DM-0359 | ธรรมะประจำวัน 2023-07-04

 “…*คนส่วนมากรู้จักศาสนาเพียงแค่เปลือก


คือการทำบุญ-ให้ทาน-รักษาศีล


ส่วนที่จะรู้จักการทำกรรมฐานหรือวิปัสสนา-มีน้อย*


*การทำบุญให้ทานหรือรักษาศีล ก็เป็นสิ่งที่ดี


แต่ก็ให้ได้เพียงความอิ่มใจชั่วคราวเท่านั้น


ไม่สามารถดับทุกข์ หรือแก้ปัญหาตัวเองได้


ในด้านการศึกษาทางโลก


แม้นท่านจะเรียนจนได้ปริญญาตรี-โท-เอก


ก็เป็นสิ่งดี ใช้เลี้ยงชีวิต


แต่ก็ยังไม่ใช่การศึกษาของตัวชีวิตอย่างแท้จริง


การทำมาหากิน ได้ทรัพย์สินเงินทองมาก ๆ นับล้าน ๆ บาท


นั้นก็ดี แต่ก็ไม่ใช่เป็นทางเดินของชีวิตที่แท้จริง


เอามาดับทุกข์ แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้


การศึกษาสูง ๆ หรือความร่ำรวยเงินทอง


บางครั้งอาจเป็นเครื่องบังจักษุปัญญา


เป็นสิ่งปิดกั้นไม่ให้รู้-เห็นชีวิตจิตใจ ความนึกคิดของตนเองได้*


ดังนั้น**ข้าพเจ้าจึงอยากให้ท่านทั้งหลาย


หันกลับมาศึกษาและปฏิบัติธรรม


คือปฏิบัติลงไปในตัวชีวิตของเรานี้ ด้วยการมาดูตัวเอง


เพราะความเดือดร้อน ความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น**


*ดังที่เราชอบโทษผู้อื่นว่านำความทุกข์


(นำ)ความเดือดร้อนมาให้เรา ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด


เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน


เอาแต่ทำบุญให้ทาน-รักษาศีล สร้างโบสถ์-สร้างพระพุทธรูป


ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่ แต่ไม่สามารถแก้ทุกข์ในตัวเองได้


เมื่อเผลอสติหรือลืมตัว ความทุกข์ก็เข้ามาทันที*


ข้าพเจ้าไปที่สิงคโปร์ สังเกตดูคนที่นั่น


มีความตื่นตัวและสนใจในธรรมะมาก


ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นมีการศึกษา-เล่าเรียนสูง


มีฐานะดี-มีเงินทองมาก การเศรษฐกิจดีกว่าบ้านเรา


แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เขามีความสุขอันถาวรได้


เขาจึงพากันมาปฏิบัติธรรม ฟังธรรม


ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย


ต้องมีอาจารย์ชูศรี-อาจารย์โกวิท เป็นล่ามแปล


ดังนั้น**การศึกษาธรรมะ ก็คือการมาศึกษาตัวเอง


คอยดูความรู้สึกนึกคิด ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิประเพณี


หรือสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด จะเป็นคนชาติไหน-พูดภาษาใด


นุ่งห่มสีอะไร จะเป็นนักบวชก็ได้-ไม่บวชก็ได้


จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ นับถือศาสนาไหน


ถ้ามาศึกษาที่ตัวเองมาดูความคิดของตนเอง


ก็เป็นการมารู้จัก-มาเข้าใจธรรมะ ดับทุกข์ได้ทุกคน**


เพราะฉะนั้น**ข้าพเจ้า


จึงอยากให้พวกเราทำความรู้สึกตัวให้มาก ๆ


ความรู้สึกตัวนี้แหละ ไม่ทำให้เราหลง


และเป็นการทำให้เราเห็นตัวชีวิตจิตใจจริง ๆ


อันที่จริงแล้ว ชีวิตจิตใจของคนนั้นไม่เคยมีความทุกข์**


*เมื่อใดเราเผลอตัว เรียกว่า‘หลง’


จึงถลำไปกับสิ่งที่เราคิด


ความคิดเหล่านั้นก็เกิดการปรุงแต่ง สร้างเรื่องราวขึ้น


เมื่อสร้างเรื่องขึ้น ก็ออกนอกตัวไป


ไม่รู้ตัวเอง ไหลไปตามอำนาจของเรื่องราวต่าง ๆ ที่สร้าง


สิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เกิดความทุกข์-ความเดือดร้อน*


**คนเรานี้มี‘กาย’กับ‘ใจ’เท่านั้น


กายก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ก็คือ‘รูป’


ส่วนใจมองไม่เห็นด้วยตา-แต่รู้สึกได้ ก็คือ‘นาม’


ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมะ ก็คือรูปกับนาม


ภาษาชาวบ้าน ก็ว่ากายกับใจ**


ทั้ง ๒ อย่างนี้ เป็นคำเดียวกัน


แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาเรียกเท่านั้น


*คนเรามักไม่เข้าใจในสมมติ*


เช่น การบวชเป็นพระ-ก็เป็นเพียงสมมติ


คำว่าพระนั้น ส่วนใหญ่คนเราไม่ค่อยเข้าใจกัน


คำว่า‘พระ’ หมายถึงผู้สอนเรื่องของชีวิตจิตใจ


ไม่ได้หมายถึงผู้ที่นุ่งห่มผ้าเหลืองอย่างเดียว


ดังนั้น**ความเป็นพระ ก็อยู่ที่จิตใจของเราทุก ๆ คนนี้เอง


จะเป็นพระภิกษุ-สามเณร ผู้หญิง-ผู้ชาย


ถ้าเห็นความคิด-เห็นจิตใจ


มีความสะอาด-สว่าง-สงบอยู่ ก็เป็นพระ


สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วในทุกคน


อยู่ที่ตัวเราจะสนใจปฏิบัติให้รู้หรือไม่ !**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive