“คุณสัจจพันธ์ พร้อมด้วยคณะที่ทำงาน
อยู่ร่วมกันหลายคน-หลายท่าน
มาฟังเทศน์หรือมาฟังธรรม
หรือมาถามปัญหาข้อที่สงสัย
อาตมาก็จะได้ตอบ หรือแก้ตามอุดมการณ์ของอาตมา
อันผิด-ถูก ดี-ชั่ว…มันเป็นเรื่องของคนที่ฟัง
คนที่ตอบ ก็ต้องตอบไปตามอุดมการณ์ของเรา
อย่างที่พวกคุณเป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษา
(มี)ประสบการณ์มามาก
(ส่วน)ตัวหลวงพ่อไม่เคยศึกษา และประสบการณ์อื่น ๆ ก็ไม่ค่อยมี
มีแต่เรื่องการประสบแสวงหาข้อวัตรปฏิบัติตัวเองเท่านั้นเอง
วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๙
พวกท่านทั้งหลายถามเกี่ยวกับเรื่อง‘ชีวิตคืออะไร ?’
อาตมามีความเห็น ความรู้-ความเข้าใจว่า
*ชีวิตคือความเป็นอยู่*
จะเป็นอยู่อย่างไรก็คือชีวิตนั่นเอง-(นี่เป็น)ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ชีวิตมีทุกข์และชีวิตที่ไม่มีทุกข์
มีความหมายต่างกันอย่างไร ?
**ชีวิตมีทุกข์กับชีวิตไม่มีทุกข์ ต่างกันมาก**
*ชีวิตมีทุกข์ ก็คือหนักอก-หนักใจ
มืดอยู่ในใจ ไม่มีความสว่างเลย*
ใครพูดอะไร อยากไปถาม-อยากเข้าใจในคำพูดอันนั้น
*การถามนี่ จะถามเท่าไหร่-ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย
การรู้จากตำรับตำรา-จดจำมานั้น
ก็ไม่มีความสว่างทางจิตใจเลย* เป็นอย่างนั้น
จึงว่า*‘ชีวิตมีความทุกข์’*
**ชีวิตที่ไม่มีความทุกข์นั้น ไม่ถามใครก็สว่าง
เพราะการปฏิบัติธรรม
(ถึง)ไม่ได้ไปศึกษาตำรับ-ตำรา ก็สว่าง…เพราะรู้จักตัวเอง
จึงว่า‘ไม่มีทุกข์-ชีวิตจึงไม่มีทุกข์’ ไม่สงสัยทุกแง่-ทุกมุม**
แต่ว่าสงสัย อย่างที่เราไม่รู้-อาจจะสงสัย
(แต่)**เรื่องชีวิตของตนเอง-ไม่สงสัย** เป็นอย่างนั้น-อาตมา
(ข้อที่) ๓ ความเป็นทาสและความเป็นไทนั้น
เป็นทาสของอะไรและเป็นไทจากอะไร ด้วยวิธีใด ?
*เป็นทาสก็หมายถึง เป็นทาสของโทสะ-เป็นทาสของโมหะ
เป็นทาสของโลภะ เป็นทาสของกิเลส-เป็นทาสของตัณหา
จึงว่าเป็นกรรม กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมนี่
เมื่อมีความยึดมั่นอันใดแล้ว
ก็เป็นกรรมชนิดนั้น เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้*
**เป็นไทบัดนี้ คือความพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้
พ้นไปจากโทสะ-พ้นไปจากโมหะ-พ้นไปจากโลภะ
พ้นไปจากความอิจฉา-ริษยา เบียดเบียน
เรียกว่าพ้นไปจากกิเลส พ้นไปจากตัณหา
พ้นไปจากอุปาทาน-กรรมเหล่านั้น
เพราะการกระทำ-รู้สึกตัวนี่เอง**
จึงว่า‘ความเป็นไทแท้’ หมายถึงไม่ได้เป็นทาสของใคร
แต่ว่าไม่ใช่เป็นทาสของคนนะ ที่ตัวหลวงพ่อพูดนี่
คือเป็นทาสของความหลงผิดนั่นเอง
ข้อที่ ๔ ตอนเกิดมาก็ไม่มีทุกข์ และที่สุดก็ต้องตาย
ดังนั้นจะต้องปฏิบัติธรรมะไปทำไม
ชวนกันฆ่าตัวตายเสียให้หมด ไม่ง่ายกว่าหรือ ?
อันความคิดอันนี้ก็เช่นเดียวกันนะ
ความตายนั่นแหละ เราจะดำมืดหรือเราจะอยู่ด้วย(ความ)สว่าง
ไม่ใช่ตายแล้วจะมีสุข-ตายแล้วจะมีทุกข์
ไม่ใช่อย่างนั้น
แต่เราอยู่ด้วยความมืด หรืออยู่ด้วยความสว่างนี้เอง
*ถ้าอยู่ด้วยความมืด
ก็แสดงว่าไม่มีราคาในชีวิตของเรา*
**ถ้าเราอยู่ด้วยความสว่าง
ชีวิตของเราก็จะมีค่า-มีราคามากขึ้น** เป็นอย่างนั้น
วิธี(ข้อ)ต่อไปคือ ชีวิตต่อตายแล้ว
(ชีวิต)หลังจากตายแล้ว มีอยู่หรือไม่ ?
อันนี้ก็มีการเปรียบเทียบให้ฟัง
จะว่ามีก็ได้-ไม่มีก็ได้
เพราะเราไม่เห็นด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยมือ
สมมติคือไม้
ไม้บ้านหลวงพ่อ เป็นไม้แห้งก็ตาม-ไม้ดิบก็ตาม
เอามาเผาไฟ-เอามาจุดไฟ เอามาก่อกองไฟ
ว่ายังไงก็ได้
เมื่อไฟไหม้ไม้นั่นหมด ไม้ก็เป็นเถ้า-เป็นถ่านทั้งหมด
หรือเป็นเถ้า-เป็นฝุ่นไปทั้งหมด ตัวไม้ไม่มี
จะเป็นไม้แห้งก็ตาม จะเป็นไม้ดิบก็ตาม
ถ้าไฟไหม้หมดแล้ว ไม้ไม่มี-มันเป็นเถ้า
เถ้าไม้แห้งหรือเถ้าไม้ดิบ เราไม่รู้
แล้วเอาเถ้านั้นไปเผาไฟอีก ไฟก็ไม่ไหม้
ไฟไม่ไหม้ขี้ดิน แต่ว่ามันร้อนเป็นนะ
ขี้ดิน-มันไฟไม่ไหม้ แต่ว่ามันร้อนอยู่นั่นเอง
ดังนั้น ถ้าไม้เป็นเถ้า-เป็นถ่านไปหมดแล้ว
ไม่มีถ่านหรอก มีแต่ขี้เถ้า-เป็นฝุ่นทั้งหมดแล้ว
พูดเรื่องนี้ อาตมาก็ขอพูดเป็นภาษา(อีสาน)บ้านเรา
ไม้เฮานี่-เมื่อยังเป็นไม้อยู่ ไม้ดิบก็ช่าง-ไม้แห้งก็ตาม
ลำเท่ากัน ไม้ดิบมันหนัก-ไม้แห้งมันเบา
ถ้าไม้แห้งนั่น (ลำ)ใหญ่ก็เบา
ถ้าไม้ดิบนั้น (ลำ)น้อยก็หนัก-เพราะมันจมน้ำ
มันมีน้ำซึมอยู่ใน(เนื้อไม้) บัดนี้เฮาเอาไปจุดไฟ
เอาไปสุมฟืน เอาไปเผาไฟก็ได้
บัดนี้ไฟมันไหม้ ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้
เฮาไปเบิ่งเขาเผาคนตาย จุด(เผาศพ)คนตาย
หลวงพ่อเคยไปจุด(เผาศพ)คนตาย
พอดีคนตายเนี่ย เฮาจะเอาไม้ดิบใส่หมด-ไฟก็บ่ไหม้
ถ้าเอาไม้แห้งใส่หมดนี่
ไฟมันไหม้หมดง่าย เป็นอย่างนั้น
จำเป็นต้องเอาไม้แห้งกับไม้ดิบนี่ปนกัน
จุดไฟ แล้วเฮาจะพิสูจน์ได้จังซี่
บัดนี้ไฟมันไหม้หมด
ไม้แห้งก็ไหม้-ไม้ดิบก็ไหม้ ไหม้เหมิ้ด
ไปเลือกเอาถ่านมันนั่น อันนี้ถ่านไม้แห้ง-อันนี้ถ่านไม้ดิบ
เฮาก็บ่ฮู้จัก หรือมันเป็นเถ้าหมดแล้ว
เราก็ไม่รู้จัก ว่าอันนี้เป็นเถ้าไม้ดิบ-อันนี้เป็นขี้เถ้าไม้แห้ง
เป็นขี้เถ้าเหมือนกันหมด เป็นจังซั่น
ยังว่า(จึงว่า)*ชีวิตของคนเฮานี้
ผู้ที่อยู่ด้วยความมืดนั่น
ก็ชื่อว่าไปยาก-มายาก มันเป็นทุกข์*
**ผู้ที่อยู่ด้วยความแจ้ง-ความสว่างนั่น
ไปสบาย-มาสบาย บ่ต้องไปสนใจไผก็ได้
มันบ่เป็นทุกข์** มันเป็นจังซั่น
ตามความคิด-ความเห็น
ตามอุดมการณ์ของหลวงพ่อหรือของอาตมานี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ