จิตที่วางเฉย
ไม่ใช่จิตที่เฉยเมยต่อชีวิต
หลวงพ่อเทียนชี้ให้เห็นว่า
ความเป็นปกติของจิต
มีอยู่แล้วในคนทุกคน
เมื่อไม่โกรธ
ไม่โลภ
ไม่หลง
ใจก็ไม่ร้อน ไม่กระเพื่อม
ไม่สุขเกิน ไม่ทุกข์เกิน
นั่นแหละ
คือจิตที่วางเฉย
คือจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น
วางเฉย
ไม่ใช่ปล่อยปละ
ไม่ใช่ไม่รับผิดชอบ
ไม่ใช่ไม่ทำงาน
ไม่ใช่ไม่ทำมาหากิน
ไม่ใช่เอาความสงบไปทับความจริง
หรือเอาความนิ่งไปลบหน้าที่
ถ้าใครมาด่า
ใครมาว่า
ใจวางเฉยได้
ไม่ต้องเก็บเอามาเผาตัวเอง
แต่เรื่องผิดถูก
เรื่องกฎหมายบ้านเมือง
ก็ต้องดำเนินไปตามเหตุผลและหน้าที่
ใจสบายได้
แต่ไม่ละเลยความถูกต้อง
นี่คือทางที่หลวงพ่อเทียนเตือนให้เข้าใจ
ให้ตรง
ไม่เข้าใจผิดว่า
เจริญวิปัสสนาแล้วจะไม่ต้องทำอะไร
จะไม่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ
จะไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม
แท้จริงแล้ว
ผู้มีปัญญายิ่งต้องรู้จักทำ
รู้จักอยู่
รู้จักกิน
รู้จักใช้
กินพอเหมาะ
ใช้พอประมาณ
ไม่เบียดเบียนใคร
ไม่เอาเปรียบใคร
อยู่ในครอบครัวก็ทำหน้าที่ของครอบครัว
อยู่ในงานก็ทำหน้าที่ของงาน
อยู่ในบ้านเมืองก็ช่วยให้บ้านเมืองสงบเย็น
ถ้าใจมีทุกข์
เราจะเอาความทุกข์นั้นไปแพร่ให้คนรอบตัวโดยไม่รู้ตัว
แต่ถ้าใจไม่ทุกข์
เราไปที่ไหน
ความเย็นก็ไปด้วย
คนใกล้ก็เย็น
สังคมก็เบา
บรรยากาศก็อ่อนลง
ความโกรธ
ความโลภ
ความหลง
ไม่ได้มีอำนาจเหนือตัวเราเสมอไป
ที่มันเกิดขึ้น
เพราะเราไม่เห็นต้นตอของจิต
ไม่หันกลับมาดูตามความเป็นจริง
เมื่อเริ่มรู้
เริ่มเห็น
เริ่มเข้าใจ
ใจก็คลายจากความหลงผิด
และความทุกข์ก็เบาลงตามลำดับ
ขอให้เรากลับมาดูจิตของตนเอง
อย่างเรียบ ๆ ตรง ๆ
ด้วยความรู้สึกตัว
ไม่ต้องรีบตัดสิน
ไม่ต้องรีบเอาชนะ
แค่เห็นตามจริง
เมื่อเห็นจริง
ใจจะค่อย ๆ วางได้
และชีวิตจะค่อย ๆ เย็นลง
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
