DM-0321 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-25

 “…เรื่องชีวิตจิตใจนี้ จึงว่ามันมองไม่เห็น


ความเป็นทุกข์หรือไม่ทุกข์ มันก็มองไม่เห็น


จะเปรียบเทียบให้ฟัง


เรื่องความทุกข์-ความสุขนั้น มันไม่เหมือนกัน


‘มีเพื่อนอยู่ ๒ คนด้วยกัน’ ว่าอย่างนั้น


พ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง


‘การเกิดมานี่ เคยไปทำบุญร่วมกัน


เคยไปรักษาศีลร่วมกัน เคยไปทำกรรมฐานร่วมกัน


ผลที่สุดก็ตายแล้วเหมือนกัน’


นี่ ความทุกข์-ความสุข…มันเป็นแบบนี้-ตาย


‘ตายแล้วบัดนี้


คนที่รักษาศีลหรือให้ทานบริสุทธิ์นั้น


ตายแล้ว ก็ต้องไปเกิดเมืองสวรรค์-เป็นเทวดา’


พ่อแม่ปู่ยาตาทวด-ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง


บัดนี้คนที่ให้ทานไม่บริสุทธิ์-รักษาศีลไม่บริสุทธิ์


ให้ว่าทำกรรมฐานอะไรก็ตามแล้ว-ไม่บริสุทธิ์


ตายแล้วก็เลยไปเกิดเป็นหนอนอยู่ในห้องส้วมของพระ


ไม่ใช่ส้วมนอนนะ ส้วมอุจจาระ


บ่อน(สถานที่)ไปถ่ายอุจจาระ ถ่ายหนักนั่นแหละ


ถ่ายหนัก-ถ่ายเบานั่นแหละ ไปเป็นหนอน


บัดนี้ทั้ง ๒ คนนั่นแหละ มีการแสวงหากัน


เพราะว่าได้ให้ทาน-รักษาศีล ทำบุญอะไรร่วมกัน


เลยไม่พบ-ไม่เห็นกันเลย


ก็เลยต่างคน-ต่างแสวงหากันอยู่อย่างนั้น


ผู้ไปเกิดเป็นเทวดานั้น


มีโอกาส-มีเวลาที่จะก้มหน้ามองเห็นทิศทางใต้


เรียกว่าทางลุ่ม(ข้างล่าง)ไปอย่างที่เคยพูดกันมา


ว่าคนที่ขึ้นไปอยู่บนภูเขาสูง ๆ


สามารถที่จะมองเห็นพื้นดินทางใต้-ทางลุ่มนี้ได้


หรือจะเปรียบอีกอย่างหนึ่ง


ก็เหมือนอย่างที่เราไปขึ้นเครื่องบิน เครื่องบินพาไปที่บนฟ้านู่น


หรือจะเปรียบอย่างที่เรานั่งกระเช้า


อย่างที่เขาทำกระเช้าที่มาเลเซียนี่ เราไปนั่งกระเช้ามีเชือก


แล้วเราก็ไปนั่งอยู่ในนั้น ๔ คน ๕ คน


แล้วก็นั่งกระเช้า กระเช้าก็ไป


ก็มองเห็นทิศทางหลายที่-หลายทาง


แล้วก็คนอยู่พื้นดิน(มองไป)บนภูเขา มองไป-ไม่เหมือนกัน


เป็นอย่างนั้น เปรียบเทียบได้อย่างนี้-เรื่องชีวิตของคน


ดังนั้น*การปฏิบัติธรรม*ก็เหมือนกัน คนตกน้ำก็เหมือนกัน


*ความสว่างนั้นจะไม่เหมือนกัน*


ดังนั้นคนที่เป็นหนอนนั้น จึงไม่สามารถมองเห็นเทวดาก่อน


เทวดานั้นจึงสามารถเห็นหนอนก่อน


เมื่อมองเห็นหนอนแล้ว ก็เลยมาหา


ผู้เป็นเทวดามาหาหนอน ก็เลยมา(เรียก)


‘เฮ้ย! เพื่อน ทำไมมาอยู่ที่ตรงนี้’


‘โอ!’ ผู้เป็นหนอนก็เลยรู้ว่าเสียงเพื่อนเรา


(จึงถามกลับ)‘เฮ้ยเพื่อน มาจากที่ไหน ?’ ถามกัน


เลยรู้จักกันได้เมื่อต่อได้ยิน-ได้ฟังเสียงกัน


และมันฟังกันได้ แต่ว่าเสาะหากัน-มันไม่เห็น


เมื่อได้ฟังเสียงแล้ว ก็เลยรู้เสียงกันได้-มองเห็นกันได้


ผู้เป็นเทวดาก็เลยบอกว่า‘เราไปเกิดเป็นเทวดาอยู่เมืองสวรรค์’


(หนอน)ก็เลยถาม‘เมืองเทวดา-เมืองสวรรค์นั้น


มีความทุกข์-ความสุขอย่างไร เพื่อนเล่าให้ฟัง


(ถึง)คุณค่าของเมืองสวรรค์บ้าง(ได้)ไหม ?’


ผู้เป็นหนอนถาม ผู้เป็นเทวดาก็เลยเล่าให้ฟัง


‘เมืองสวรรค์-เมืองเทวดานั้น มีของทิพย์-เป็นทิพย์


อยากได้อะไรก็เป็นทิพย์


อยากได้เสื้อได้ผ้า-ก็นึกเอา ก็ไหลมาเลย


อยากได้เงิน-อยากได้(ทอง)คำ นึกแล้วก็ไหลมาเลย


อยากได้บ้านดี ๆ สวย ๆ-งาม ๆ


นึกแล้วก็มีบ้านขึ้นมาสวย ๆ-งาม ๆ เป็นอย่างนั้น


เมืองสวรรค์มีความสุขอย่างนั้น’


ทางผู้เจ้าหนอนนี่ก็คิดว่า‘มีความทุกข์แล้ว’-บัดนี้


แน่! *ความเห็นมันไม่เหมือนกันอย่างนี้แหละ


การกระทำ(จึงไม่เหมือนกัน)*


ชีวิตของคนนั้นก็เหมือนกัน ตายแล้วก็เหมือนกัน


มันความคิดของคนที่ตายแล้ว-มันไม่รู้


(เมื่อ)ไม่รู้ แต่ว่า**เราต้องศึกษาให้รู้


(ตั้ง)แต่เมื่อยังเป็นคนนี่เอง (ให้รู้ว่า)


ความทุกข์มันเป็นอย่างนั้น ความไม่ทุกข์มันเป็นอย่างนั้น**


(ที่พูดกันว่า)‘ตายแล้วก็ค่อยมีความสุข’


อาตมาก็ไม่รู้ มีความสุขหรือไม่มีความสุขก็ยังไม่รู้


เพราะยังไม่ทันตายนี่ อาตมาก็ยังไม่ทันตาย-จะรู้ทำไม ?


รู้ก่อนล่วงหน้าไม่ได้


*การปฏิบัติธรรมจะเป็นการคาดคิดเอาไม่ได้* เป็นอย่างนั้น


บัดนี้ไอ้เจ้าหนอนนี่ก็เลยไม่ไป เทวดาก็เลยถาม


‘เธออยู่นี่ มีความทุกข์หรือความสุข ?’


หนอนตอบ‘มีความสุข ไม่ต้องได้นึก-ได้คิดอะไรกันเลย’


นี่! เพราะความเห็นมันเป็นอย่างนั้น


มีความสุขเพราะว่าไม่ได้นึก-ได้คิด


‘อาหารดี ๆ ทั้งนั้น เขาเอามาถวายให้เลย-ไม่ได้นึก


ต้องการยามใด เอายามนั้นเลย พลิกคิงติงตัว(เคลื่อนไหวตัว)


มีแต่อาหารดี ๆ ทั้งนั้น’ เพราะเป็นอุจจาระ


หนอนกับอุจจาระนี่ (หนอน)มัน(ชอบ)อยู่กับของเน่า-ของเหม็น


เป็นอย่างนั้น


บัดนี้ผู้เป็นเทวดาก็เลยพูด‘อันนี้ไม่ใช่เป็นอาหารนะเพื่อน’


‘เป็นอันใด ?’ (หนอน)ถาม


ให้อาตมาพูดเป็นภาษาบ้านอาตมา‘เป็นอันใด’


‘ขี้-เพื่อน’ (เทวดา)ว่าจังซั่น


‘โอ…อันนี้เป็นขี้ โอ…เป็นจังซี่-อันนั้นเป็นขี้’ ว่าซั่น


‘เป็นของสกปรก’ (เทวดาบอกกับหนอน)


‘เมืองเทวดา-เมืองสวรรค์ มีขี้บ่ ?’ (หนอนถาม)


‘โอ๊ย! เมืองเทวดา-เมืองสวรรค์บ่มีขี้แล้วเพื่อน


มันเป็นของทิพย์ มันจะมีขี้จังใด๋’ (เทวดาตอบ)


‘โอ! ถ้าหากเมืองสวรรค์-ไปเป็นเทวดา บ่มีขี้


เฮาก็ไปนำหมู่บ่ได้แล้ว เพราะเฮากินขี้’


ว่าแล้ว-(หนอน)ก็ดิก(มุด)หัวลงโลด ว่าซั่น


ดิกหัวลงกองขี้นั่น-ก็เท่านั้นเอง ก็เลยจบเรื่องนิทาน


ดังนั้น การทำบุญ-การให้ทาน การรักษาศีลนี่


เช่นเดียวกัน จะไปคาดคิดเอาล่วงหน้าไม่ได้


ดังนั้นคนไม่ทันตาย จะถือว่า


ตายแล้วมีความสุข-ก็ไม่ได้ ตายแล้วมีความทุกข์-ก็ไม่ได้


เหมือนกับเถ้า(ของ)ไม้ดิบกับไม้แห้ง เป็นเถ้าได้เหมือนกัน


ตายแล้วอาจมีความสุขได้เหมือนกัน หรือจะต่างกัน


ยังไงไม่ทราบ เพราะเราไปเลือกคัดจัดหาเอาเถ้านั้น


(ว่า)อันนี้เถ้าไม้แห้ง-อันนี้เถ้าไม้ดิบ เราไม่เห็น-เราไม่รู้


เพราะว่าเมื่อเป็นไม้ดิบกับไม้แห้งที่เรามองเห็นด้วยตา


(เรา)รู้ได้อย่างสบาย ๆ ทุกคนรู้ได้-เป็นอย่างนั้น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive