DM-0346 | ธรรมะประจำวัน 2023-06-21

 “…เรื่อง‘ความคิด’นี้ จะว่าอย่างใดฮุ ?


มันหลายเด๊ เรื่องความคิด


*ความคิดที่เป็นกิเลสนั้น คือเราไม่เห็น


(เมื่อ)ไม่เห็น มันก็พาเฮาเฮ็ด-เฮาทำไป


แต่ตัวคิดนั้นน่ะ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง*


**ตัวรู้คิดนั้นน่ะ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง**


มันก็เป็น‘คิด’คือกัน มันหลาย


จึงว่า‘เปรียบได้คือกับน้ำสี’ สีย้อมผ้านี้-มันหลายสี


แต่น้ำนั่น-มันอันเดียว มีแต่น้ำอันเดียว-น้ำสะอาดนั่นแหละ


แต่ว่าสีนั้นแท้หลายสี…สีดำ สีแดง สีซิ่ว(เขียว) สีม่วง(มุ่ย) สีเหลือง


ครั้นจิว่าน้ำนั่นก็หลายอันคือกัน


ผู้จิว่าก็(ว่า) โอย…แนวผู้จิว่าให้ว่าเถอะไป


มันบ่มีการสิ้นจบเป็นแล้วกับคำเว้าของคน


บางคนก็จะว่าน้ำเหล้า น้ำกลั่น น้ำฝน น้ำโขง น้ำห้วย น้ำบ่อ


เฮาสิจิว่าเป็นแล้ว(แล้วแต่จะว่า) เรื่องความเว้า


ก็น้ำคือกันเหมิ้ด


**น้ำที่หลวงพ่อว่านี้ก็(คือ)น้ำที่สะอาด**


(น้ำต่าง ๆ) เป็นน้ำคือกันหมดทุกน้ำ


แต่บ่ได้ว่าน้ำเหล้า-น้ำหยัง บ่ว่า


ว่าแต่น้ำที่สะอาดซื่อ ๆ (ที่)ว่านี่


บัดนี้สีดำ-ดำแท้ สีแดง-แดงแท้…บ่แม่นน้ำนั่น


เอามาใส่สี-น้ำนั่นเอาสีมาใส่ น้ำนั้นก็เลยแดง


ครั้นเอาสีดำไปใส่-น้ำก็เลยดำ เอาสีเหลืองไปใส่-น้ำก็เหลือง


เอาสีซิ่วไปใส่-น้ำก็ซิ่ว เอาสีมุ่ยไปใส่-น้ำก็เป็นสีมุ่ยไป


*ให้ว่าเอาสีอันใดไปใส่ น้ำเป็นสีอันนั้นไปหมด-น้ำนั่น*


แต่ว่าความคิดที่เป็นกิเลส(หรือ)บ่เป็นกิเลส ก็คือกัน


จึงว่า*มันบ่มีตน-บ่มีตัว เรื่องความคิดนี่*


จึงว่า**เน้นเรื่องความคิด การปฏิบัติธรรม


เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระอรหันต์นั้น


ก็เพราะด้วย(การเห็น)ความคิด**


การให้ทานนั้นดีแล้ว การรักษาศีลนั้นดีแล้ว


การทำกรรมฐานนั้นดีแล้ว อันนั้นมันมีมาก่อน-อันนั้น


ผู้ที่เคยได้บวชเรียนเขียนอ่านนั้น ก็รู้จักแล้ว


การบวชนั้นก็มีมาก่อนแล้วนี่


เมื่อพระพุทธเจ้าเรานี้ เราเอิ้นพระพุทธเจ้า


สมัยเกิดขึ้นมานั้น ก็มีการเชิญเอาพราหมณ์ ๑๐๘ คนนั้นมา


เพิ่นว่ามาทักทาย ลายชื่อ-ลายเสียง


แล้วก็อยู่มา ก็มาเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์


ก็(มา)เห็นรูปสมณเพศ ก็บวช-ก็บวชตามขเจ้า


บวชแล้วก็ไปทำกรรมฐานกับครูทั้ง ๒ คนนั้น


ก็จนได้สมาบัติ ๘ แน่ะ-อันนั้นก็ชื่อว่ามีมาก่อน


*มรรคผล-นิพพานก็มีอยู่แล้ว เฮาบ่ฮู้จัก*


มีคนเว้าจังซั่นอยู่ นี่มันเป็นอย่างนั้น


จนพระพุทธเจ้าของเฮานี้แหละ มาค้นคิด-เห็นความคิด


จึงว่า**‘สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ-พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ’**


*อันใจเรานี้-มันอยู่ที่กายครับ ใจเรานี้มันอยู่นำกันนี่นะ


เฮาบ่ฮู้จักมันซื่อ ๆ นี่นะ*


ดังนั้นเฮาเคยได้ยิน(ว่า)‘พระพุทธเจ้าเฮานี่


ออกจากครูมาแล้ว ก็มาอดข้าว-อดน้ำ


แน่ะ! บ่กินข้าว-บ่กินน้ำ จนจ่อย-จนผอม


มีแต่กระดูก ลูบหน้าท้องฮอดทางหลัง


ลูบทางหลังฮอดหน้าท้อง’ เพิ่นว่า


แล้วก็บ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า นี่บ่แม่น-อันนั้น


ให้ว่า‘ทิฏฐิ’ ความเห็นซื่อ ๆ-อันนั้น


คิด(อย่างไรแล้ว) ก็เฮ็ดไปโลด


บัดนี้ก็มากินมะขามป้อม-หมากส้มมอพวกนี้


ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หนีไปนี่


อันนี้ก็ชื่อว่า*‘สงัดกาย-สงัดวาจา ใจบ่สงัด’


เฮาจะไปอยู่ในถ้ำ-เฮาก็บ่สงัดนี่ ใจนี้มันคิดอยู่ตลอดเวลา*


บัดนี้ก็มากินข้าวนางสุชาดา เอาขันไปเสี่ยง


เอาถาด-เอาขันไปเสี่ยง


ให้มันไหลขึ้นไปทางต้นน้ำ ถ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า


ถ้าจะบ่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ให้มันไหลไปตามน้ำ


เพิ่นว่า แล้วมันบ่ไป(ตามน้ำ)


อันนี้แหละเพิ่นว่า**‘เบิ่งความคิด-ให้เห็นความคิด


ความคิดมา ให้เห็น-ให้รู้’ ก็ขึ้นไปถึงต้นน้ำ


ก็เห็นต้นตอของความคิด**


อันนี้ผู้เห็นความคิด-อันนี้ แต่เทือทัน-เทือบ่ทัน


สมมติเอา-อันนี้ อาตมาบ่ได้เห็นพระพุทธเจ้า


บ่ได้เห็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า


แต่ตัวอาตมาก็บ่ได้เป็นพระอรหันต์


จึงบ่ฮู้จักจิตใจของพระอรหันต์


ตัวของอาตมาก็บ่ได้เห็นพระพุทธเจ้า


จึงบ่ได้เว้าเรื่องจิตใจของพระพุทธเจ้า


เว้าเรื่องจิตใจของตัวเอง เว้าอยู่เดี๋ยวนี้นี่”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive