DM-0340 | ธรรมะประจำวัน 2023-06-14

 “…**‘ผู้ดับสนิทแล้ว ความคิดมีอยู่หรือ


และต่างจากความคิดโดยธรรมดาอย่างไร ?’


ต่างกัน** แต่อาตมาก็ไม่ใช่เป็นผู้ดับกิเลสตัณหาอันใด


ให้มากมายหรอก เป็นคนธรรมดานี่แหละ


แต่หากมีความเข้าใจอย่างนี้


ต่างกัน


แต่ก่อนนั้นบ่ฮู้จัก มันคิดไปร้อยอันพันอย่าง-บ่ฮู้จัก


บัดนี้มาเห็น-มารู้แล้ว ‘โอ…ความคิดมันเป็นจังซี่เด๊’


เลยเข้าใจจังซี่


จนว่า**ทำให้มันถึงที่สุดของความคิดนี่แหละ


มันก็เลยเปลี่ยนหน้ากากออกมา**


เหมือนกับเฮาไปเบิ่งหนัง เฮาไปเบิ่งแต่จอหนังพู่น


เฮาบ่ได้เห็นกล้องถ่ายรูป(ที่ฉาย)ออกไปให้ถูกกับจอหนังพู่น


เฮาก็เลยไปติดอยู่พู่น


บัดนี้กลับเข้ามาเบิ่งทางจอหนัง


บ่อนเขาถ่ายรูปออกไป(จาก)กล้อง กล้องหนังนี่-หลวงพ่อบ่รู้จัก


หลวงพ่อบ่เคยรู้จัก หลวงพ่อเอามาเปรียบเทียบให้ฟังซื่อ ๆ


‘ความคิดที่แตกต่างของความคิด ๓ ระดับ


กล่าวคือ *ความคิดของปุถุชนเป็นอย่างไร ?’


ความคิดของปุถุชนนั้นคือ บ่เห็นความคิด-บ่เห็นจักเทื่อ


การเคลื่อนไหวของตัวเอง ก็บ่เคยกำหนดกฎเกณฑ์ซักเทือ*


อาตมาเคยทำบุญ เคยรักษาศีล


เคยทำกรรมฐานมาเล็ก ๆ น้อย ๆ


ให้ว่าพอสมควร จึงว่าบ่เชื่อคน(อื่น)


(อาตมา)บ่เคยเห็นซักเทือ


เมื่ออายุ ๔๖ ปีนี่แหละ **อาตมามาทำความเคลื่อนไหว


พลิกมือขึ้น-ก็ฮู้เมื่อ(รู้สึกตัว) คว่ำมือลง-ก็ฮู้เมื่อ


แล้วเลยฮู้จักความคิดอันนั้น**


*ความคิดของปุถุชน คิด-บ่ฮู้จัก


หนัก แต่บ่ฮู้จักว่าหนักนะ-ความคิดนี่


แต่ว่าหนัก เพราะบ่ฮู้จัก


เฮาหาบของหนักแล้ว เราบ่ฮู้จักของหนัก


มันหนัก แต่มันบ่แม่นหาบของหนัก


มันหนักที่ใจพู่นเด๊


นี่แหละความคิดของปุถุชน* ไปจังซั่น


บัดนี้ **‘ความคิด(ของ)ผู้ที่เห็นความคิดแล้วนั้น เป็นอย่างไร ?’


ผู้ที่เห็นความคิดแล้วนั้นก็เทือเห็น-เทือบ่เห็น


(บางครั้งก็เห็น-บางครั้งก็ไม่เห็น)


เทือได้-เทือเสีย(ได้บ้าง-เสียบ้าง) ให้ว่าเถอะไป


อันนั้นเรียกว่าผู้เห็นความคิดแล้ว


แต่หากเทือเห็น-เทือบ่(เห็น)**


คล้าย ๆ คือ เพิ่นว่า‘ผู้เห็นพระนิพพานผู้หนึ่ง


ผู้หนึ่งบ่ทันเห็นพระนิพพาน


การทำบุญนั้น ก็ปรารถนา-อ้อนวอนเอา


**ผู้ที่เห็นทางแล้วนั้น พยายามให้มันถึงพระนิพพาน’** เพิ่นว่า


บัดนี้ **‘ความคิดที่บริสุทธิ์ของพระอรหันตสาวก


หรือความคิดของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร


ต่างกันอย่างไร ?’


ต่าง** แต่อาตมาก็บ่รู้จักหรอก-ความคิดของพระอรหันต์


ความคิดของพระสาวกหรือพระพุทธเจ้านั้นก็ได้


เพราะว่าเฮาก็บ่ได้เป็นพระอรหันต์


เฮาจะว่าเป็นสาวก(ของ)พระพุทธเจ้าก็ได้


หรือว่าบ่เป็นก็ได้ เพราะว่าเชื่อมั่นในตัวเอง


*ความคิดของปุถุชนนั้นหนัก-แน่นอยู่*


ความคิดของผู้ที่เห็นความคิดแล้ว เรียกว่า‘เห็นธรรม’


เห็นธรรมก็เห็นนิพพานนั่นแล้ว แต่หากเอานิพพานมาใช้บ่ได้


นี่ตามความคิดของอาตมานี่


คล้าย ๆ คือคนตกน้ำ


คนตกน้ำบางคนก็จมลงไปฮอดพื้นดิน ก็ยันขึ้นมา


แล้วบ่ทันได้เหลียวเบิ่งตาฝั่งอันใด(ไม่ทันได้ดูทิศทางของฝั่ง)


จมไปอีกตื่ม นั้นเป็นภาษาปุถุชน-เปรียบเทียบได้จังซี่


บัดนี้ผู้หนึ่งตกน้ำลงไป จมฮอดพื้นดิน


แล้วก็ลอยยันพื้นดินขึ้นมา พ้นน้ำขึ้นมา


ก็เหลียวเห็นตาฝั่ง ก็เลยพยายามลอยไป


เพราะตีนบ่ถึงดินเด๊ ลอย(ว่าย)ไปได้จนเท้าถึงดิน-ผู้หนึ่ง


ผู้หนึ่งตกน้ำลงไป น้ำก็เพียงหัวเข่า


หรือกลางแข้ง-กลางขา ก็ย่างไป


**ผู้หนึ่งนั่งอยู่ตาฝั่งนั่นแล้ว เบิ่งทางนั้น-ทางนี้


อันนี้เรียกว่า‘ความคิดของผู้ที่พ้นแล้ว’ ให้ว่าเถอะไป


มันผิดกันจังซี่-คือบ่หนัก แต่ความคิดมีคือกัน


แต่ว่าอยู่เหนือความคิด คือว่ามันบ่หลงความคิด**


นี่แหละ-เข้าใจจังซี่


ตามความคิด-ความเห็น ตามความเข้าใจของอาตมา…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive