DM-0301 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-05

 ‘‘…*พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาน้อย ๆ


แต่เราไปเข้าใจว่าต้องทำมาก ต้องรักษาศีล-ต้องให้ทาน


ดีแล้วทำอย่างนั้น แต่มันไม่เข้าใจจุดสำคัญ*


**ที่หลวงพ่อนำมาพูดให้ฟังวันนี้ ก็เลือกเอาแต่จุดสำคัญ**


นำมาพูดให้พวกหนูฟัง เพราะเวลามีน้อย


หลวงพ่อก็ไม่สบาย พูดมากไม่ค่อยได้


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า*‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคตเหมือนกัน


แต่เมื่อยังไม่รู้-ไม่เข้าใจ ก็เที่ยวเสาะแสวงหาอาจารย์


ให้ครู-อาจารย์แนะนำ จนได้รู้เท่าที่ท่าน(ครู-อาจารย์)รู้’


ท่านจึงว่า‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต


สัตว์ทั้งหลายเหมือนกันกับเราตถาคต แต่เมื่อไม่รู้-ก็มีทุกข์’*


**บัดนี้เมื่อท่านรู้แล้ว ‘สัตว์ทั้งหลาย-เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายทำอย่างเราตถาคตนี้


ปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคต’**


ดังนั้น**จิตใจที่ว่าง ๆ-จิตใจที่ไม่ทุกข์-จิตใจที่สงบ


เรียกว่า‘อุเบกขา’นั้น มีอยู่แล้วในคนทุกคน**


*แต่เราไม่เคยศึกษาที่ตรงนี้


แล้วก็ไปดูคนนั้น ดูแข้งดูขา-ดูหน้าดูตา…สวย-ไม่สวย


ไปดูแล้ว มันก็ลืมตัวไป*


**ถ้าหนูดูคนนั้นบ้าง พร้อมกับมีสติควบคุมจิตใจนึกคิดไว้บ้าง


ก็จะเป็นการศึกษาธรรมะไปในตัว**


คำว่า‘ธรรมะ’นั้น


อย่าเข้าใจว่าเป็นตัวหนังสือ หรือเป็นวัด-เป็นอื่น ๆ ไป


ไม่ใช่อย่างนั้น


‘ธรรมะ’ คือการกระทำนั้นเอง


ทำดีเป็นธรรมะ-พูดดีเป็นธรรมะ-คิดดีเป็นธรรมะ


ทำไม่ดีเป็นอธรรม-พูดไมดีเป็นอธรรม-คิดไม่ดีเป็นอธรรม


อธรรมก็เป็นอกุศล ก็บาป-ก็ทุกข์นั่นเอง


ท่านจึงว่า‘มนุสสเปโต’ มนุษย์นี่เองเป็นมนุษย์เปรต-ทำไม่ดี


มนุสสติรัจฉาโน-มนุษย์เดรัจฉาน มนุษย์นรกก็มี-มนุษอสุรกายก็มี


ดังนั้น**การทำ-การพูด-การคิด จงมีความละอายในใจ-ให้รู้สึกตัว**


หากทำ-พูด-คิด ไม่มีความละอายในใจ-ก็ไม่ใช่คน


หน้าตา-แข้งขา-มือเท้าเป็นคน


แต่จิตใจอาจเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เพราะไม่มีความละอาย


ความละอายในโลกนี้ อะไรจะละอายมากไปกว่าความไม่รู้สึกตัว ?


ไม่มีเลย


เพราะสัตว์เดรัจฉานเท่านั้นเอง *ที่มันไม่รู้สึกตัว


พออยากจะทำอะไร ก็ทำไปตามใจชอบ*


มันไม่ได้คิดเห็นว่าสภาพหรือภาวะสิ่งแวดล้อมสมัยนี้เป็นอย่างไร ?


มันไม่คิดเลย


อย่างสุนัขบ้านหลวงพ่อเรียกว่า‘หมา’ ทางนี้อาจเรียกว่า‘สุนัข’ก็ได้


มันอยากถ่ายอุจจาระที่ไหน-มันก็ถ่าย อยากปัสสาวะที่ไหน-มันก็เอาเลย


คนไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าคนจริง ๆ ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น


ดังนั้น**การทำ-การพูด-การคิด ต้องดูถึงจิตใจ**


เมื่อคิดสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ต้องพูด-ไม่ต้องทำ


หักห้ามจิตใจได้ เขาเรียกว่า‘เป็นมนุษย์’


‘มนุษย์’จึงแปลว่าผู้มีจิตใจสูง คือมนุสสมนุสโส


มนุษย์ก็คนนี่เอง เป็นใหญ่ในคน


มนุสสเทโว-มนุษย์เป็นเทวดาก็ได้ ก็คนนี่เองเป็นเทวดา


**ขอให้พวกเราศึกษาให้ถึงจิตใจ


เพราะจิตใจมันมีในคนทุกคน ไม่ยกเว้น


หนุ่ม ๆ-สาว ๆ อย่างหนูก็มีจิตใจ


คนเฒ่า-คนแก่ก็มีจิตใจ เด็ก ๆ ก็มีจิต-มีใจ


ผู้หญิง-ผู้ชายก็มีจิต-มีใจ พระสงฆ์องค์เณรก็มีจิต-มีใจ


ธรรมะแท้จึงคือสิ่งเดียวกันนั่นเอง มีอันเดียวเท่านั้น-คือพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้าคือคนทุกคน**


ถ้าเราไปโกรธคน-ก็ไปโกรธพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็ไม่มีธรรมะในใจ


เราไปโกรธคน-ก็ไปโกรธธรรมะแล้ว ก็ไม่มีธรรมะในใจ


ถ้าเราเห็นว่าธรรมะคือตัวคน เราก็ไม่ต้องไปโกรธคน


ถ้าเราเห็นจิตใจมันสะอาด-สว่าง-สงบ คือพระพุทธเจ้า


เราก็ต้องไม่ไปโกรธพระพุทธเจ้า


ฉะนั้น**พระพุทธเจ้าก็คือคนธรรมดา ให้ทุกคนศึกษาอย่างนี้**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive