“ดูความคิดให้รู้ทัน ออกจากความคิด ก็พ้นทุกข์”

 

เริ่มรู้ตรงนี้ คือเริ่มเห็นทาง


จุดแรกของชีวิตจิตใจนั้น

เดิมทีเป็นของสะอาดบริสุทธิ์


แต่เมื่อได้รับเอาสิ่งดี สิ่งชั่ว

เข้ามาปะปน

ใจจึงกลายเป็นชีวิตธรรมดา

ของคนและสัตว์

ที่ยังไม่พัฒนา

ยังไม่รู้ภายในกายและใจ


แม้จะเคยบวชเรียน

ไหว้พระ ภาวนา เจริญกรรมฐาน

และลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาส

แม้จะให้ทาน รักษาศีล

สร้างถาวรวัตถุไว้มากมาย


ถ้ายังไม่รู้เรื่องของใจ

ก็ยังไม่ชื่อว่าเข้าใจ

สิ่งที่เป็นพุทธแท้


คนทุกคนมีดีและมีชั่ว

เพราะความไม่รู้

จึงเหมือนอยู่ในถ้ำมืด

พอมีไฟก็ดูสว่าง

พอดับไฟก็มืดอีก


จึงเอาจริงเอาจังกับชีวิตไม่ได้

เพราะยังไม่เห็นตามจริง


แต่เมื่อเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้

เมื่อได้วินิจฉัยให้แจ่มแจ้ง

จนเป็นอิสระจากความหลง

ใจก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง


ยืนอยู่ได้ด้วยความรู้ของตน

ไม่ว่ามีใครอยู่เบื้องหน้า

หรือเบื้องหลัง

หรืออยู่ที่ใดก็ตาม


เพราะเมื่อรู้แจ้งเรื่องชีวิตจิตใจแล้ว

เพียงอึดใจเดียว

ก็รับรองคำสอนของพุทธศาสนาได้


ท่านลงมือทำดูสิ


ความรู้จากโรงเรียน

ยังไม่รู้รสหวานรสเปรี้ยว

เย็นร้อน อ่อนแข็ง

ของจริงในกายและใจ


จึงต้องลองทำดู

ทำในตัวของตนเอง

แล้วจะรู้แจ่มแจ้งจริง ๆ


เมื่อรู้แล้ว

ก็เป็นอิสระ

เป็นเจ้าของความรู้ในแรงงานของตน


ไม่ว่าจะเป็นใคร

ชาติไหน ภาษาไหน

ก็เรียนรู้ในตนเองได้เหมือนกัน


พุทธศาสนาจึงเป็นเพื่อน

เป็นที่รัก

เป็นที่พึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง


ไม่แปรผัน


ถ้ำที่มืดนั้น

คือใจที่ยังมืดบอด


เราอาจมีเพียงไม้ขีดและเทียนไข

จุดขึ้นมาก็มีสว่างเล็กน้อย

แต่ความมืดยังอยู่ที่ตัวเรา


เอาไฟไปข้างหน้า

มืดก็ไปข้างหลัง

เอาไฟไปข้างหลัง

มืดก็กลับมาข้างหน้า


เพราะยังอยู่ในที่มืด

จึงเป็นทุกข์

จิตใจเศร้าหมอง

เร่าร้อน ขุ่นมัว


ต่อเมื่อเรียนรู้เรื่องชีวิตจิตใจ

จึงเห็นชัดว่า

โลภ โกรธ หลง

ไม่ใช่ของเดิมแท้ในใจ


แต่เป็นสิ่งที่เราไปสำคัญมั่นหมาย

ไปจดจำฝังหัวไว้

จากสิ่งที่เคยเรียนรู้มา


ดังนั้น

ต้องเรียนรู้ใหม่ในตัวเอง

ที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบนี้

มีให้เราเรียนได้ทุกอย่าง


เรื่องใจสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

เพราะใจเร็วไวยิ่งกว่าแสงฟ้าแลบ


วิธีเดียวคือ

เฝ้าดูให้รู้เท่าทัน

รู้จักกัน

รู้จักแก้


เหมือนเปิดสวิตช์ไฟ

ความสว่างจึงเกิด

หรือเหมือนแมวตะครุบหนู

ต้องลงมือจริง


การฝึกทั้งหมด

ต้องทำเหมือนนักมวยขึ้นเวที

ต้องชก

ต้องทำบ่อย ๆ

ค่อยเป็นค่อยไป


หัดละ

หัดปล่อย

หัดวาง

อย่ายึดมั่นถือมั่น


เหมือนลูกบอลกลางสนามหญ้า

เมื่อไม่มีใครเตะ

มันก็อยู่นิ่งเอง

ไม่ต้องสู้

ไม่ต้องหนี


การเรียนรู้ทางจิตทางใจนี้

เป็นได้ทั้งหญิงและชาย

เด็กและผู้ใหญ่

ไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนา


เพราะพุทธศาสนา

เป็นทางพ้นทุกข์

มีค่าใหญ่หลวง

ประมาณไม่ได้


เป็นคำสอนที่ถูกตรง

เคร่งครัด

ครบถ้วน

และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติจริง


วิธีปฏิบัตินี้

คือการเจริญสติอย่างถูกต้อง

ทำต่อเนื่องตามทางของผู้รู้


ย่อมได้รับผลตามธรรม

ไม่มีคำว่าปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล

และไม่มีคำว่าหลงผิด

สำหรับผู้รู้ตรง


พุทธศาสนาไม่เอียง

ไม่ประนีประนอมกับความเกียจคร้าน


เพราะความเกียจคร้าน

เป็นอุปสรรค

เป็นตัวขวางทาง


ตรงกันข้าม

ความขยันทางสติปัญญา

จะคุ้มครองป้องกันความผิดพลาด


สติปัญญาเป็นผู้พิทักษ์รักษา

และสนับสนุนทางธรรมนี้


ทำให้ผู้ปฏิบัติ

เห็นสิ่งใหม่ ๆ

เห็นการเกิดและการแปรเปลี่ยน

ของธรรมชาติจริง ๆ


จนพิสูจน์ได้แจ่มแจ้ง

เป็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่


การตรัสรู้ของคน

ก็คือการพัฒนา

คือการรู้ความจริงของธรรมชาติ


อดีตผ่านไปแล้ว

แก้ไขไม่ได้


อนาคตยังมาไม่ถึง

ทำอะไรกับมันไม่ได้


พุทธศาสนาจึงสอนให้

แก้ทุกข์ในปัจจุบันขณะนี้


ไม่ต้องเรียนมากมาย

เพียงดูความคิด

รู้ความคิด

ออกจากความคิด


ก็ใช้ได้


ไม่มีทุกข์

เพราะไม่ให้ปรุงแต่ง


เมื่อยังไม่พ้นจากโลภะ โทสะ โมหะ

ก็อย่าเพิ่งสำคัญตนว่า

เข้าถึงคำสอนถูกต้องแล้ว


ให้กลับมาดูใจ

รู้ใจ

และอยู่กับปัจจุบัน

อย่างซื่อตรง


#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati


Archive