DM-0354 | ธรรมะประจำวัน 2023-06-29

 “…เรื่องทางพระพุทธศาสนานี้ มันเป็น(สิ่ง)ที่มองไม่เห็น


จึงว่าเป็นกรรม คือการกระทำ


แต่เรื่องอดีต-อนาคตนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า


**‘อดีตที่ผ่านไปแล้ว จะแก้ไขก็ไม่ได้


อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็แก้ไขไม่ได้


ต้องแก้ไขปัจจุบัน คือการกระทำนี่เอง’**


ดังนั้นอาตมาจึงสำนึกได้ เมื่อไปทำกรรมฐานนี่เอง


แต่ก่อนก็ไม่รู้ (คิดว่า)กรรมนั้นเรียกว่า‘ตายแล้ว


ไปตกนรก-ถ้าทำกรรมชั่ว เป็นอย่างนั้น


ถ้าทำกรรมดี-ตายแล้วไปขึ้นสวรรค์’ เป็นอย่างนั้น


แต่สวรรค์ก็ไม่รู้ นรกก็ไม่รู้


ดังนั้นจึงว่า**ควรศึกษาให้รู้-ให้เข้าใจจริง ๆ**


*ถ้าไม่รู้-ไม่เข้าใจแล้ว จะไปถามใครที่ไหน


จะศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกจนจบ ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่นั่นเอง*


อันนี้ได้ยินพ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง


จะเท็จจริงแค่ไหน-ไม่ทราบ เรียกว่า‘มีพระตุจโฉโปฏฐิละ


เรียนพระไตรปิฎกจนจบ แตกฉานในพระไตรปิฎก


แม้จะไปเทศน์ ไป(แสดง)ธรรมที่ไหน


คนได้ยินชื่อว่าพระตุจโฉโปฏฐิละ (ก็)ไป(ฟัง)แล้ว


แม้พระตุจโฉโปฏฐิละพูดผิด-ก็ต้องฟัง พูดถูก-ก็ต้องฟัง


เพราะกลัวอำนาจ-กลัวความรู้ กลัวความเข้าใจ


(กลัว)จะโต้ตอบไม่ได้ เอาชนะไม่ได้


เพราะท่านมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก’ ว่าอย่างนั้น


อันนี้แหละจึงว่า‘เราจะไปเชื่อคนไม่ได้’


เดี๋ยวนี้คนใดพูดดี-เพราะดี คนชอบ…พูดอย่างนั้น


ดังนั้นพระตุจโฉโปฏฐิละ ก็ได้ยินชื่อเสียงปรากฏขึ้นในยุคนั้น


แต่อาตมาไม่เห็น เพียงครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง-เรื่องนี้


‘(พระตุจโฉโปฏฐิละ)อยากไปโต้ตอบกับพระพุทธเจ้า


อยากไปสนทนากับพระพุทธเจ้า’ ว่าอย่างนั้น


อยากไปถามพระพุทธเจ้า ว่ายังไงก็ได้


‘พอดีไปถึง(ที่ประทับ)พระพุทธเจ้า ก็เลยไปกราบ


ไปกราบพระพุทธเจ้า ยังไม่ทันได้ถามอะไรล่ะ’


กราบอย่างที่เราทำกันอย่างทุกวันนี้ เป็นสมบัติของผู้ดี


ขนบธรรมเนียมของผู้ดี เคารพนับถือกัน-ก็กราบ


‘พอดีในขณะที่กราบลงนั้น พระพุทธเจ้าก็ว่า


มาแล้วหรือใบลานเปล่า’ หรือคัมภีร์เปล่าอย่างนี้


เรียกว่า‘คัมภีร์ไม่มีตัวหนังสือ ใบลานไม่มีตัวหนังสือ’


จะพูดอย่างนั้นก็ได้


เพราะว่าพระตุจโฉโปติฏฐิละแตกฉานในคำพูด


แล้วก็แตกฉานในทางปัญญา


พระพุทธเจ้าก็เลยพูดอย่างนั้น ‘มาแล้วหรือ’


กำลังกราบอยู่ ‘ใบลานเปล่า-คัมภีร์เปล่า’ ว่าอย่างนั้น


‘พอดีกราบเสร็จแล้ว ก็ไม่กล้าโต้ตอบอะไร


ก็เลยทักทายกันเป็นธรรมดา ๆ นี้เอง’


นี่ ความคิดมันเหนือกันอย่างนี้


แต่ว่า‘พระตุจโฉโปฏฐิละนั้น ก็เป็นผู้มีลูกศิษย์-ลูกหา


ตามครูบาอาจารย์ว่า ลูกศิษย์-ลูกหาเป็นพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก


เป็นพระอนาคามีก็เป็นจำนวนมาก เป็นอย่างนั้น


แต่ว่า(ตัวท่านเอง)ยังไม่สว่าง ยังไม่เข้าใจในทางพุทธศาสนาจริง ๆ’


จึงว่า*ศาสนาจึงมีมาก ความเห็น-ความเข้าใจมันจึงไม่เหมือนกัน*


‘เมื่อเป็นเช่นนั้น (ก็)รมกัน(สนทนา)-คุยกัน-ทักทายกันหลายเรื่อง


แล้วก็ได้เวลาพอดีที่จะกลับบ้าน-กลับวัด


กลับสำนักตัวเองนั่นแหละ ก็เลยกราบพระพุทธเจ้าอีก


จะลาพระพุทธเจ้านั่นแหละ ลากลับวัด-กลับสถานที่นั่นแหละ


กำลังกราบอยู่นั่นแหละ พระพุทธเจ้าก็เลยทักขึ้นว่า


จะกลับแล้วหรือใบลานเปล่า-คัมภีร์เปล่า ว่าอย่างนั้น


แน่ะ จะกลับบ้านก็ว่าคัมภีร์เปล่า-ใบลานเปล่า


เมื่อไปกราบก็ว่าคัมภีร์เปล่า-ใบลานเปล่า


พรุตุจโฉโปฏฐิละนั้นก็เลย(คิดว่า) เป็นยังไง ?


เมื่อไปกราบก็ว่าใบลานเปล่า-คัมภีร์เปล่า


เมื่อเรากราบจะกลับบ้าน ก็ว่าใบลานเปล่า-คัมภีร์เปล่า


ก็เลยมาถึงวัด ก็เลยมาถามลูกศิษย์-ลูกหา


อยากฝึกหัดเรื่องการเจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา


พูดง่าย ๆ ก็ว่า อยากศึกษาให้รู้แจ้ง-เห็นจริง


เรื่องมรรคผลนิพพานนี่เอง ก็เลยถามลูกศิษย์-ลูกหาหลายคน


เป็นร้อย-เป็นพันพู้นซี่ เพราะลูกศิษย์-ลูกหา(เป็น)ผู้มีเกียรติ


มีชื่อ-มีเสียง แล้วก็เลยถาม-ถามไปตั้งแต่องค์ที่รองท่านไปนั่นแหละ


(ลูกศิษย์ตอบกับว่า)ไม่สามารถที่จะสอนครูบาอาจารย์ได้


แน่ะ! เป็นอย่างนั้นแหละ ก็เลยไม่สอน ถามไป-ถามไปจนหมดเลย


ถามไปจนถึงสามเณรน้อยองค์สุดท้าย ให้สอนกรรมฐานให้


แต่ว่า(ท่านเอง)เรียนจนจบแล้ว ก็ยังไม่รู้(จัก)ว่ากรรมฐาน


เรียนแตกฉานแล้ว-สอนคนอื่นพอแล้ว แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ


เมื่อไปถามเณร-เณรก็เลยบอกว่า ถ้าครูบาอาจารย์จะให้ผมสอนนั้น


ต้องเชื่อฟังคำพูด-คำสอนผมทั้งหมด


ผมบอก-ผมสอนยังไง ครูบาอาจารย์ต้องทำ


เมื่อครูบาอาจารย์สามารถที่จะทำตามคำพูด-คำสอนขอผม


ผมจะสอน-ผมจะแนะนำให้ วิธีทำกรรมฐาน


อาจารย์ก็เลยรับสารภาพ(รับคำเณร)


ก็เลยได้ไปศึกษากับเณรน้อยนั้นเอง


ดังนั้นเมื่อศึกษากับเณรน้อยนั้น เณรน้อยก็สอนให้’


แต่ในประเทศอินเดียพู่น อาตมาไม่รู้-จะเป็นยังไงไม่รู้


แต่เพียงพ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง


ปู่ทวด-ย่าทวดเล่าตาม ๆ กันมาอย่างนั่นแหละ


ก็เลยจำได้เป็นบางบท-บางตอน เป็นอย่างนั้น


‘ก็เลย-เณรก็เลยสอนให้ สอนให้-ก็ต้องคลุมเสื้อ-คลุมผ้าอะไรต่าง ๆ


ต้องเตรียมตัวให้เรียบร้อยนั่นแหละ-ไปหาเณร


เณรก็เลยบอกให้ลงน้ำ


ดูท่าว่าสำนักนั้นอาจจะมีน้ำ-มีสระ มีอะไรต่าง ๆ นั่นแหละ


อาจารย์ลงไป-ลงไป(ใน)น้ำนี่ (เณรบอก)


อาจารย์ก็ต้องลงไป


ลงไปถึงน้ำแล้ว ผ้ามันจะชุบน้ำ-มันจะเปียกน้ำ


อาจารย์ก็จะฮื้อ(รั้ง)ผ้าขึ้น เณรก็บอกไม่ต้องฮื้อ-ไม่ต้องยกขึ้นไป ลงไป


ผ้าก็เลยเปียกไป ลงไปเพียงหัวเข่า-ผ้าก็เปียกแล้ว


พอหรือยังเณร ? (อาจารย์ถาม)


ยังไม่พอ-ลงไป (เณรบอก)


ลงไป ธรรมดามันเปียกขึ้นมาเพียงขา-เพียงเอว-เพียงนี้แหละ


พอแล้วหรือเณร ?(-อาจารย์ถาม) ไม่พอ ลงไป(-เณรบอก)


ลงไปก็ถาม น้ำเพียงคอ-เพียงอกเข้ามาแล้ว


มันก็-หายใจพูด พอแล้วหรือเณร ?


ยังไม่พอ-ลงไป (เณรบอก)


ลงไปจนเปียกหมด น้ำจนเปียกหมด-เสื้อผ้าเปียกหมด


ให้ว่าเปียกหมดตัวนั่นแหละ แต่อาตมาไม่เห็น


เปียกหมดแล้ว(ก็ถาม) พอแล้วหรือเณร ?


เณรก็บอก พอแล้ว-กลับขึ้นมาได้…เณรสั่งให้กลับคืนมา’


พอดีคืนมาแล้วก็ถามเณร ตอนนี้ก็เป็นน่าคิดว่าจะถามความ


(ทั้งที่)ผ้าเปียกอยู่นั้น-ก็ไม่ทราบ หรือว่าผลัดเสื้อ-ผลัดผ้า


หรือว่าถ่ายเสื้อ-ถ่ายผ้า ว่ายังไงก็ได้


แห้งแล้ว-นุ่งเสื้อใหม่-ผ้าใหม่ คลุมเสื้อ-คลุมผ้าอย่างเรียบร้อยแล้ว


จึงจะถาม อาตมาก็ไม่ทราบตอนนี้


เพราะว่าเพียงเล่าเป็นเรื่อง-เป็นราวให้ฟัง เท่านั้นเอง


‘ถามเณร เอ้าเณร-สอนกรรมฐานให้…เณรก็เลยสอนให้’


การสอน ก็ต้องสอนด้วยปัญหา-แน่ะ!


คนที่มีปัญญา-เป็นอย่างนี้ สอนบัดนี้


‘อาจารย์มีจูมโพน(จอมปลวก)จูมหนึ่ง แล้วมีรูอยู่ ๖ รู


แล้วมีเหี้ยอยู่ในจูมโพนนั้นตัวหนึ่ง


แล้วจะจับเหี้ยนั้นได้ยังไง จะเอาเหี้ยโดยวิธีใด ?


อาจารย์เป็นผู้แตกฉานในการเรียนแล้ว


เคยพูด-เคยสอนมาแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ


ก็เลยเกิดความคิด-ความเห็น เพราะเคยสอนคนนี่-ก็ต้องมีปัญญามาก


มันจะยากอะไรเณร เราจะขุดทั้ง ๖ รูก็ได้


อาจจะเสียเวลา-มันจะอยู่รูใดไม่รู้ เราต้องอุดเสีย ๕ รู


อุดหรือว่าอัด บ้านหลวงพ่อเรียกว่าอัด-อัดแน่น ๆ


ดันเข้าไป ๕ รู้ เหี้ยมันออกมาไม่ได้-เพราะดันไว้แล้ว


เพราะดันไว้แล้ว จง(เหลือ)ไว้รูเดียว


บัดนี้เราก็ไม่ต้องขุด ไม่ต้องให้มันลำบาก


เอาค้อนหรือเอามีด-เอาพร้า เอาอะไรไปนั่งรอคอยอยู่ปากรู


รูที่ไม่อัดนั่นแหละ แล้วเหี้ยมันหายใจไม่ได้


มันต้องออกมาหายใจข้างนอก เพราะมันอบอ้าว


เราอัดไว้ทั้งหมด ๕ รูนั่น ยังเหลือรูเดียว


มันต้องออกมา(จาก)รูนั้น พอดีมันออกมา-ก็เอาค้อนตีเอา


หรือจะจับเอาก็ได้ นี่-มันเป็นวิธีอย่างนี้เณร


แล้วเณรก็เลยบอก เหมือนกันแหละอาจารย์-ที่อาจารย์สอนมาน่ะ


**จะว่าขันธ์ ๕ ก็ได้ อายตนะก็ได้ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒


อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท แล้วแต่จะสวน-แล้วแต่จะพูดนั่น


ความจริงแล้วมาจากใจ-มาจากใจ เพราะเราไม่เคยเห็นใจเรา**


ใจนั่น-มันอยู่ที่คน


ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ เรียกว่า‘อายตนะภายใน ๖


อายตนะภายนอก ๖’ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์


เป็นกฎแห่งกรรมทั้งนั้น จึงว่าการกระทำเป็นกฎแห่งกรรม


เอาชนะกรรมได้ เพราะปัจจุบัน’


อาตมาเคยพูด-เคยเล่าเรื่องนี้มาบ่อย ๆ ว่า


**‘เอาเชือกผูกไว้ส้น(ปลาย)นั้น-ส้นนี้ ตัดตรงกลางแล้ว


เชือกมันก็ไปอยู่กับส้นเดิมของมัน เพราะมันตึง


และเป็นยาง(เชือกไนล่อน) ตัดปุ๊บ-มันขาดปั๊บแล้ว


แล้วมันก็ต้องคืนไปอยู่ติดกับเสาเดิมทางข้างนั้น-ข้างนี้’**


เป็นอย่างนั้น


**อันนี้แหละเอาชนะกรรมได้ อยู่เหนือกรรมได้


เอาชนะทุกข์ได้ อยู่เหนือทุกข์ได้จริง ๆ**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive