DM-0349 | ธรรมะประจำวัน 2023-06-24

 อารมณ์ของการเจริญสติด้วยวิธีเคลื่อนไหว (๒/๒)


๒. *อารมณ์ปรมัตถ์*


“…**ให้เอาสติมาดูความคิด


มันคิดให้รู้-ให้เห็น-ให้เข้าใจ-ให้สัมผัสได้


คิดปุ๊บ-ตัดปั๊บทันที** ทำเหมือนแมวจับหนู


หรือเหมือนนักมวยขึ้นเวที ต้องชกทันที-ไม่ต้องไหว้ครู


แพ้-ชนะเป็นเรื่องของนักมวย ต้องชกทั้งนั้น…ไม่ต้องรอใครทั้งนั้น


หรือเหมือนกับขุดบ่อน้ำ เมื่อเจอน้ำแล้ว


เป็นหน้าที่ที่จะต้องวิดตม-วิดเลน-วิดน้ำออกให้หมด


น้ำเก่าก็ตักออกให้หมด น้ำใหม่ก็ตักออกให้หมด


บัดนี้น้ำใหม่ที่อยู่ข้างในจะออกมา


เราต้องกวนปากบ่อ ล้างปากบ่อ


ล้างตม-ล้างเลนเหล่านั้น **ทำบ่อย ๆ น้ำจะสะอาดขึ้นเอง


เมื่อน้ำสะอาดแล้ว


อะไรตกลงในบ่อ จะรู้-จะเห็น-จะเข้าใจได้ทันที


การตัดความคิดออกก็เช่นเดียวกัน ตัดได้ไวเท่าใด-ยิ่งดีเท่านั้น**


แล้วให้เราเห็น*วัตถุ*-เห็น*ปรมัตถ์*-เห็น*อาการ*


‘วัตถุ’ หมายถึงของที่มีในโลก


ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวคน และจิตใจของคนและสัตว์


‘ปรมัตถ์’ หมายถึงของที่มีอยู่จริง


กำลังเห็นอยู่-มีอยู่-เป็นอยู่เฉพาะหน้า สัมผัสได้ด้วยใจ


‘อาการ’ หมายถึงการเปลี่ยนแปลง


สมมติน้ำสีมีเต็มกระป๋อง เดิมคุณภาพดี ๑๐๐%


ถ้าเอาไปย้อมผ้า มันจะติดเนื้อผ้าไป ๑๐๐%


**เมื่อเรารู้-เราเห็น-สัมผัสได้ทางจิตใจ


น้ำสีปริมาณเต็มกระป๋องเหมือนเดิม แต่คุณภาพเสื่อมไปแล้ว


เอาไปย้อมผ้า จะไม่ติดเนื้อผ้าอีกเลย


อันนี้ต้องเห็น-ต้องรู้จริง ๆ**


แล้วเห็น*โทสะ-โมหะ-โลภะ*


แล้วให้เห็น*เวทนา*-เห็น*สัญญา*-เห็น*สังขาร*-เห็น*วิญญาณ*


เห็น-รู้-สัมผัสได้-เข้าใจจริง ๆ เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย


ตอนนี้จะเป็นปีติเพียงเล็กน้อย


*ปีติจึงเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมเบื้องสูง*


**เราไม่ต้องข้องแวะกับปีตินั้น เราต้องมาดูความคิด**


นี้เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ขั้นต้น


ของการเจริญสติแบบนี้ของผู้มีปัญญา


**ให้ดูความคิดต่อไป** มันจะปรากฏมีความรู้


หรือญาณ หรือปัญญาญาณเกิดขึ้น


เห็น-รู้-เข้าใจ*กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรม*


ฉะนั้นความยึดมั่น-ถือมั่นจะจืดลง คลายลง-จางลง


เหมือนกับน้ำสีที่ไม่มีคุณภาพ ย้อมผ้าจะไม่ติด


ก็จะเป็นปีติขึ้นมาอีก ไม่ต้องข้องแวะกับปีตินั้น


ให้ถอนความพอใจและไม่พอใจออกเสีย


**ให้ดูความคิดต่อไป ดูจิตใจที่กำลังนึกคิดอยู่**


มันจะมีญาณชนิดหนึ่งปรากฏเกิดขึ้น เห็น-รู้-เข้าใจศีล


*ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์


หรือ อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา*


‘ขันธ์’ แปลว่ารองรับ หรือต่อสู้


‘สิกขา’ แปลว่าบดให้ละเอียด-หรือถลุงให้หายไป


**ศีล จึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ**


‘กิเลสอย่างหยาบ’ คือ โทสะ-โมหะ-โลภะ นี่เอง


(และ)กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรม


**เมื่อโทสะ-โมหะ-โลภะ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรม


จืดจาง-คลายไปแล้ว ศีลจึงปรากฏ**


**สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง**


‘กิเลสอย่างกลาง’ คือความสงบ


คือ เห็น-รู้-เข้าใจจำพวกกามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ


เพราะ*กิเลสเหล่านี้เป็นกิเลสอย่างกลาง ทำให้จิตใจสงบ*


อันนี้เป็นอารมณ์หนึ่งของการเจริญสติแบบนี้


เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้


มันจะไปรู้การให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐานอีกด้วย ทุกแง่-ทุกมุม


แล้วมันจะเกิดญาณปัญญาขึ้นภายในจิตใจ


รู้*การทำชั่วด้วยกาย เป็นบาปกรรมอย่างไร ?


ถ้านรกมีจริง จะไปตกนรกขุมไหน ?*


รู้*การทำชั่วด้วยวาจา เป็นบาปกรรมอย่างไร ?


ถ้านรกมีจริง จะไปตกนรกขุมไหน ?*


รู้*การทำชั่วด้วยใจ เป็นบาปกรรมอย่างไร ?


ถ้านรกมีจริง จะไปตกนรกขุมไหน ?*


รู้*การทำชั่วด้วยกาย-วาจา-ใจพร้อมกัน เป็นบาปกรรมอย่างไร ?


ถ้านรกมีจริง จะไปตกนรกขุมไหน ?*


ตรงกันข้าม


รู้*การทำดีด้วยกาย เป็นบุญกุศลอย่างไร ?


ถ้าสวรรค์นิพพานมีจริง จะไปอยู่สวรรค์นิพพานชั้นไหน ?*


รู้*การทำดีด้วยวาจา เป็นบุญกุศลอย่างไร ?


ถ้าสวรรค์นิพพานมีจริง จะไปอยู่สวรรค์นิพพานชั้นไหน ?*


รู้*การทำดีด้วยใจ เป็นบุญกุศลอย่างไร ?


ถ้าสวรรค์นิพพานมีจริง จะไปอยู่สวรรค์นิพพานชั้นไหน ?*


รู้*การทำดีด้วยกาย-วาจา-ใจพร้อมกัน เป็นบุญกุศลอย่างไร ?


ถ้าสวรรค์นิพพานมีจริง จะไปอยู่สวรรค์นิพพานชั้นไหน ?*


**เท่านี้ล่ะครับ คล้าย ๆ กับขาดปุ๊บ! จิตใจนี่สะเดิดขึ้นเลยครับ**


จิตใจผมนี่ขาดออกจากกันก็บ่แม่น ขาดก็แม่น


ผมก็บ่เห็นจิตใจผมนี่ขาดโลด


ขาดปุ๊บ สะเดิดขึ้นโลดครับผม


ผมเดินจงกรมอยู่นี่ เดินไป-เดินมา


**จบอารมณ์ของการเจริญสติวิธีนี้ มันจะเป็นอย่างมหัศจรรย์


และยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ในจิตใจของคนทุกคน ไม่ยกเว้น


ถ้าหากยังไม่รู้ในขณะนี้ จวนจะหมดลมหายใจต้องรู้แน่นอนที่สุด


คนที่เจริญสติ-เจริญปัญญา มีญาณรู้**


*(ส่วน)คนที่ไม่ได้เจริญสติ-ไม่ได้เจริญปัญญา


จวนจะหมดลมหายใจ ก็เป็นเหมือนกัน…แต่เขาไม่รู้


เพราะเขาไม่มีญาณรู้แจ้ง-เห็นจริง*


**รู้ด้วยญาณปัญญาของการเจริญสติจริง ๆ รับรองได้


ท่านว่า ‘ถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี


ถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมปรากฏขึ้น’**


*เมื่อไม่ถึงที่สุด ญาณปรากฏไม่ได้*


**พอดีญาณปรากฏขึ้นมา มันจะขาดออกจากกันทั้งหมด**


ถอนผมขึ้นมาดูที่ตรงนี้เลย ‘เออ…รากมันมีแค่นี้’


ถ้าไม่มีราก อันนี้ก็ไม่มี


บัดนี้ คน(ก็ยัง)กินข้าว กินอาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกาย(ได้)


อันนี้มันเป็นสภาพสภาวะ


**เมื่อเรารู้จักอันนี้ จิตมันจะไม่ไว


จิตมันจะไปช้า ๆ ไป ช้าที่สุด


มันจะรู้ขึ้นทันที ‘เออ-มันไปไม่ได้’


แต่ถึงว่ามันจะคิด มันก็ไปไม่ได้


ถึงมันจะเป็นอะไร-มันก็ไปไม่ได้ เพราะมันไปช้า


นี่-มันจะมาถึงที่ตรงนี้ ญาณย่อมมี


เหมือนกับว่าญาณที่ปรากฏขึ้นมา ก็ญาณย่อมมี(ว่า)


‘ชาติสิ้นแล้ว-ภพสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว


กิจอื่นไม่มีต่อไปแล้ว’ มันขาดแล้ว-มันขาด


เคยพูดให้ฟัง ‘มันขาดออกจากกันนี่นะ มันไม่ถึงกันแล้ว’


ชาติสิ้นแล้ว ชาติสิ้นก็หมายถึงไม่มีแล้ว ชาติ-ภพไม่มีแล้ว


ชาติสิ้นแล้ว-ภพสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว


คือการปฏิบัติธรรมก็จบกันที่ตรงนี้


กิจอื่นไม่มีแล้ว ก็ไม่มีกิจธุระที่จะทำ**


แต่ว่าต้องทำ-ทำก็ทำอันนี้นี่ ไม่ต้องไปทำอันอื่นไกลแล้วนี่


เรารู้จักแล้ว


นรก-สวรรค์ เรารู้จักแล้ว


บาป-บุญ คุณ-โทษ…เรารู้จักแล้ว


ผิด-ถูก เรารู้จักแล้ว


จบกัน


(แล้ว)ก็อยู่อย่างนั้น


**กินข้าวได้ เดินดินไปไหน-มาไหน ทำการทำงาน ซื้อ-ขายได้


แต่ไม่มีทุกข์ เท่านี้เองนี่**


**คอยระวังวิปลาสจะเกิดขึ้น ให้มีความรู้สึกตัว


อย่าไปติดความสุข หรืออะไรทั้งหมดที่เกิดขึ้น


สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา…กลับคืนมาทวนอารมณ์บ่อย ๆ


ตั้งแต่อารมณ์ของรูป-นามขึ้นไป จนถึงอารมณ์ที่สุด เป็นชั้น ๆ


ให้รู้จักว่าอารมณ์เป็นขั้นเป็นตอน


รับรองถ้าเจริญสติอย่างถูกต้อง อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี


อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุด ๑ วันถึง ๙๐ วัน


อานิสงส์ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทุกข์จริง ๆ**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive