ธรรมที่เห็นจริง
ไม่ใช่ธรรมที่จำได้
คำสอนนี้พาเรากลับมามองชีวิตตรง ๆ
หลวงพ่อเทียนชี้ให้เห็นว่า
สิ่งที่เรียกว่าอาบัติปาราชิก
ไม่ใช่เพียงเรื่องของศีลในตำรา
แต่ยังชี้ลึกไปถึงสภาพใจ
ที่ยังหลง ยังขาดความรู้ตรง
เสพเมถุน
ถ้าอ่านให้ถึงใจ
ก็คือการอยู่กับโมหะ
อยู่กับความไม่รู้จริง
ไม่เห็นชีวิต ไม่เห็นจิตใจที่กำลังเกิดดับ
ปล่อยให้ความคิดพาไป
โดยไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา
ถ้าอยู่กับบัณฑิต
ก็ต้องอยู่กับความรู้ตัว
รู้กาย รู้ใจ รู้ทุกขณะ
ไม่ปล่อยให้ใจไหลไปตามคนพาล
ไปตามโลภะ โทสะ โมหะ
ลักของเขา
ก็ไม่ใช่แค่หยิบเอาทรัพย์ของคนอื่น
แต่ยังหมายถึงการเอาคำของคนอื่น
เอาความจำจากตำรา
เอาเสียงที่ได้ยินมา
มาเล่าต่อโดยที่ธรรมยังไม่เกิดในใจตน
ถ้ายังไม่เห็นจริง
ก็เป็นเพียงการยืมของคนอื่นมาพูด
แต่เมื่อเห็นธรรมด้วยตนเอง
เข้าใจธรรมด้วยตนเอง
จึงค่อยพูดจากสิ่งที่กำลังปรากฏ
จากสิ่งที่กำลังรู้ กำลังเห็น กำลังเป็นจริงในใจ
ฆ่าสัตว์
หลวงพ่อเทียนพาเรามองให้ลึกกว่านั้น
ไม่ใช่เพียงการฆ่าผู้อื่น
แต่คือการฆ่าตัวเอง
คือการเอาชีวิตไปผูกไว้
ไม่ยอมออกจากกรงของความยึดมั่น
เหมือนรังไหมที่สร้างขึ้นเอง
สุดท้ายกลับติดอยู่ในนั้น
ออกไม่ได้ ก็ต้องตายในรัง
เมื่อใจหมกอยู่ในตำรา
ไม่หันมาดูสติปัญญาของตน
ก็อาจเป็นเช่นนั้นได้
ธรรมที่แท้
จึงไม่ใช่ของที่ยึดไว้ด้วยความจำ
แต่เป็นของที่ต้องวิจัยในตน
เจริญสติปัญญาให้เห็นแจ้ง
รู้จริงตามสภาวธรรม
ที่มีอยู่กับคนทุกคน
และเรื่องอวดอุตริมนุสธรรม
หลวงพ่อเทียนก็เตือนอย่างตรงไปตรงมา
ถ้ายังไม่ได้เห็นจริง
แต่ไปพูดว่ารู้ธรรม เห็นธรรม
เห็นผี เห็นเทวดา
เห็นนรก สวรรค์
หรือพูดคุยกับสิ่งเหล่านั้น
ถ้าไม่มีจริงในตน
ก็เป็นการพูดเท็จ เป็นมายา
เป็นการหลงตามกิเลสที่ตบหน้าเราอยู่
ใจที่ไม่รู้ทันมายา
ก็ถูกมายาหลอกได้ง่าย
คิดว่าเห็น
ทั้งที่จริงยังหลงอยู่ในความคิด
คำสอนนี้จึงไม่ชวนให้เราเชื่อตำราอย่างเดียว
และก็ไม่ชวนให้เราเชื่อตัวเองแบบลอย ๆ
แต่ชวนให้กลับมาดู
ดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในกายใจ
ให้เห็นตรง รู้ตรง
ด้วยสติที่ตื่นอยู่
เมื่อรู้จริง
จึงไม่ต้องอวด
เมื่อเห็นจริง
จึงไม่ต้องยืมของใครมาพูด
ทางธรรมจึงเริ่มตรงนี้
เริ่มที่การไม่หลง
เริ่มที่การรู้ตัว
เริ่มที่การหันมามองใจของตนเอง
แล้วความสะอาด สว่าง สงบ
จะค่อย ๆ ปรากฏ
เหมือนฟ้าเปิดจากเมฆหมอก
#หลวงพ่อเทียน #ความรู้สึกตัว #DhammaMahasati
