“…*เห็นธรรม ไม่ใช่ว่าไปเห็นสี-แสง-ผี-เทวดา
อันนั้นท่านเรียกว่า‘นิมิต’
แต่ก็ไม่ใช่นิมิตเรื่องที่ผมพูดนี้
นิมิตอันนั้น มันเป็นมายาของจิตใจ
จิตใจมันหลอกลวงเฉพาะคนผู้ที่ไม่รู้*
**ส่วนคนผู้ที่รู้แล้ว จิตใจชนิดนั้นจะหลอกลวงไม่ได้**
**‘เห็นธรรม’ ก็คือเห็นตัวเรานี้เอง**
ตัวเรา คือธรรมะชั้นเปลือก
ตัวคำพูดของเรานี้ เป็นวินัย
ตัวจิตใจนึกคิด คือตัวอภิธรรม
จึงว่า‘๓ ปิฎก’นี้ ศึกษาลงไปแล้ว
ก็เห็นแจ้ง-รู้จริงได้…ไม่พลาดผิด
พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรับรองอยู่แล้ว(ว่า)
‘ธรรมะนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว
เพียงแต่ยังไม่มีคนค้นพบเท่านั้นเอง
เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’ นี่-ท่านสอน
จึงว่า*ไม่ใช่พูด* **ต้องประพฤติปฏิบัติ
ต้องประพฤติปฏิบัติเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
จึงจะเรียกว่ารักการ-รักงาน รักพระพุทธเจ้า
จึงว่า‘รักพระพุทธเจ้า-ก็คือรักการกระทำของพระพุทธเจ้า’**
*ถ้าเราไม่รักการ-ไม่รักงาน ไม่รักหน้าที่ของเราแล้ว
เราละเลยไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะยังไม่ปรากฏ
มันเป็นอย่างนั้น เราจึงไม่เห็นพระองค์*
อย่างพระองค์ตรัสว่า‘แม้จะจับชายจีวรอยู่ ก็ไม่เห็นเรา’
**‘พระพุทธเจ้า’ ก็คือความเห็นแจ้ง
หรือว่า สะอาด-สว่าง-สงบ**
เรื่องของคำพูดมันดิ้นได้อย่างนี้
คำว่า‘เห็นแจ้ง’นั้น เห็นอะไร ?
คำว่า‘สะอาด’ หมายถึงอะไร ?
คำว่า‘สว่าง’ หมายถึงอะไร ?
คำว่า‘สงบ’ หมายถึงอะไร ?
เรื่องของคำพูดนี้-เราดิ้นได้
‘สะอาด’ ก็หมายถึงไม่สกปรก
‘สว่าง’ ก็หมายถึงการเห็นแจ้ง
‘สงบ’ ก็หมายถึงการไม่เดือดร้อน
*เราพูดได้ แต่บางทีที่เราพูดได้นี้-เราอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้*
**จึงว่า‘ต้องปฏิบัติ
ต้องมีการกระทำเหมือนกันกับพระพุทธเจ้านั้น’**
เราก็เคยได้ยินกันมาว่า
*‘ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ยังไม่ตรัสรู้ธรรม
พระองค์ก็ไปร่ำเรียนหลายครู-หลายอาจารย์
รวมทั้งไปอดข้าว-อดน้ำ ก็ยังไม่รู้ธรรม’
อันนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า*
มันเป็นคำสอนของลัทธิอื่น
เป็นเรื่องของพวกฤาษี เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์
**ต่อเมื่อพระองค์ได้มาบำเพ็ญทางจิต
ได้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วนี้
พระองค์จึงประกาศว่า
‘เราได้รู้แล้ว-เห็นแล้ว-เข้าใจแล้ว จึงเอามาสอนพวกเรา’**
หรือสอนคนในอินเดีย
การสอนนั้น ท่านก็สอนของจริงเท่านั้น
*ของจริงคือตัวธรรมะนั้น มันดิ้นไม่ได้
จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้
คาดคิดเอาไม่ได้ ด้นเดาเอาไม่ได้*
**ให้ตัวมันเป็นเอง
แล้วก็จะร้อง‘อ๋อ! หมายถึงสิ่งนี้-สิ่งนี้-สิ่งนี้
ที่ท่านพูดอย่างนั้น-อย่างนั้น-อย่างนั้น’
จึงว่า‘การปฏิบัติเป็นหัวใจ หรือเป็นลูกกุญแจดอกเอก’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ