DM-0308 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-12

 “…ขอให้ทุกคนทำดีเอาไว้


ไม่ใช่ทำดี-เอาดีนะ ทำดีเอาไว้เท่านั้น


บางคนว่า‘ทำดี-ได้ดี…ทำชั่ว-ได้ชั่ว’ ไม่ใช่อย่างนั้น


ทำดี-มันดีเท่านั้นเอง ทำชั่ว-มันชั่ว…มันจะได้อะไรมา ?


คนทำดีนี่ จิตใจมันดี-มันจึงทำดีได้


คนทำชั่ว จิตใจมันชั่ว-มันจึงทำชั่วได้


*คนเราทุกคน-ความดีมีอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้จักเอาความดีมาใช้เท่านั้นเอง*


**ขอให้เราทุกคนเอามาใช้กับชีวิตของเราเป็นประจำ


ไปไหน-มาไหน เอาธรรมะไปใช้**


*อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเฒ่าแก่แล้ว จึงจะเข้าวัด


เฒ่าแก่แล้ว-จึงจะไปทำกัมมัฏฐาน ไม่ใช่อย่างนั้น*


**ทำการ-ทำงาน พูด-คิด…เป็นธรรมทั้งนั้น


ธรรมจึงคือตัวเรานี่เอง ฐานคือที่ตั้งของจิต-ของใจ**


ฐานคือที่ตั้งของรูป เรียกว่า‘มีขันธ์ ๕’


ขันธ์ ได้แก่ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


หรือรูปขันธ์-เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์


เขาเรียกว่า‘ขันธ์ ๕’ ขันธ์ ๕ อันนี้-ตายแล้วเข้าโลง


แต่ถ้าไม่เอารูปขันธ์ เอาแต่เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์


เขาเรียกว่า‘ขันธ์ ๔’ ขันธ์ ๔ ไม่มีตัว-ไม่มีตน…มองไม่เห็น


เวทนาขันธ์ รู้สึกได้-มองไม่เห็น…ไม่มีตัวตน


สัญญาขันธ์ จำได้-มองไม่เห็น…ไม่มีตัวตน


สังขารขันธ์ คิดได้-ไม่มีตัวตน


วิญญาณขันธ์ รู้ได้-ไม่มีตัวตน


ไม่ใช่วิญญาณตายแล้ว ล่องลอยไปที่นั่น-ที่นี่


นั่นเป็นวิญญาณของพราหมณ์(สอนกัน)


พระพุทธเจ้าท่านคิดค้นเรื่องนี้เอง


‘โอ-วิญญาณแปลว่ารู้’ รู้อะไร ?


รู้ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ‘วิญญาณ’จึงแปลว่ารู้


ฉะนั้นเมื่อหนู**ไปทำกัมมัฏฐาน ไม่ต้องไปกำหนดที่ไหน-ไม่ต้องกำหนดเลย


วิญญาณมันรู้อยู่ทุกขุมขน มันแตะต้องที่ไหน-รู้ที่นั่น


‘วิญญาณ’ จึงแปลว่ารู้ยิ่ง-รู้วิเศษ


หรือ‘ปัญญา’ก็แปลว่ารู้จริง มันต้องมีปัญญาอย่างนั้น


พระพุทธเจ้าสอนให้คนมีปัญญา


ปัญญานี่แหละจะเอาชนะโรคได้**


*ถ้าขาดปัญญาเสียอย่างเดียว เอาชนะโรคไม่ได้


คนไม่มีปัญญา จะไปทำอะไรได้ ?…ต้องอาศัยปัญญา*


คนไปนั่งหลับหู-หลับตา มันจะมีปัญญาไหม ?


หลวงพ่อเคยให้คน ๆ หนึ่งทำกัมมัฏฐาน


เขาเป็นคนมีการศึกษาสูง ไปทำเขื่อนน้ำพรม


เขาทำกัมมัฏฐานมาได้ ๗ ปี


หลวงพ่อถามเขาว่า‘ทำกัมมัฏฐานไหม ?’


(เขาตอบว่า)‘ทำ’


‘ทำอย่างไร ?’ หลวงพ่อถามเขา


เขาก็ตอบว่า‘ทำอย่างนั้น-ทำอย่างนี้’


‘เอ้า-ทำให้หลวงพ่อดู’


เขามีนาฬิกา-มีแว่นตา-มีปากกา มีของหลายอย่าง


นั่งอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อที่ขอนแก่น


เขาเอาของออกจากกระเป๋ามาวางไว้ตรงหน้า


เขานั่งสมาธิแล้วหลับตา เขาเข้าฌาน-นั่งหลับตา


หลวงพ่อก็เลยเอาของของเขาไปแอบไว้ข้างหลัง


แล้วหลวงพ่อก็บอกให้เขาลืมตา (เขา)มองเห็นของหายไป


หลวงพ่อถามว่า‘การหลับตานี้ มันให้คุณหรือให้โทษ ?’


(เขาตอบว่า)‘ให้โทษ’


‘อ้าว! คุณเรียนหนังสือ-ไม่ใช่คนโง่ คุณเรียนจบชั้นไหน ?’


เขาบอกว่า‘จบปริญญา’


‘จบปริญญาแล้ว-มันยังโง่ขนาดนั้นได้ เพราะมันไม่รู้ใช่ไหม ?’


‘แล้วของหาย-มันดีไหม ? มันไม่ดีนะ’


พูดเท่านั้น-เขาเข้าใจเลย เขาก็เลย‘อ๋อ!’


ไม่ต้องหลับตา คนหลับตากินข้าวก็ไม่ได้


เดินไปไหน-มาไหนก็ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น


แม้ทุกคนไปนั่งหลับตา โลกนี้ก็สงบไม่ได้


ถ้าคนไทยไปนั่งหลับตากันหมด เดี๋ยวนี้เป็นเมืองขึ้นเขา(แล้ว)


เวลาเจ็บป่วย-ก็ไม่มีคนรักษา เป็นโรค-ตายกันทั้งโลกทีเดียว


การหลับตานั้นก็ดี หลวงพ่อไม่ได้ว่าไม่ดี


แต่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้า ต้องมองเห็นทุกทิศ-ทุกทาง


ตา-เห็น หู-ได้ยิน รู้ว่าอะไรควร-อะไรไม่ควร


**พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ สอนเรื่องจิต-เรื่องใจ


อย่าให้จิตใจมันโกรธขึ้นมา เพราะจิตใจเดิมแท้มันไม่โกรธ**


*โกรธไม่ใช่จิตใจ โกรธเป็นกิเลส-มันเป็นทุกข์*


ใครมีทุกข์เป็นเจ้าเรือน เรียกว่า‘สัตว์เดรัจฉาน’


ไมใช่ตัวคนไปเป็น แต่ใจมันเป็น


คนใดทำ-พูด-คิด…ไม่เห็นจิตใจตนเอง เรียกว่า‘คนไม่มีความละอายแก่ใจ’


คนที่ไม่มีความละอายแก่ใจ ก็คล้าย ๆ สัตว์เดรัจฉาน


**คนใดทำ-พูด-คิด เห็นจิตใจตนเอง-หักห้ามจิตใจได้


เรียกว่า‘มะนุสสะภูโต หรือมะนุสสะมะนุสโส’


คือเป็นมนุษย์แท้จริง** ท่านว่าอย่างนั้น


**พวกเราเป็นนักศึกษา เรียนมาก็มากในเรื่องทางวัตถุ


ต้องศึกษาเรื่องจิต-เรื่องใจด้วย หักห้ามจิตใจตนเองให้ได้


ยกมือไหว้ตนเองให้ได้**


ที่เรายกมือไหว้คุณแม่ของเรา ยกมือไหว้ครูของเรา


ยกมือไหว้พระพุทธเจ้านั้นก็ดี แต่**เราต้องไม่ลืมตัว


จะยกมือไหว้ใคร ต้องไหว้ตัวเองก่อน-จึงเป็นการไหว้ครูที่แท้


ครูของเรา คือ สติ-สมาธิ-ปัญญานั่นเอง**


ที่หลวงพ่อนำมาเล่าให้ฟังวันนี้ บางคนก็อาจจะจดจำได้


บางคนอาจจะจำไม่ได้ บางคนอาจจะรู้วิธีดูจิตใจของตนเองได้ในทันทีก็มี


บางคนยังไม่รู้ว่าจิตใจเป็นอย่างไร ก็นานาจิตตัง


เห็นเขาทำผิด ก็สงสารเขาบ้าง-เพราะเขาไม่รู้


ถ้าเขารู้แล้ว-เขาจะไม่ทำผิด ความผิดจึงเป็นครูของผู้ที่ทำผิด


ผิดแล้วต้องแก้ อย่าผิดแล้วยังทำต่อไป-อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง


ผิดแล้วต้องแก้ รู้จักความผิดที่ตรงไหน-ต้องแก้ที่ตรงนั้น


ไม่ใช่ว่าทำผิดแล้ว-เอาทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ อันนั้นมันไม่ถูกต้อง


ที่หลวงพ่อได้นำธรรมะมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้


ก็เห็นว่าเป็นเวลาอันสมควรแล้ว


ท้ายที่สุดนี้ หลวงพ่อพร้อมด้วยหลวงตา


พวกหนู ๆ ญาติโยมทุกคนที่นั่งฟังธรรมะอยู่ในสถานที่นี้


ขออ้างเอาคุณพระพุทธเจ้า


และพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


คุณของพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


มาเตือนจิตสะกิดใจพวกเรา


**ให้พวกเราได้รู้สึกตัว-ตื่นตัว รู้สึกใจ-ตื่นใจ


เห็นชีวิตจิตใจของเราที่สะอาด-สว่าง-สงบ


เห็นจิตใจของเราไม่ยึดมั่น-ถือมั่น อันเป็นภาวะอุเบกขาหรือสันติ


อันมีอยู่พร้อมแล้วในเราทุกคน


ขอให้พวกเราได้พบ-ได้เห็นจิตใจที่แท้จริงของตัวเองในชีวิตนี้


จงทุกท่าน-ทุกคนเทอญ.**”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive