DM-0313 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-17

 “คุณสัจจพันธ์ พร้อมด้วยคณะที่ทำงาน


อยู่ร่วมกันหลายคน-หลายท่าน


มาฟังเทศน์หรือมาฟังธรรม


หรือมาถามปัญหาข้อที่สงสัย


อาตมาก็จะได้ตอบ หรือแก้ตามอุดมการณ์ของอาตมา


อันผิด-ถูก ดี-ชั่ว…มันเป็นเรื่องของคนที่ฟัง


คนที่ตอบ ก็ต้องตอบไปตามอุดมการณ์ของเรา


อย่างที่พวกคุณเป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษา


(มี)ประสบการณ์มามาก


(ส่วน)ตัวหลวงพ่อไม่เคยศึกษา และประสบการณ์อื่น ๆ ก็ไม่ค่อยมี


มีแต่เรื่องการประสบแสวงหาข้อวัตรปฏิบัติตัวเองเท่านั้นเอง


วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๙


พวกท่านทั้งหลายถามเกี่ยวกับเรื่อง‘ชีวิตคืออะไร ?’


อาตมามีความเห็น ความรู้-ความเข้าใจว่า


*ชีวิตคือความเป็นอยู่*


จะเป็นอยู่อย่างไรก็คือชีวิตนั่นเอง-(นี่เป็น)ข้อที่ ๑


ข้อที่ ๒ ชีวิตมีทุกข์และชีวิตที่ไม่มีทุกข์


มีความหมายต่างกันอย่างไร ?


**ชีวิตมีทุกข์กับชีวิตไม่มีทุกข์ ต่างกันมาก**


*ชีวิตมีทุกข์ ก็คือหนักอก-หนักใจ


มืดอยู่ในใจ ไม่มีความสว่างเลย*


ใครพูดอะไร อยากไปถาม-อยากเข้าใจในคำพูดอันนั้น


*การถามนี่ จะถามเท่าไหร่-ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย


การรู้จากตำรับตำรา-จดจำมานั้น


ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย* เป็นอย่างนั้น


จึงว่า*‘ชีวิตมีความทุกข์’*


**ชีวิตที่ไม่มีความทุกข์นั้น ไม่ถามใครก็สว่าง


เพราะการปฏิบัติธรรม


(ถึง)ไม่ได้ไปศึกษาตำรับ-ตำรา ก็สว่าง…เพราะรู้จักตัวเอง


จึงว่า‘ไม่มีทุกข์-ชีวิตจึงไม่มีทุกข์’ ไม่สงสัยทุกแง่-ทุกมุม**


แต่ว่าสงสัย อย่างที่เราไม่รู้-อาจจะสงสัย


(แต่)**เรื่องชีวิตของตนเอง-ไม่สงสัย** เป็นอย่างนั้น-อาตมา


(ข้อที่) ๓ ความเป็นทาสและความเป็นไทนั้น


เป็นทาสของอะไรและเป็นไทจากอะไร ด้วยวิธีใด ?


*เป็นทาสก็หมายถึง เป็นทาสของโทสะ-เป็นทาสของโมหะ


เป็นทาสของโลภะ เป็นทาสของกิเลส-เป็นทาสของตัณหา


จึงว่าเป็นกรรม กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมนี่


เมื่อมีความยึดมั่นอันใดแล้ว


ก็เป็นกรรมชนิดนั้น เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้*


**เป็นไทบัดนี้ คือความพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้


พ้นไปจากโทสะ-พ้นไปจากโมหะ-พ้นไปจากโลภะ


พ้นไปจากความอิจฉา-ริษยา เบียดเบียน


เรียกว่าพ้นไปจากกิเลส พ้นไปจากตัณหา


พ้นไปจากอุปาทาน-กรรมเหล่านั้น


เพราะการกระทำ-รู้สึกตัวนี่เอง**


จึงว่า‘ความเป็นไทแท้’ หมายถึงไม่ได้เป็นทาสของใคร


แต่ว่าไม่ใช่เป็นทาสของคนนะ ที่ตัวหลวงพ่อพูดนี่


คือเป็นทาสของความหลงผิดนั่นเอง


ข้อที่ ๔ ตอนเกิดมาก็ไม่มีทุกข์ และที่สุดก็ต้องตาย


ดังนั้นจะต้องปฏิบัติธรรมะไปทำไม


ชวนกันฆ่าตัวตายเสียให้หมด ไม่ง่ายกว่าหรือ ?


อันความคิดอันนี้ก็เช่นเดียวกันนะ


ความตายนั่นแหละ เราจะดำมืดหรือเราจะอยู่ด้วย(ความ)สว่าง


ไม่ใช่ตายแล้วจะมีสุข-ตายแล้วจะมีทุกข์


ไม่ใช่อย่างนั้น


แต่เราอยู่ด้วยความมืด หรืออยู่ด้วยความสว่างนี้เอง


*ถ้าอยู่ด้วยความมืด


ก็แสดงว่าไม่มีราคาในชีวิตของเรา*


**ถ้าเราอยู่ด้วยความสว่าง


ชีวิตของเราก็จะมีค่า-มีราคามากขึ้น** เป็นอย่างนั้น


วิธี(ข้อ)ต่อไปคือ ชีวิตต่อตายแล้ว


(ชีวิต)หลังจากตายแล้ว มีอยู่หรือไม่ ?


อันนี้ก็มีการเปรียบเทียบให้ฟัง


จะว่ามีก็ได้-ไม่มีก็ได้


เพราะเราไม่เห็นด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยมือ


สมมติคือไม้


ไม้บ้านหลวงพ่อ เป็นไม้แห้งก็ตาม-ไม้ดิบก็ตาม


เอามาเผาไฟ-เอามาจุดไฟ เอามาก่อกองไฟ


ว่ายังไงก็ได้


เมื่อไฟไหม้ไม้นั่นหมด ไม้ก็เป็นเถ้า-เป็นถ่านทั้งหมด


หรือเป็นเถ้า-เป็นฝุ่นไปทั้งหมด ตัวไม้ไม่มี


จะเป็นไม้แห้งก็ตาม จะเป็นไม้ดิบก็ตาม


ถ้าไฟไหม้หมดแล้ว ไม้ไม่มี-มันเป็นเถ้า


เถ้าไม้แห้งหรือเถ้าไม้ดิบ เราไม่รู้


แล้วเอาเถ้านั้นไปเผาไฟอีก ไฟก็ไม่ไหม้


ไฟไม่ไหม้ขี้ดิน แต่ว่ามันร้อนเป็นนะ


ขี้ดิน-มันไฟไม่ไหม้ แต่ว่ามันร้อนอยู่นั่นเอง


ดังนั้น ถ้าไม้เป็นเถ้า-เป็นถ่านไปหมดแล้ว


ไม่มีถ่านหรอก มีแต่ขี้เถ้า-เป็นฝุ่นทั้งหมดแล้ว


พูดเรื่องนี้ อาตมาก็ขอพูดเป็นภาษา(อีสาน)บ้านเรา


ไม้เฮานี่-เมื่อยังเป็นไม้อยู่ ไม้ดิบก็ช่าง-ไม้แห้งก็ตาม


ลำเท่ากัน ไม้ดิบมันหนัก-ไม้แห้งมันเบา


ถ้าไม้แห้งนั่น (ลำ)ใหญ่ก็เบา


ถ้าไม้ดิบนั้น (ลำ)น้อยก็หนัก-เพราะมันจมน้ำ


มันมีน้ำซึมอยู่ใน(เนื้อไม้) บัดนี้เฮาเอาไปจุดไฟ


เอาไปสุมฟืน เอาไปเผาไฟก็ได้


บัดนี้ไฟมันไหม้ ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้


เฮาไปเบิ่งเขาเผาคนตาย จุด(เผาศพ)คนตาย


หลวงพ่อเคยไปจุด(เผาศพ)คนตาย


พอดีคนตายเนี่ย เฮาจะเอาไม้ดิบใส่หมด-ไฟก็บ่ไหม้


ถ้าเอาไม้แห้งใส่หมดนี่


ไฟมันไหม้หมดง่าย เป็นอย่างนั้น


จำเป็นต้องเอาไม้แห้งกับไม้ดิบนี่ปนกัน


จุดไฟ แล้วเฮาจะพิสูจน์ได้จังซี่


บัดนี้ไฟมันไหม้หมด


ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้ ไหม้เหมิ้ด


ไปเลือกเอาถ่านมันนั่น อันนี้ถ่านไม้แห้ง-อันนี้ถ่านไม้ดิบ


เฮาก็บ่ฮู้จัก หรือมันเป็นเถ้าหมดแล้ว


เราก็ไม่รู้จัก ว่าอันนี้เป็นเถ้าไม้ดิบ-อันนี้เป็นขี้เถ้าไม้แห้ง


เป็นขี้เถ้าเหมือนกันหมด เป็นจังซั่น


ยังว่า(จึงว่า)*ชีวิตของคนเฮานี้


ผู้ที่อยู่ด้วยความมืดนั่น


ก็ชื่อว่าไปยาก-มายาก มันเป็นทุกข์*


**ผู้ที่อยู่ด้วยความแจ้ง-ความสว่างนั่น


ไปสบาย-มาสบาย บ่ต้องไปสนใจไผก็ได้


มันบ่เป็นทุกข์** มันเป็นจังซั่น


ตามความคิด-ความเห็น


ตามอุดมการณ์ของหลวงพ่อหรือของอาตมานี้…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive