DM-0315 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-19

 “…*เห็นธรรม ไม่ใช่ว่าไปเห็นสี-แสง-ผี-เทวดา


อันนั้นท่านเรียกว่า‘นิมิต’


แต่ก็ไม่ใช่นิมิตเรื่องที่ผมพูดนี้


นิมิตอันนั้น มันเป็นมายาของจิตใจ


จิตใจมันหลอกลวงเฉพาะคนผู้ที่ไม่รู้*


**ส่วนคนผู้ที่รู้แล้ว จิตใจชนิดนั้นจะหลอกลวงไม่ได้**


**‘เห็นธรรม’ ก็คือเห็นตัวเรานี้เอง**


ตัวเรา คือธรรมะชั้นเปลือก


ตัวคำพูดของเรานี้ เป็นวินัย


ตัวจิตใจนึกคิด คือตัวอภิธรรม


จึงว่า‘๓ ปิฎก’นี้ ศึกษาลงไปแล้ว


ก็เห็นแจ้ง-รู้จริงได้…ไม่พลาดผิด


พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรับรองอยู่แล้ว(ว่า)


‘ธรรมะนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว


เพียงแต่ยังไม่มีคนค้นพบเท่านั้นเอง


เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย


ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้


ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’ นี่-ท่านสอน


จึงว่า*ไม่ใช่พูด* **ต้องประพฤติปฏิบัติ


ต้องประพฤติปฏิบัติเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า


จึงจะเรียกว่ารักการ-รักงาน รักพระพุทธเจ้า


จึงว่า‘รักพระพุทธเจ้า-ก็คือรักการกระทำของพระพุทธเจ้า’**


*ถ้าเราไม่รักการ-ไม่รักงาน ไม่รักหน้าที่ของเราแล้ว


เราละเลยไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะยังไม่ปรากฏ


มันเป็นอย่างนั้น เราจึงไม่เห็นพระองค์*


อย่างพระองค์ตรัสว่า‘แม้จะจับชายจีวรอยู่ ก็ไม่เห็นเรา’


**‘พระพุทธเจ้า’ ก็คือความเห็นแจ้ง


หรือว่า สะอาด-สว่าง-สงบ**


เรื่องของคำพูดมันดิ้นได้อย่างนี้


คำว่า‘เห็นแจ้ง’นั้น เห็นอะไร ?


คำว่า‘สะอาด’ หมายถึงอะไร ?


คำว่า‘สว่าง’ หมายถึงอะไร ?


คำว่า‘สงบ’ หมายถึงอะไร ?


เรื่องของคำพูดนี้-เราดิ้นได้


‘สะอาด’ ก็หมายถึงไม่สกปรก


‘สว่าง’ ก็หมายถึงการเห็นแจ้ง


‘สงบ’ ก็หมายถึงการไม่เดือดร้อน


*เราพูดได้ แต่บางทีที่เราพูดได้นี้-เราอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้*


**จึงว่า‘ต้องปฏิบัติ


ต้องมีการกระทำเหมือนกันกับพระพุทธเจ้านั้น’**


เราก็เคยได้ยินกันมาว่า


*‘ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ


ยังไม่ตรัสรู้ธรรม


พระองค์ก็ไปร่ำเรียนหลายครู-หลายอาจารย์


รวมทั้งไปอดข้าว-อดน้ำ ก็ยังไม่รู้ธรรม’


อันนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า*


มันเป็นคำสอนของลัทธิอื่น


เป็นเรื่องของพวกฤาษี เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์


**ต่อเมื่อพระองค์ได้มาบำเพ็ญทางจิต


ได้รู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วนี้


พระองค์จึงประกาศว่า


‘เราได้รู้แล้ว-เห็นแล้ว-เข้าใจแล้ว จึงเอามาสอนพวกเรา’**


หรือสอนคนในอินเดีย


การสอนนั้น ท่านก็สอนของจริงเท่านั้น


*ของจริงคือตัวธรรมะนั้น มันดิ้นไม่ได้


จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้


คาดคิดเอาไม่ได้ ด้นเดาเอาไม่ได้*


**ให้ตัวมันเป็นเอง


แล้วก็จะร้อง‘อ๋อ! หมายถึงสิ่งนี้-สิ่งนี้-สิ่งนี้


ที่ท่านพูดอย่างนั้น-อย่างนั้น-อย่างนั้น’


จึงว่า‘การปฏิบัติเป็นหัวใจ หรือเป็นลูกกุญแจดอกเอก’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive