DM-0307 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-11

 “…**จิตใจที่สบาย จิตใจไม่ยึด-ไม่ถือ


อันนั้นแหละ ท่านเรียกว่า‘สันติ’-คือความสงบ


ความสงบอยู่ที่ไหน ?


ก็อยู่ที่เรานี่เอง** *อย่าไปศึกษาที่อื่น*


**อุเบกขา-วางเฉย อยู่ที่ไหน ?


ที่จิตใจ คือลักษณะจิตใจที่ไม่ยึดมั่น-ถือมั่น**


*ความยึดมั่น-ถือมั่น มันไม่ใช่ใจเรา


เขาเรียกว่า‘กิเลส’ ท่านว่าอย่างนั้น


เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง


จิตใจของคนทุกคนเหมือนกัน แต่มันไม่เข้าใจ*


พูดให้ฟังแล้ว-ไม่เข้าใจ ท่านจึงว่า‘นานาจิตตัง’


เห็นเขาทำผิด สงสารเขาบ้าง-เพราะเขาไม่รู้


เขาไม่รู้-เขาจึงทำ พวกหนูเข้าใจไหม ?


ถ้าเขารู้แล้ว เขาไม่ทำ


อย่างเขาเดินตกบันได-เขาไม่รู้ว่าจะตกบันได เขาตกบันได-เขาเจ็บ…นี่


เขาเรียนหนังสือ…เขาสอบ นึกว่าเขียนข้อนี้-มันจะถูกต้อง


เขาจึงเขียนไป แต่มันผิด


*เห็นเขาทำผิดนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า‘น่าสงสาร-เพราะเขาไม่รู้


ถ้าเขาโกรธขึ้นมา-ก็น่าสงสาร เพราะเขาไม่รู้ทุกข์นั่นเอง’*


นี่-พระพุทธเจ้าท่านสอน


**อย่าเป็นทุกข์กับคน เราต้องให้มันสบายใจ**


เห็นเขาทำผิด-‘โอ! เขาไม่รู้’…ช่วยเตือนเขาบ้าง


เดี๋ยวนี้คนไม่เป็นอย่างนั้น พอเห็นเขาทำผิด-ก็ไปจับผิดว่าทำผิดทำไม ?


เพราะเขาไม่รู้-เขาจึงทำผิด ถ้าเรารู้แล้ว-จะไปพูดอย่างนั้นทำไม ?


ดังนั้นการฟังธรรมวันนี้ ก็ไม่ต้องพูดมาก


คำว่าความสงบนั้น ไม่ได้หมายถึงว่าไปนั่ง


ถ้าหากทุกคนไปนั่งหลับตาเพื่อให้มันสงบ ใครเล่าจะทำมาหากิน


ไก่ขึ้นไปขี้ใส่ในบ้าน-เปื้อนหมด


ถ้าเราลืมตา-เห็นไก่ขึ้นบ้าน เราก็ไล่มันไป


ความสงบมี ๒ อย่าง


สงบแบบไม่รู้อย่างหนึ่ง สงบแบบเห็นแจ้งอย่างหนึ่ง


**สงบแบบเห็นแจ้ง เขาเรียกว่า‘สงบวิปัสสนากัมมัฏฐาน’**


*สงบแบบไม่เห็นแจ้ง เรียกว่า‘สงบสมถกัมมัฏฐาน’


สมถกัมมัฏฐาน จึงเป็นอุบายให้สงบจิต-สงบใจเท่านั้น*


**วิปัสสนากัมมัฏฐาน ต้องเห็นแจ้ง-รู้จริง-ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม


คือทีแรกเป็นปุถุชน เมื่อเห็นจิตใจตนเองแล้ว


พัฒนาจิตใจตนเองขึ้นไป-ขึ้นไป-ขึ้นไป-ขึ้นไป จนเป็นอริยบุคคล**


คำว่า‘อริยบุคคล’ หมายถึงเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง


**พระพุทธเจ้าก็คือคนธรรมดาที่รู้แจ้ง-เห็นจริง**


ดังนั้น วันนี้ให้พวกหนู ๆ ทุกคนที่อยู่ในโรงพยาบาล


ทำตนของตนให้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นชาวพุทธจริง ๆ


แต่พวกหนูบางคน อาจจะถือคริสตศาสนา


ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์-ศาสนาอิสลาม-ศาสนาฮินดู


ถือศาสนาไหนก็คือคนนั่นเอง ตัวคนนั่นแหละเป็นตัวศาสนา


พระพุทธเจ้าองค์เดียวที่สอนเรื่องจิต-เรื่องใจ


**ท่านสอนให้เรามารู้-มาเห็นจิตใจของตนเอง**


ศาสนาอื่นนั้นสอนให้ไหว้ครู-ไหว้พระผู้เป็นเจ้า-ไหว้ทิศทาง ไหว้วอนเอา


พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น


**ท่านว่า‘อักขาตาโร ตะถาคะตา-ตถาคตเป็นเพียงผู้แนะแนว


การประพฤติปฏิบัตินั้น เป็นหน้าที่ของเธอ’


ท่านจึงสอนว่า‘ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งของตน พึ่งคนอื่นไม่ได้’**


*ให้คนอื่นทำจิตใจของเราไม่ได้*


อย่างที่หลวงพ่อพูดนี่ ก็เช่นเดียวกัน


**หลวงพ่อเพียงแต่แนะแนวว่า‘หนูอย่าไปนั่งหลับตา


จิตใจมันคิด-ให้หนูรู้


หนูเขียนหนังสืออยู่ ถ้าจิตใจมันคิด-ให้หนูรู้


หนูนอนอยู่ ถ้ามันคิด-ให้หนูรู้


รู้แล้ว มากำมือ-เรียกว่า‘รูปขันธ์’


กำมือ-เหยียดมือ…ให้รู้สึกตัว เพื่อมันจะได้วางความคิดเรื่องนั้น**


*ถ้าหากหนูปล่อยให้เข้าไปในความคิด มันก็คิดไปเรื่อย ๆ ไม่มีทางหยุด*


ถ้าคิดไม่หยุด หนูต้องเอา(มือ)มาเคาะโป๊ะที่ศีรษะนี่


ศีรษะมันเจ็บ มันก็วางความคิดซิ-มันมาอยู่ตรงที่เจ็บ


พอวางความคิดได้ หนูอ่านหนังสือ-ก็จำได้ดี


ถ้าจิตฟุ้งซ่าน อ่านหนังสือ-จะจำไม่ได้


มันง่วงนอน อ่านหนังสือ-จำไม่ได้


เราไม่รู้-เมื่อมันง่วงนอนทำอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ?


เอ้า! นอนสักนิดเดียวก็ได้ ๒ หรือ ๕ นาที…ให้มันสนิท


เมื่อมันสนิทแล้ว-มันก็หาย เมื่อหายแล้ว-อ่านหนังสือก็จำได้


แต่ถ้าง่วงนอนแล้วยังอ่านหนังสือ ก็เสียทั้ง ๒ อย่าง


นอนก็ไม่ได้นอน หนังสือก็จำไม่ได้…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive