DM-0302 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-06

 “…**เมื่อคนใดรู้สภาพภาวะอาการเกิดดับอันนี้


มันเหมือนกับที่ผมเคยพูดเปรียบเทียบให้ฟังว่า


‘เราผูกเชือกไนล่อนกับเสา ๒ ต้นไว้ให้ตึง (แล้ว)ตัดตรงกลาง


มันจะกระดอนกลับไปสู่เสาทั้ง ๒ ทันทีเลย


เมื่อดึงมาหากันอีก มันไม่ถึง


เรียกว่า‘มันเกิดแล้วดับไป-ดับสูญไป’


ดับสูญ ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเลย


แต่หมายความว่าสิ่งนั้นจะไม่มี นี้แหละคืออาการเกิดดับ**


เขาก็เลยยกเอามาไว้ในเรื่องของอายตนะว่า


‘ตาเห็นรูป ก็อย่าให้เห็นเป็นรูปสวย-ไม่สวย งาม-ไม่งาม


หูฟังเสียง ก็อย่าให้ได้ยินเป็นเสียงเพราะ


อย่างนี้มันยังเป็นคำพูด แต่ยังมีเชื้ออยู่


*ถ้ายังมีเชื้ออยู่อย่างนี้


ถึงพูดไปได้ แต่ตัวคนที่พูดนั้นยังไม่รู้จริง


เพราะมันเป็นยางเหนียวอยู่*


**ถ้าเราตัดขาดสิ่งนั้นแล้ว มันเป็นเอง


ความเป็นเองนั้น มันมาขาดเอาเองของมัน


ถึงเราจะยังไม่เป็นเดี๋ยวนี้ แต่จวนจะหมดลมหายใจนี่


ต้องประสบเรื่องนี้แน่นอนทุกคนยกเว้นไม่ได้


จึงว่า‘รีบทำ ให้รีบทำให้อยู่ในกำมือของเรา’


ถ้าเราไม่ทำเอง แล้วให้คนอื่นเขาทำแทน-มันก็ไม่ได้


คนอื่นทำ คนอื่นก็รู้**


ที่หลวงพ่อพูดให้ฟังนี้ ก็ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อจะไปทำแทน


มีแต่เพียงแนะนำว่า **‘ให้มีความรู้สึกตัว’


ถ้ามีความรู้สึกตัวมากเข้า-มากเข้า


ความไม่รู้มันจะจางไป-จางไป


เมื่อหมดแล้ว ก็เรียกว่า‘มันดับไม่เหลือ’**


ที่เราสวดมนต์ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น ว่า


‘จิตหลุดพ้นแล้วจากสิ่งทั้งปวง


ไม่มีอะไรจะมาปรุงแต่งได้อีกต่อไป’


อันนั้นเป็นเพียงคำพูด เราเอามาสวดกัน-ก็สวดได้


แต่เราเห็นไหม ?


เห็นจิตใจเราหลุดพ้นไปจริงไหม ?


ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้จริงไหม ?


เป็นจิตลักษณะไหน ?


เราจะไม่รู้


อันที่ไม่รู้ ก็คือยังเป็นเพียงคำพูด


จึงว่า *‘คำพูดนั้นดีแล้ว


แต่ว่าคำพูดถึงจะร้อยคำ-พันคำ-หมื่นคำ หรือแสนคำ


ก็สู้การกระทำให้เราเป็นครั้งเดียวไม่ได้*


**ถ้าเราเป็น-เรามีแล้ว เราพูดก็ได้-เราไม่พูดก็ได้’**


มันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น


จึงว่า**‘ธรรมะแท้’นั้น-เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า


สาวกทุกองค์ต้องรู้เหมือนกัน มีความไม่ทุกข์เท่ากัน


ถ้าหากรู้จริงนะ’**


แต่ถ้าไม่รู้จริง ก็จะไปคาดคิดเอาว่า


พระพุทธเจ้าต้องมีความสุขมาก พระสาวกต้องมีความสุขน้อย


พระพุทธเจ้าต้องมีความรู้มาก พระสาวกรู้น้อย


อันนั้นก็จริงทางทฤษฎีวิชาการ เพราะพระองค์เรียนมามาก


การพูด-การสอนของพระองค์จึงมาก


ท่านพูดอะไร จึงมีมาก


แต่ความจริงแล้ว มีเป้าหมายจุดเดียว


กล่าวคือ จุดที่ทำให้มันหมดนี้เอง


ให้มันขาดออกจากกันนี้เอง


ทำอย่างนี้ ทำไมจึงไปเป็นอย่างนั้น ?


จึงว่า‘เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่สุด’


คำว่า‘อัศจรรย์’นี้ ก็คือว่า


ไม่เคยรู้-ไม่เคยเห็น-ไม่เคยเป็น-ไม่เคยมี


นึกว่าทำอย่างนี้ มันจะไม่เป็นไปอย่างนั้น


แต่เมื่อทำไปอย่างนี้ ทำไมมันไปเป็นอย่างนั้นได้ ?


มันเกี่ยวโยงกันอย่างไร ?


จึงว่า‘นี่อ้อ…สำคัญ น่าอัศจรรย์ !!!’


**ทำความรู้สึกตัว-ตื่นตัว ทำความรู้สึกใจ-ตื่นใจ


เนี่ย ! มันเป็นสิ่งที่งึด (น่าพิศวง น่าอัศจรรย์)**


หรือว่าอัศจรรย์ หรือจะว่าอย่างไรนี่


ซึ่งไม่สามารถที่จะพูดได้ หมดคำพูด


แต่**เมื่อทุกคนได้ประสบแล้ว จะพูดเอาเองว่า‘โอ! นี้จริง’**


**อย่างที่‘พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว’ ก็อันนี้แหละ


ตัดเชือกไนล่อนครั้งเดียว-ขาดเลย นั่น! พระพุทธเจ้า


ซึ่งเราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน**


ตัดผม ก็ไม่ได้หมายถึงผมบนศีรษะนะ


**มันจะเข้าสู่สภาพของมัน


รูปนี้จะเข้าสู่สภาพของมัน ใจก็จะเข้าสู่สภาพของมัน


เมื่อมันเข้าสู่สภาพของมันแล้ว


ก็แสดงว่า มันไม่ต้องออกมารับ-มาสู้อะไร


มันต้องเตรียมตัวมาอยู่อย่างนั้น


นี่-อันนี้…ที่หลวงพ่อพูดให้ฟังว่า‘อาการเกิดดับ’


ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive