DM-0328 | ธรรมะประจำวัน 2023-06-01

“…คุณสัจจพันธ์ พร้อมด้วยคณะและญาติโยมทั้งหลาย


ซึ่งมาถามปัญหาที่เกี่ยวกับการฟังเทศน์


หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนั้น


การที่คำถามนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ


ตัวของอาตมาเองก็ไม่ใช่จะเป็นผู้วิเศษ


หรือผู้ต่างกับเพื่อนมนุษย์ทั่วไปนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น


การปฏิบัติธรรมนั้น


ตามความคิด-ความเห็นของอาตมา หรืออุดมการณ์ของอาตมา


เพราะ**อาตมาได้ทำมาแล้วอย่างใด


อาตมาก็จะนำเรื่องนั้นมาเล่าสู่ฟัง**


คือการให้ทานก็ดี-การรักษาศีลก็ดี


การทำกรรมฐานก็ดี-การเจริญวิปัสสนาก็ตาม


มันเกี่ยวกับความคิด


ที่ทำอย่างอื่น ๆ ก็เกี่ยวกับความคิดทั้งนั้น


จึงว่า**การปฏิบัติธรรมนั้น


จึงว่าให้พิ(จารณา ไตร่)ตรอง เข้าใจกับความคิด


หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้


เพราะการบำเพ็ญหรือการภาวนา หรือการทำทางจิต-ทางใจ’


จึงว่าอาตมาก็มีความเข้าใจ(อย่างนี้)


จึงเน้นเรื่องความคิด**


อาจารย์องค์อื่น ๆ นั้น เพิ่นจะเน้นเรื่องใด-ก็เป็นเรื่องของเพิ่น


อาตมาเคยทำมาแล้ว


*วิธีอื่น ๆ ก็เคยทำมาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ


เพราะว่ามันยังบ่เคยปรากฏ


ยังไม่ทันมีความรู้สึกในตัวทั้งหมดเลย*


วันนี้จึงว่าการตอบปัญหาของหมู่คณะ


ญาติโยมมาฟังเทศน์-ฟังธรรม หรือว่าฟังข้อวัตรปฏิบัตินั้น


ก็จะตอบตามอุดมการณ์ของอาตมาเอง


มื้อนี้เป็นวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๙


‘ความคิดคืออะไร ? มีกี่อย่าง ?


ความคิดเป็นกิเลส หรือไม่เป็นกิเลส ?’


คำถาม-ปัญหาของพวกท่านทั้งหลายถามอย่างนี้


ความคิดคืออะไร ?


คือน้ำที่สะอาดกับสีที่เอามาผสมกับน้ำ


เพราะมันมีหลายอย่างนะสี มีสีดำ-สีแดง-สีซิ่ว(เขียว)-สีเหลือง


สีแล้วแต่สี น้ำเป็นน้ำซื่อ ๆ


น้ำที่สะอาดนั่น เอาสีมาใส่อย่างใด-ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น


ความคิดจึงมีมากหลาย


บ่สามารถที่จะเอามาเว้าให้ฟังได้(หมด)-ความคิด


หรือเป็นกิเลส บ่เป็นกิเลสนั้น


อันกิเลสนั้น ไม่ใช่ตัวความคิด


อันคิดขึ้นมา


อันดี-ชั่วนั้นก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง อันคิดซื่อ ๆ นั้น-บ่แม่นกิเลส


คิด-ความคิดมันมีหลายอย่าง


จึงว่า**‘ให้รู้เท่าทันกับความคิด’


มันคิดขึ้นมา ให้เห็น-ให้รู้-ให้เข้าใจ


สัมผัสแนบแน่นกับความคิดอันนั้น


และอย่าเข้าไปในความคิดอันนั้น


อาตมาเข้าใจอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมะ**


ความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันอยู่(ด้วยกัน)กับกาย


ภาษาบ้านเฮา เรียกว่า‘กายกับใจ’


ครั้นภาษาธรรมะนั้น เรียกว่า‘รูปกับนาม’-ท่านว่าจังซั่น


จึงว่าปฏิบัติธรรมะ ทีแรกอาตมาจึงรู้จักรูป-รู้จักนามก่อน


รู้จักรูปทำ-นามทำ รู้จักรูปโรค-นามโรค


รูปโรค-นามโรคนี้มี ๒ อย่าง


ที่อาตมาปฏิบัติ อาตมาเข้าใจอย่างนั้น


แล้วก็รู้จักรูปโรค-นามโรค


แล้วก็รู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา


‘ทุกขัง’นั้น หมายถึงมันติดอยู่กับรูป-ว่าซั่น


‘อนิจจัง’ หมายถึงบ่เที่ยง


‘อนัตตา’ (หมายถึง)บังคับบัญชาบ่ได้


มันเข้าใจอย่างนั้น


แต่มันก็เป็นของจริงอีกเสียด้วยนะ ที่อาตมาเห็น


จึงว่านั่งอยู่นิ่ง ๆ บ่ได้ อาตมาเป็นจังซั่น


เพราะว่าบ่เหนงมือ-เหนงเท้า


(ไม่เคลื่อนไหวมือ-เคลื่อนไหวเท้า)


ก็ต้องพริบตา เหลือบซ้ายแลขวา


แล้วก็หายใจเข้า-หายใจออก


ให้ว่าตนตัวเฮานี้ จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้


จึงว่า‘เป็นทุกขัง-มันเป็นทุกข์


อนิจจัง-มันบ่เที่ยง’ มันเป็นจังซั่นอยู่ตลอดเวลา


จะรู้-ก็เป็นจังซั่น บ่รู้-ก็เป็นจังซั่น


‘อนัตตา-บังคับบัญชาบ่ได้’ เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติ


เรื่องความคิด รู้จักจังซี่-เป็นจังซี่-เข้าใจจังซี่…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive