DM-0357 | ธรรมะประจำวัน 2023-07-02

 “…**เครื่องวัดว่าได้ต้นทางแล้ว มีอยู่อย่างไร ?


มีอยู่คือ เห็นจิตใจมันนึก-มันคิด**


มองด้วยตา-ไม่เห็น จับไม่ถูกด้วยมือ


แต่รู้ได้-เห็นได้ด้วยตาปัญญา เรียกว่า‘จักษุปัญญา’


เราเคยกะพริบตามาตั้งแต่เล็ก ๆ ไม่ใช่เกิดมาแล้วไม่กะพริบตา


เพิ่งมากะพริบตาเอาวันนี้ ไม่ใช่


แต่เราไม่เคยรู้ ไม่มีสติมาตามรู้ได้ทัน


**ถ้ามีจักษุปัญญาแล้ว


กะพริบตา-มันก็รู้ หายใจเข้า-ก็รู้ หายใจออก-ก็รู้


กลืนน้ำลายลงในลำคอ-ก็รู้ จิตใจมันนึก-มันคิด…ก็รู้


รู้แล้วก็สบาย ความโลภ-ความโกรธ-ความหลงลดน้อยลงไป


หรือถึงกับจะหมดไปก็ได้


นี่ล่ะคำว่าได้ต้นทาง คือรู้จิตใจมันนึก-มันคิด


เห็นจิตใจมันนึก-มันคิด เรียกว่า‘ได้ต้นทาง’


เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้จากการกระทำทางจิตใจ


เราก็ต้องรู้จิต-รู้ใจ เห็นจิต-เห็นใจตนเองนี่กำลังคิด


จึงเรียกว่าได้ต้นทาง


เป็นเครื่องหมายบอกให้ผู้ปฏิบัติรู้ได้อย่างนี้**


เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา


ผู้ที่ได้ต้นทางแล้ว


จะไม่ไหว้ผี ไม่เชื่อเรื่องฤกษ์งาม-ยามดี


ไม่เชื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์


เราจะรู้-จะเห็น-จะเข้าใจแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์


ซึ่งจะก่อให้เกิดมรรคผลนิพพาน


มีภาษิตบทหนึ่งว่า


**‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะไปพึ่งคนอื่นไม่ได้’


พึ่งผีก็ไม่ได้ พึ่งเทวดาก็ไม่ได้


แม้พระพุทธเจ้าก็พึ่งไม่ได้เช่นเดียวกัน**


**ปฏิบัติต่อไปอย่างไร


จึงจะลัดสั้นสำหรับผู้ที่ได้ต้นทางแล้วนั้น ?


การปฏิบัติ…ก็ดูจิต-ดูใจที่มันนึก มันคิดนี่เอง


เคลื่อนไหวไป-มาโดยวิธีไหนก็ตาม


เข้าห้องน้ำ-ห้องส้วมก็ตาม ปฏิบัติได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก


กินข้าว-กินน้ำก็ปฏิบัติได้ ทำการ-ทำงานก็ปฏิบัติได้


เพราะมือทำงาน-ใจดูใจ


มันนึก-มันคิด เห็น-รู้-เข้าใจ…ผ่านไป ไม่ต้องไปยึดถือ


อย่างนี้แหละลัดสั้นที่สุด


เพราะเราเป็นคนทำ อยู่ที่ไหนก็เราเองเป็นคนทำ


การพูดก็เราเป็นคนพูด อยู่ที่ไหนเราก็พูดได้


การดูจิตดูใจมันนึก-มันคิด ก็เราเองเป็นคนดู-อยู่ที่ไหนก็ดูได้


จึงพูดว่า ‘ลัดสั้นที่สุด’


ไม่เลือกกาลเวลา ทำที่ไหน-เมื่อไหร่ก็ได้


และเป็นการกระทำที่ตรงเข้าไปสู่จิตใจ


ต้องลัดตรงเข้าไปอย่างนั้น**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive