DM-0356 | ธรรมะประจำวัน 2023-07-01

 “นิพพาน คืออะไร ?


ว่าโดยย่อ **‘นิพพาน’หมายถึงความพยศหมดไป


หรือความมีมานะ-ทิฏฐิหมดไป


หรือความมีโทสะ-โมหะ-โลภะหมดไป


หรืออีกคำหนึ่งว่า กิเลส-ตัณหา-อุปาทานหมดไป


มีแต่ความเป็นปกติ หรือว่าว่าง นี่แหละคือนิพพาน


สรุป ‘นิพพาน’…แปลว่าหมดความร้อน มีแต่ความเย็นอก-เย็นใจ**


ไม่ใช่อื่นไกล


**นิพพานมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น**


จะเป็นผู้หญิงก็มีนิพพาน จะเป็นผู้ชายก็มีนิพพาน


จะเป็นพระสงฆ์-องค์เณรก็มีนิพพาน


คนไทย คนจีน คนฝรั่งเศส คนอังกฤษ คนอเมริกัน


คนเขมร คนญวน คนลาว ก็มีนิพพานเช่นเดียวกัน


จะถือศาสนาไหน-ลัทธิอะไรก็ตาม มีนิพพานเช่นเดียวกัน


**‘นิพพาน’ คือความร้อนดับ-หมดไป มีแต่ความเย็นอก-เย็นใจ**


คนโบราณจึงพูดว่า


‘สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ-พระนิพพานอยู่ที่ใจ’


*เพียงแต่ว่า คน ๆ นั้นแหละ


จะทำให้มรรคผลนิพพานปรากฏเกิดขึ้นหรือไม่เท่านั้นเอง*


ปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ถึงซึ่งกระแสพระนิพพาน ?


*ตามที่หลวงพ่อปฏิบัติอยู่ อาจจะไม่เหมือนกับที่คนอื่นพูดมา


สำหรับหลวงพ่อเอง


เคยให้ทาน-รักษาศีล-ทำกัมมัฏฐานมาพอสมควร


แต่ไม่รู้ว่านิพพานอยู่ที่ไหน ?


ไม่รู้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติอย่างนี้*


**การปฏิบัติอย่างนี้


หมายถึง ปฏิบัติให้มีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ


แม้จะยกมือ-ยกเท้า ก็ให้มีสติรู้


ที่หลวงพ่อทำอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อสร้างจังหวะขึ้นเพื่อปฏิบัติ


คือ พลิกมือขึ้น-ให้รู้สึก คว่ำมือลง-ให้รู้สึก


ยกมือไป-ให้รู้สึก เอามือมา-ให้รู้สึก


และอิริยาบถในชีวิตประจำวัน


เช่น เอียงซ้าย-เอียงขวา…ให้รู้สึก


กะพริบตา-ให้รู้สึก ตาเหลือบซ้าย-แลขวา…ให้รู้สึก


หายใจเข้า-หายใจออก…ให้รู้สึก


ให้มีสติติดตามความรู้สึกนี่เอง


จิตใจมันนึก-มันคิด ให้รู้สึก


เมื่อรู้สึกแล้ว ไม่ต้องยึดถือ-ปล่อยวางไป


ทำอย่างนี้แหละ**


ความรู้สึกนั้น ท่านว่า‘สัญญา’-คือความหมายรู้จำได้


เมื่อมีสัญญา-ความหมายรู้จำได้ ญาณก็เข้าไปรู้


‘ญาณ’ แปลว่าเข้าไปรู้


เมื่อญาณเข้าไปรู้แล้ว ปัญญาก็รอบรู้


ทั้ง ๓ อย่างนั่นแหละประกอบกันเข้าเรียกว่า‘ญาณของวิปัสสนา’


**เมื่อทำความรู้สึกอยู่ทุกอิริยาบถ


ญาณของวิปัสสนาก็เกิดขึ้นแก่ผู้กระทำเช่นนั้น


เมื่อญาณของวิปัสสนาเกิดขึ้นแล้ว


ก็เห็นแจ้ง-รู้จริงตามความเป็นจริง


เพราะศึกษาอยู่กับธรรมชาติ


ศึกษาอย่างนี้แหละ จึงจะได้กระแสพระนิพพาน**


ทำไมจึงว่าได้กระแสพระนิพพาน ? บางคนอาจจะสงสัย


ก็เพราะรู้รูป-รู้นาม รู้รูปทำ-รู้นามทำ รู้รูปโรค-รู้นามโรค


รู้ทุกขัง-รู้อนิจจัง-รู้อนัตตา


รู้สมมติ สมมติอะไร…รู้ให้ครบ ให้จบ-ให้ถ้วน


แล้วก็รู้ศาสนา-รู้พุทธศาสนา รู้บาป-รู้บุญ


**รู้ได้จริง ๆ ถ้าทำอย่างนี้


ไม่ยกเว้นใครเลย ใครทำก็รู้ทั้งนั้น


ทำเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ทำได้


อย่างนี้เรียกว่า‘ได้ดวงตาเห็นธรรม’


เพราะเห็นตัวเรากำลังนึก-กำลังคิด กำลังพูด-กำลังทำ


นี่เรียกว่า‘เห็นธรรม’


เห็นอย่างนี้เห็นธรรมแท้ ๆ ไม่แปรผัน**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive