ทางพ้นทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่การทำตามกันมา
แต่อยู่ที่การรู้ตรงในใจของตนเอง
ธรรมะเรื่องให้ทาน รักษาศีล ทำกรรมฐาน
มีมาก่อนพุทธกาลแล้วจริง
เพราะมนุษย์ก็แสวงหาความสงบกันมานาน
แสวงหาทางให้ใจพ้นจากความเดือดร้อน
แต่ความสงบนั้น
ยังไม่ใช่ที่สุดของการพ้นทุกข์
หลวงพ่อเทียนชี้ให้เห็นว่า
แม้ผู้บำเพ็ญเพียรจะได้ฌานสมาบัติ
เข้าฌาน ออกฌานได้คล่องแคล่ว
ก็ยังอาจไม่สิ้นสงสัย
เพราะใจยังมีโลภ
ยังมีโกรธ
ยังมีหลงอยู่
บางครั้งเราก็เหมือนกัน
ทำดีมาก
ตั้งใจมาก
เพียรมาก
แต่ถ้ายังไม่เห็นใจตามจริง
ยังไม่รู้การเกิดขึ้นของความคิด
ยังไม่รู้ทันความทะยานอยาก
ก็ยังไม่ชื่อว่าพ้นทุกข์
พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงพอพระทัย
ในทางทรมานตน
เพราะนั่นก็ยังไม่ใช่ทาง
ไม่ใช่เพราะไม่เพียร
แต่เพราะเพียรผิดทาง
เพียรจนกายซูบผอม
แต่ใจก็ยังไม่คลายจากความยึด
จึงต้องกลับมาดูใหม่
กลับมากินน้ำ กินข้าว
กลับมาเดินจงกรม
กลับมารู้กาย รู้ใจ
แล้วก่อนตรัสรู้
พระองค์ทรงทดสอบความจริงด้วยตนเอง
ขันหรือถาดที่วางลงบนผิวน้ำ
เป็นเพียงอุปมาให้เห็นใจ
ถ้าใจยังไหลตามกระแสกิเลส
ก็ย่อมไหลลงต่ำ
ไปตามความคิดปรุงแต่ง
ไปตามความอยาก
ไปตามอารมณ์
แต่ถ้าสติตื่นขึ้น
ถ้ารู้ตัวอยู่
ไม่ปล่อยใจไหลตามกระแสนั้น
นั่นแหละคือการทวนกระแส
ขันธ์ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ต้องหนีมัน
ไม่ต้องไปบังคับมัน
แค่เห็นตามจริง
เห็นกายกำลังเคลื่อนไหว
เห็นใจที่กำลังคิด
เห็นอารมณ์ที่กำลังมา
รู้ทันอย่างนี้
ก็เหมือนมีสติปลุกโพชฌงค์ ๗ ให้ตื่นขึ้น
การตรัสรู้จึงไม่ใช่เรื่องไกล
ไม่ใช่เรื่องลึกลับเกินเอื้อม
แต่เป็นเรื่องของการตั้งกายตรง
ดำรงสติมั่น
แล้วประคองความรู้สึกตัวไว้
เมื่อจิตจะวูบไป
ก็รู้
เมื่อจะไหลตามความอยาก
ก็รู้
ไม่ปล่อยให้ไหลไป
ไม่ปล่อยให้หลงไป
นี่แหละ
ทางทวนกระแส
ทางที่พาออกจากทุกข์จริง ๆ
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
