไรก็ได้มันถูกสมมุติ “มาทำความรู้สึกตัวเรา” มันเคลื่อนไหวทางรูปกาย..ก็ให้รู้ มันเคลื่อนไหวทางจิตใจ..ก็ให้รู้ มันเคลื่อนไหวทางสติ..ก็ให้รู้ คือ “เรามองดูความคิด” คือ “มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ”
“คิดปุ๊บ เห็นปั๊บ” อันนี้แหละมันน้อยที่สุด คนอื่นมองไม่เห็น มองไม่เห็นด้วยสายตาซะด้วยอันนี้ ทำอย่างนี้แหละนานๆ อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อาตมารับรองว่าไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๙๐ วัน อานิสงส์เรื่องพระอรหันต์ไม่ต้องพูด แล้วพระอนาคามีเรื่องไปนิพพานก็ไม่ต้องพูด สิ่งที่ปกคลุมนั่นแหละจะลดน้อยหรือหมดไปได้จริงๆ เราจะไปพบเอากับชีวิตที่ไม่มีทุกข์นั่นจริงๆ
คนที่ไม่มีทุกข์แล้วจะพูดอย่างไรก็ได้ จะพูดอะไรได้ทั้งนั้น อันนี้ท่านผู้รู้หรือนักปราชญ์ท่านกล่าวว่า “เป็นคนอยู่กับคนโดยไม่มีทุกข์ หรือเป็นมนุษย์อยู่กับมนุษย์โดยไม่มีทุกข์ เป็นเทวดาอยู่กับเทวดาโดยไม่มีทุกข์ เป็นพรหมอยู่กับพรหมโดยไม่มีทุกข์” คำว่าเทวดาก็ถูกสมมุติขึ้นมา คำว่ามนุษย์ก็ถูกสมมุติขึ้นมา คำว่าคนก็ถูกสมมุติขึ้นมา คำว่าอินทร์ว่าพรหมก็ถูกสมมุติขึ้นมาเท่านั้น อันนั้นเรื่องสมมุติจริงๆ อันนี้อาตมากล้ายืนยันรับรองได้ เมื่อเรามาถึงจุดนี้แหละ เราจะไม่มีสิ่งใดที่มาปิดบังเราได้
เหมือนกับเยื่อในตาเรา เยื่อในตาเรานี้สมมุตินะ ตะเวน(ตะวัน)ออกมา เรามีฝ้าฟางในตาเรา เราก็ว่าตะเวนหม่น แต่ความจริงตระเวนไม่หม่น ฝ้าฟางตาเราเอง พูดอย่างนี้ก็ได้ หรือว่าเมฆบดบังดวงอาทิตย์ก็ได้ แต่ฝ้าฟางในตาเราไม่มี เราไปมองดูตระเวนเราว่าตระเวนหม่น แต่ความจริงตระเวนไม่ได้หม่น
ฝ้าฟางในตาเราไม่ต้องมี มันมีอวิชชาชนิดหนึ่ง คือเราไปเข้าใจความสุขสิ่งที่ปลอมแปลงมานั้นแหละ เราเข้าใจว่าความสุขอันนั้นมันเป็นความที่เราต้องการ ถ้าหากคนใดไปต้องการความสุขแบบนั้นแล้ว ไม่มีโอกาสไม่มีเวลาที่จะพบเห็นโดยสัจจะแปลว่าของจริงนี้ได้ คือชีวิตของเราจริงๆ นั่นแหละ ดังนั้นตัวชีวิตของเราจริงๆ นั้นมันถูกสมมุติมา
ดังนั้นพูดกันว่าความที่ไม่ต้องการคือความตาย บัดนี้เราต้องประสบจริงๆ ความตายนี้อาตมาจึงพูดให้ทุกคนฟังเอาไว้ว่า จวนจะหมดลมหายใจนี่ ทุกคนต้องประสบกับสิ่งนี้จริงๆ รับรองได้ แต่เมื่อว่าเรายังไม่ได้ยินได้ฟังเราก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้เราก็เลยไปสอนกันว่าจวนจะตายแล้วให้มีสตินะ ให้มีสตินะ นี่ท่านสอนกันอย่างนั้นโบราณท่านสอนกัน แต่มันจะมีสตินี้ทำไม ก็คนมันจะตายแล้วนี่ เราไม่ได้สอนกันตั้งแต่ต้นมือสอนกันเอาไว้ อันนี้เรามาสอนกันนี่ คือเราสอนกันเรียกว่าครูก็ได้เรียกว่าอาจารย์ก็ได้ แต่ว่ามันถูกสมมุติมาอันนี้
คำว่าครูหรืออาจารย์นี้ก็หมายถึงผู้ที่ชี้แนะแนวของชีวิตนั่นเอง เราเขียนหนังสือนี้เราไปเรียนหาเงินหาทองเรานี้ อันนี้มันไม่ต้องสอนก็ได้ เราไปมองเห็นสัตว์เดรัจฉานไหม ใครไปสอนมัน มันหากินเป็นมันนอนเป็นมันตื่นมาเป็น ไม่ต้องสอนก็ได้สิ่งนั้น สิ่งที่ครูหรืออาจารย์สอนนี่ สอนให้เข้าถึงตัวชีวิต สัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้ มันไม่รู้สอนแล้วมันไปใช้ไม่ได้ ส่วนคนนี้แหละบางคนมันก็รู้จำได้หรือว่าเรียกมนุษย์ เปลี่ยนแปลงขึ้นมาพัฒนาขึ้นมาแล้วก็เรียกว่ามนุษย์ มนุษย์แปลว่าผู้จิตใจสูงเขาว่าอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องสมมุติ
แต่ความจริงที่อาตมาจะนำมาเล่าให้ฟังเพียงสั้นๆ นี่ที่เราอยู่ในขณะนี้เรามีความจำเป็นขึ้นมาเราจะตายก็ตาม เราไม่ต้องกลัวตาย คือเราจะต้องคอยดูชีวิตของเรามันจะไปในรูปไหน จะเป็นอย่างไร เราจะได้รู้เห็นสภาพหรือความตายนั่นแหละขึ้นมาทันที เราเห็นความตายขึ้นมาแล้วเราจะรู้ไหมเราตายแล้ว เราไม่รู้เลย ถ้าเราตายแล้วเราจะรู้ทำไม
แต่เรากลัวตาย แล้วเรายังไม่ทันตายเราจะไปกลัวมันทำไม เรารู้มันได้อย่างไร แล้วความตายไปกลัวมันทำไม อันนี้ก็พูดกันแล้วก็น่าที่จะเข้าใจ คนกลัวตายแล้วจะได้ไปประสบกับชีวิตของเราไหม มันจะได้ไปประสบทำไม เพราะเรากลัวตายอยู่แล้ว บัดนี้เราไม่กลัวตาย บัดนี้เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องศึกษาชีวิตเราสิ ชีวิตเราเป็นอย่างไร เราก็จะได้รู้ โอ้ชีวิตของเรา ชีวิตของเราจริงๆ แล้วไม่มีทุกข์จริงๆ
ตอนที่อาตมาพูดนี้ อาตมาก็รู้สึกว่าไม่สบายมาหลายวันแล้ว แต่อาตมาไม่มีทุกข์ แต่เรื่องกายนี้ทุกข์มันเรื่องของมัน แต่เรื่องจิตใจนี้อาตมาไม่ทุกข์ อันนี้เรียกว่ามีความรักหรือความสงสารหรือความเมตตา อยากให้คนที่ไม่รู้ ได้รู้ อยากให้คนที่ไม่เข้าใจ ได้เข้าใจ อยากให้คนที่ไม่ได้ยิน ได้ยินขึ้นมา ให้เขาได้รู้ ให้เขาได้เข้าใจ ให้เขาเอาไปพิจารณาเอง อันนี้ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีมหากรุณาธิคุณว่าอย่างนั้น ตัวหนังสือเขาว่าอย่างนั้น แต่ความจริงมันคำพูดอันนั้น
แต่ที่อาตมาพูดให้ฟังสั้นๆ คือให้มาดูความคิดนี่ แล้วเรามีความจำเป็นขึ้นรถลงเรือก็ตาม ไปไหนมาไหนก็ตาม แต่เราเดินไป..เราคอยดูความคิดเราไปด้วย เราทานอาหารก็ตาม..เราก็ดูความคิดเราด้วย เราไปซื้อไปขาย..ก็ดูความคิดของเรา เราไปทำอะไร..ก็ดูความคิดของเรา
มันคิดขึ้นมาปั๊บตัดไปทันที นี่ทีแรกมันจะรู้เรื่องนี้ก่อน รู้เรื่องนี้แล้ว ความโกรธ ความโลภ ความหลงไม่มี อันนี้เป็นลักษณะความทุกข์ประเภท ๑
ลักษณะความทุกข์ประเภทที่ ๒ คือความยึดมั่นถือมั่นมันจะไม่มี อันนี้จำไว้ให้มันดี
ลักษณะประเภทที่ ๓ เราจะไม่ติดประเภทความสงบเท่านั้น นี่ลักษณะนี้จำให้มันดี
ลักษณะที่ ๔ เราจะรู้จักว่าสิ่งที่เราหลุดพ้นไปทั้งหมดนั้น เราได้รู้แล้ว พบแล้ว เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว อันนี้คือความพ้นทุกข์ หรือจะว่าตายก็ได้ หรือจะว่าพ้นทุกข์ก็ได้ หรือจะว่าไม่มีทุกข์ก็ได้ หรือจะว่าอย่างไรก็ได้ มันสมมุติขึ้นมา
อันนี้เป็นสมบัติของบุคคลผู้ที่มีเมตตาหรือผู้มีมหากรุณาหรือผู้มีอะไรก็ตามแหละ เราสมมุติขึ้นมา อันตัวหนังสือที่เขียนไว้มันเป็นเรื่องสมมุติพูดขึ้นมา ให้บุคคลที่รู้นั่นแหละเอาไปพูดให้คนอื่นฟังเท่านั้นเอง แต่เมื่อพูดอย่างที่อาตมาพูดนี้มันไม่มีกับตำรา ไม่มีกับตำรา แต่มันมีอยู่ในคน อันตัวตำรานั้นมันเป็นเพียงคำพูดเขียนเอาไว้เท่านั้น
ดังนั้นตัวชีวิตของคนนี้มันมี ชีวิตสัตว์ก็มี บัดนี้จะสมมุติให้ฟัง สัตว์นี่เวลามันนอนมันก็สบายอยู่สบาย เวลามันกินอาหารมันกินได้อย่างสบายสดชื่น บางทีมีคนเอาข้าวให้ปั้นเดียว โยนเข้าไป มีสัตว์หรือมีสุนัขสองตัวมันก็แย่งกันกินเลยทันที กัดกันเลยนี่ มันมาจากที่ไหนอันนั้น อันนั้นแหละความต้องการของมันคือต้องการสิ่งนั้น มันก็เลยเป็นสิ่งนั้น คือต้องการอยากกินข้าวมากๆ แล้วก็ไปแย่งกัน แล้วก็กัดกัน นี่มันทุกข์แล้ว
อันนี้แหละเราปฏิบัติทีแรก เราก็จะจัดการอันนี้ คือคนเรานี้มีการยื้อแย่งชิงกัน ต้องการหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากได้มากๆ มากกว่าเพื่อนทั้งหมด แล้วก็เป็นความทุกข์ชนิดหนึ่ง แต่อันนี้เมื่อได้รู้อันนี้แล้วเราหาไปธรรมดานี่แหละ ได้ก็แล้วไป ไม่ได้ก็แล้วไป เพราะว่าชีวิตนั่นน่ะมันซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ หยิบยื่นให้กันไม่เป็น คนเราอยู่ด้วยกันเดี๋ยวนี้พวกเราอยู่นี่จำนวนสัก ๒๐ คน วานนี้อาตมานับ ๒๒ คน ๒๓ ทั้งอาตมา วันนี้ ๒๐ คน เดี๋ยวนี้นี่ลักษณะนี้เฉยๆ จิตใจของทุกคนมีลักษณะนี้อยู่ ถ้าเราไปทำการทำงานอย่างนี้เราเป็นอย่างไร มันก็ไม่มีทุกข์แล้ว
อันความไม่มีทุกข์อันนี้แหละ มันเป็นสมบัติของชีวิตของเรา เราก็ไปทำการทำงานได้ ไปไหนมาไหนก็ได้ อันนี้เรียกว่าเราทำลายความหลงผิดได้ อันนี้เรียกว่ากิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียดคือมันเป็นไปหมดแล้ว เราได้พบแล้ว เราได้เห็นแล้ว คือไม่มีอะไรมาบัง เหนือจากนี้ไม่มีแล้ว คือความตายนั่นเอง
ดังนั้นจึงว่าให้ศึกษาความตายไว้ ให้รู้ไว้ก่อนตายที่ยังมีลมหายใจนี้ อย่าให้ความตายนั้นเข้ามาถึงเรา เมื่อความตายเข้ามาถึงเราแล้วเราไม่มีโอกาสไม่มีเวลาที่จะพบกับความตายได้ เราไปย่าน(กลัว)ความตายเสียแล้วเราก็เลยไม่ได้ศึกษาความตาย คนที่ตายแล้วมันไปกลัวไหมกลัวตาย มันก็ไม่กลัวตายแล้วมันตายไปแล้ว บัดนี้คนที่ตายแล้วเอามาเล่าให้ฟังได้ไหม มันพูดไม่ได้มันจะเอาที่ไหนมาพูดให้เราฟังได้ อันนั้นคนตายเน่าเข้าโลงอันนั้น ตายแล้วพูดไม่ได้
แต่ความตายที่อาตมาพูดนี้คือ ตายให้มันหมดเนื้อหมดหนัง แต่ว่าไม่ใช่ว่าหมดเนื้อหมดหนังอันนี้แล้วจะไม่เจ็บ อันว่าเจ็บนั้นก็มันเป็นธรรมดาเรื่องรูปกายภายนอกนี่ เราเห็นแต่คนตายแล้วไปจับมันเจ็บไหม มันไม่เจ็บ เอามือไปหยิกตามันมันเคยร้องขึ้นมาไหม มันไม่เคยร้อง อันนั้นเรียกว่าตายหมดชีวิตจิตใจ เดี๋ยวนี้นี่เรามีชีวิตจิตใจ ควรศึกษาลักษณะตายแล้วเป็นอย่างไร เราต้องแสวงหามัน ให้รู้มันจริงๆ
เมื่อเรารู้อย่างนี้แหละ เราจะไม่สงสัยในความทุกข์และความสุข มีเงินร้อยล้านพันล้านถ้าเรารู้อย่างนี้เราก็สบายใจ ไม่มีเงินเรารู้อย่างนี้เราก็สบายใจ มีเงินร้อยล้านพันล้านไปซื้อเอาได้ไหม ไม่มีโอกาสไม่มีเวลาเลย เขาจะสร้างโบสถ์สร้างศีลหรือสร้างอรรถกฐินทำให้เงินหมดเป็นสักพันล้านเอาไปเถอะ ไม่รู้ อาตมาบอกว่าไม่รู้จริงๆ ถ้าไม่มาดูที่จิตใจนี่ไม่รู้จริงๆ วันนี้เขาไม่มีเงินมาดูที่ตรงนี้รู้ได้เหมือนกัน ไม่เอาไปทานก็ได้เหมือนกัน
คำว่าทานนี้เราเข้าใจ ทานนี้เราต้องการเอาเงินไปทานให้คน เอาเสื้อเอาผ้าไปทานให้คน เราก็ดีใจ ความจริงทานคือ เราไปพูดความจริงนี่แหละให้คนฟัง เรียกว่าทานให้เขา เขาไม่รู้พูดให้เขาฟัง คนเสียสละเวลาให้เขา หรือว่าความรักก็ได้เรียกว่าเมตตามหากรุณาอะไรพูดไปแล้วก็มันเป็นสมมุติ ให้เรารู้จักสมมุติ คำว่าเมตตาก็หมายถึงพูดให้เขาฟัง รักก็หมายถึงเอาให้เขา สงสารก็หมายถึงพูดให้เขาฟังหรือเอาให้เขา มันเป็นคำเดียวกันทั้งหมดเลย ถ้าหากเรามีแล้วเราพูดได้ ถ้าเราไม่มีแล้วเราจะไม่มีโอกาสไม่มีเวลาเลย
ความจริงอันนั้นเป็นคำพูด แต่เมื่อการกระทำมันไม่เหมือนกับคำพูด การกระทำนั้นอาตมาบอกแล้ว ให้ดูไปที่ใจ “ให้ดูที่ใจ” มันคิดขึ้นมาปุ๊บ..ตัดปั๊บ มันคิดขึ้นมาปุ๊บ..ตัดปั๊บ มันเคลื่อนไหวโดยร่างกายเรานี้..ก็ให้รู้ แต่ไม่ต้องตัดมันอันนี้ตัดไม่ได้ เพราะมันเป็นอย่างนั้น ความคิดมันเกิดขึ้นมาตัดปั๊บ เราเห็น เราดูที่ตรงนี้ เมื่อเราดูที่ตรงนี้เราก็ โอ้สภาพความเป็นอยู่ของความคิดมันเป็นอย่างนี้เมื่อเราปอกออกไปแล้ว
เราปอกออกไปแล้วเหมือนกับมะพร้าว มะพร้าวนี่มันเป็นลูกใหญ่ๆ แล้วเราไปสับเปลือกมันแคะออก สับเปลือกมันแคะออกก็ถูกกะลามัน ถูกกะลามันแข็งเราต้องทุบกะลามัน แล้วมาขูดเอามันขาวๆ มันมา แล้วก็มาคั้นเอาน้ำมัน คั้นเอาน้ำมันแล้วเราเอาไปต้ม เอาไปต้มแล้วมันเป็นกากหรือเป็นอะไรบ้านหลวงพ่อเรียกว่าแค่หรือว่า<คอด>มัน อันนั้นมันก็กินได้ แต่อันนั้นมันไม่ใช่เป็นน้ำมัน มันเป็นกากของมัน แต่ตัวน้ำมันมันจริงๆ มันไม่ใช่เป็นสิ่งเหล่านั้น แต่ต้องอาศัยกับสิ่งเหล่านั้น
ดังนั้นคนเรา ต้องอาศัยการเคลื่อนไหว..ให้รู้ แล้วการเคลื่อนไหวของจิตใจก็..ให้รู้ เมื่อเรารู้การเคลื่อนไหวของจิตใจนี่แหละมันจะไปถึงที่สุดของทุกข์จริงๆ แล้วมันก็เล็กที่สุด แต่ไม่ใช่เล็กอย่างที่พูดนี่ว่าเอาเส้นผมผ่า ๘ เสี่ยงเอาไปยัดเข้าประตูนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น คือมันเล็กที่สุดนั้นไม่สามารถที่จะจับมาแผ่ให้คนฟังได้ ไม่สามารถที่จะจับมาพูดให้เขาได้ แต่เพียงให้ข้อคิดเท่านั้นเอง
ดังนั้นอันคำที่อาตมาพูดนี่ มันมีอยู่แล้วพวกท่านนี่ ไม่ว่าหญิงว่าชาย คนไทยก็มีอย่างนี้ คนจีนก็มีอย่างนี้ คนฝรั่งอังกฤษก็มีอย่างนี้ มีหมดทุกคนทีเดียว สัตว์ก็มีแต่สัตว์นั้นไม่สามารถที่จะเอาไปใช้ได้เพราะว่ามันจำไม่ได้แล้วมันทำไม่เป็น แต่คนนี่สามารถที่จะจำได้ แล้วเอาไปใช้ได้ แล้วก็ทำเป็นได้อีกด้วยอันนี้
ดังนั้นที่อาตมามาเล่าให้ฟังวันนี้ก็มีจุดสำคัญอย่างเดียวคือ “ให้ดูความคิด” จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่จะเข้าไปถึงความสิ้นทุกข์ได้จริงๆ รับรองว่าทุกคนต้องประสบพบเห็นในชีวิตนี้ เมื่อเรายังไม่พบในขณะนี้ จวนเราจะหมดลมหายใจแล้วแน่นอนที่สุด อาตมาพิสูจน์ตัวเองแล้วในขณะเมื่อเดินไปเดินมา ทุกคนต้องแน่นอนที่สุดพบกับจุดนี้จริงๆ เมื่อพบจุดนี้แล้วเราตายแล้วบัดนี้
เราไม่ได้พบแล้วเอาความสุขชนิดนั้น จะกลับมาพูดให้เพื่อนฟังไม่ได้แล้ว ตายแล้ว เดี๋ยวนี้เรามีแล้วเราเห็นแล้ว รีบพูดเดี๋ยวนี้ อันนี้เรียกว่าพูดด้วยความจริงใจ พูดด้วยความสมัครสมาน พูดด้วยความรักด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความด้วยอะไรก็ได้ ที่อาตมาพูดนี้จะพูดอย่างไรก็ได้ รับรองได้ ๑๐๐ % ทีเดียว ถ้ามี ๒๐๐ ก็จะรับรองได้ ๒๐๐% จริงๆ อันนี้ เราทุกคนต้องประสบ ไม่ต้องกลัวความตาย แต่เราต้องศึกษาให้รู้เดี๋ยวนี้ เราจะไม่มีทุกข์จริงๆ
เอาแหละที่อาตมาได้เล่าให้ฟังวันนี้ก็เห็นว่ามีเนื้อหาสาระน้อยๆ มีเนื้อหาสาระนั้น คำพูดนั้นยาวมายาวมามาก แต่ว่าที่จริงใจนั้นคือ “ให้จับความคิด”
นอนเมื่อคืนมันฝันไปแล้วแล้วไป อยู่กลางวันมันคิดแล้วแล้วไป อย่าไปสนใจมัน เพียงแต่ว่าตัดออกให้ไวเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น ตัดออกให้ไวยิ่งดี เหมือนกับขุดบ่อน้ำเราตักออกไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ก็เหมือนกับนักมวยเราชกยิ่งไวเท่าไหร่คนอื่นจะไม่ชกกับเราได้ ความคิดนี้มันปุ๊บขึ้นมา..ตัวสติก็จะปุ๊บทันที เหมือนแมวกับหนูนี่แหละ ที่อาตมาเปรียบเทียบคือธรรมะที่อาตมาได้สัมผัสมานี่ นึกว่ามันถูกต้องกับคำนักปราชญ์ หรือจะว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือจะว่าโบราณก็ได้สอนไว้ว่า มันไม่มีทุกข์เลย ท่านว่า
อันนี้อาตมาไปอ่านหนังสือเป็นหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีว่า “ธรรมเป็นโลกบาลคุ้มครองโลกสองอย่าง โลกคือตัวเรานี่เอง คือ หิริความละอายแก่ใจ โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป” บาปไม่มีเลย อาตมาเข้าใจอย่างนี้ รับรองได้จริงๆ ทำไมไม่มี บาปก็คือความคิดนี่เอง ตัวความคิดมันปรากฏขึ้นมานี่แหละ เราระวังตัวนี้คือให้กลัวตัวนี้จริงๆ อันนี้แหละตัวบาปจริงๆ เราไม่รู้ บาปคือความไม่รู้ บุญมากที่สุดคือความรู้แจ้ง ที่อาตมาเคยพูดบ่อยๆ ว่า เรามารู้ตัวนี้แล้วคือเราหมดบาป เรามารู้ตัวนี้แล้วคือเรามีบุญ
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนว่า “บาปมากที่สุดนั้นคือความไม่รู้ บุญมากที่สุดคือความรู้แจ้ง” ว่าอย่างนั้น ที่ได้พูดมานี่ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ท้ายสุดนี้อาตมาพร้อมด้วยท่านทั้งหลาย ที่ฟังธรรมะอาตมาได้บรรยายเป็นหัวข้อให้ฟังเรื่องวิธีการปฏิบัตินั้นเพียงสั้นๆ จับประเด็นสั้นๆ คือ “ให้ดูความคิด”นี่แหละ ขอให้พวกเราได้พบ ได้เห็น ได้รู้ ได้เข้าใจ ในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือชีวิตของเราอันเป็นนี่แหละ จงทุกๆ คนเทอญ.