DM-0309 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-13

 “…จึงว่า *ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งลึกลับ


จะคาดคิดเอาไม่ได้ จะแปลให้ถูกศัพท์-ถูกแสงไม่ได้*


**ต้องทำเอง-รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง-เป็นเอง


ความเป็นเองได้นั้น คือ ต้องทำให้ถูกจังหวะ**


*ไม่ใช่พูดได้-(แล้ว)แสดงว่าตนรู้ธรรมะ มันไม่ใช่อย่างนั้น


(ถ้าหากว่า)ธรรมะยังไม่ปรากฏนั้น แสดงว่าเรายังไม่รู้ธรรมะ*


**ความจริงธรรมะก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ปรากฏ**


หรือจะกล่าวว่า*‘สิ่งที่สำคัญหรือสิ่งที่อัศจรรย์นั้น


ยังไม่แสดงออกมา’*


อย่างที่เคยพูดเอาไว้ว่า


‘เมล็ดข้าวทุกเมล็ด ถ้าเป็นข้าวอ้วน-ข้าวเต็ม


เมื่อเอาไปเพาะแล้ว มันต้องงอกทุกเมล็ด


ถ้าเป็นข้าวผอม ก็นานหน่อย


ถ้าเป็นข้าวลีบ ข้าวไม่มีเนื้อใน


ก็จะไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาที่จะงอกออกมาเลย’


*การปฏิบัติธรรมะก็เช่นเดียวกัน


‘ถ้าเราไม่รัก-ไม่คิดถึง-ไม่เอาใจใส่-ไม่เอื้อเฟื้อ


ก็แสดงว่าเราละเลยต่อหน้าที่


ธรรมะจึงไม่ปรากฏสำหรับบุคคลผู้เช่นนั้น’*


นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า


ลูกศิษย์แต่ละคนของพระพุทธเจ้า


มีความชำนิชำนาญไม่เหมือนกัน


เราคงเคยได้ยินว่า


พระองค์สรรเสริญยกย่องลูกศิษย์ของท่านว่า


องค์นั้นเลิศอย่างนั้น ส่วนองค์นั้นเลิศอย่างนั้น


เราก็ไปเข้าใจอยู่เพียงที่ได้ยินมา


ตัวเราเองเลิศแล้วหรือยัง ?!


เหมือนมีคนหนึ่งเป็นเศรษฐี


พวกเราก็อยากเป็นเศรษฐี แต่เราเอาแต่ไปยกย่องว่า


เศรษฐีคนนั้นดี-มีเงินมาก เพื่อนฝูงมาก-ใจเอื้อเฟื้อ


แล้วตัวเรามีเงินเหมือนเขาแล้วหรือยัง ?


มีความเอื้อเฟื้อเพื่อนฝูงแล้วหรือยัง ?


หากเรายังเป็นอย่างนี้อยู่ ก็แสดงว่าเรามัวไปยกย่องแต่คนอื่น


ส่วนตัวเองยังหลงตน-ลืมตัว ยังไม่สำนึกตัวเอง


**ถ้าเราสำนึกตัวเองอยู่เสมอ ก็แสดงว่า


เรารักพระพุทธเจ้า-เรารักพระธรรม-เรารักพระสงฆ์**


รักพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียนั้น ท่านก็นิพพานไปแล้ว


รักพระธรรมคำสั่งสอนของท่านนั้น


ก็อยู่ในประเทศอินเดีย หรือว่าอยู่ในประเทศไทย ?


รักพระสงฆ์ที่เป็นลูกชาวบ้านนั้น


บวชแล้วก็สึกไป สึกแล้วก็บวชมา


**การรักพระพุทธเจ้า ก็คือรักการกระทำของพระพุทธเจ้า


การรักพระธรรม คือรักการกระทำของตัวเรา


การรักพระสงฆ์ คือ


เราต้องประพฤติปฏิบัติตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า


ที่ท่านได้สั่งสอนเอาไว้แล้วนั้น


ที่ว่า‘ธรรมะคำสั่งสอนของเราตถาคตนั้น


มอบไว้ให้แก่พุทธบริษัท’ ซึ่งก็คือพวกเรานี้เอง


‘ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ


แล้วมรรคผลนิพพานก็จะไม่ว่างจากโลกนี้’**


*มรรคผลนิพพานนั้น ก็ไม่ได้หมายถึงการตายแล้ว*


**คือความไม่ทุกข์ ความไม่เดือดร้อน


อยู่ที่ไหนก็ระมัดระวังตัวได้ ไม่สับสน-ไม่วุ่นวาย-ไม่คลุกคลี


แม้อยู่ในหมู่คณะจำนวนมากก็สบาย**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive