DM-0300 | ธรรมะประจำวัน 2023-05-04

 “…‘ขันธ์’ ก็หมายถึงตัวเรานี่เอง


คือ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


หมายถึงขันธ์ ๕ ได้แก่รูปขันธ์-เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์


ขันธ์ ๕ ทวนกระแสของความคิด


*ความคิดไม่ใช่เป็นตัว-เป็นตน เขาเรียกว่า‘สังขาร’


‘สังขาร’คือการปรุงแต่ง* **‘วิญญาณ’เป็นตัวรู้**


เมื่อวิญญาณรู้ เราจะทำอย่างไรจึงจะออกจากความคิดได้ ?


เพราะความคิดมันไหลไปเหมือนกับน้ำ มันคิดไม่หยุด


คนคิดมากจึงเป็นโรคประสาท นอนไม่หลับ-ฟุ้งซ่านรำคาญ


**พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีสติ-รู้สึกตัว


ความรู้สึกตัวทำให้ถอนออกจากความคิดได้


เมื่อมารู้สึกรูป เรียกว่า‘รูปขันธ์’


รูปคือตัวเรานี่เอง-มารู้สึกตัวนี้ แล้วมันจะวางความคิด


มันหลุดออกจากกัน มันมารู้สึกตัวนี้**


วิธีที่จะให้มันหยุดคิดได้ เมื่อหนูคิดฟุ้งซ่านขึ้นมา


หนูก็ต้องกำมือแรง ๆ หรือเอามาเคาะศีรษะ


เคาะโป๊กหนึ่ง-มันเจ็บ เพราะจิตมารู้สึกอยู่ที่ความเจ็บ


มันก็เลยหยุดคิด หยุดความคิด…เพราะมาอยู่ที่รูป-คือศีรษะ


หนูก็เขียนหนังสือได้-จดจำอะไรได้ดี เพราะจิตใจของหนูไม่ฟุ้งซ่าน


ถ้าสอบไล่ได้เป็หมอก็ตาม-เป็นพยาบาลก็ตาม ไปดูคนป่วย


เขาไม่สบาย เพราะเขาดิ้นรน


หลวงพ่ออยู่โรงพยาบาลชัยภูมิครั้งหนึ่ง


คนไปโรงพยาบาล-เขาเจ็บ พยาบาลก็ห้ามว่า‘อย่าร้องคุณลุง’


เขาเจ็บมาก-เขาก็ต้องร้อง ร้อง-มันก็ไม่หยุด


เพราะคนไม่รู้จักหยุดความคิดของตัวเอง ดิ้น-ดิ้นจนตกเตียง


พยาบาลก็เอาไว้ไม่ไหว เพราะคนนั้นเป็นผู้ชาย


พยาบาล ๒ คนเอาไว้ไม่ไหว ก็ตกเตียง-เจ็บ ๒ ต่อ


เจ็บมาจากบ้าน-เจ็บหนึ่ง เจ็บเพราะตกเตียงอีก-เจ็บหนึ่ง


หลวงพ่อก็นอนฟังเขา-ดูเขา *อันนี้แหละ-ไม่รู้จักจิตใจตัวเอง*


หนูก็ต้องพูดว่า‘อย่าร้องคุณลุง ดูเข้าไปที่จิตใจของคุณลุง


จิตใจมันไม่ได้เจ็บ คุณลุงไปดูว่ามันเจ็บ-แต่จิตใจมันไม่ได้เจ็บ


อย่าไปห่วงกับรูป รูปเป็นหน้าที่ของหมอ’


และบอกเขาเลยว่า‘หนูจะพยาบาลให้คุณลุง รูปนี่-ลุงรักษาไม่ได้


หรือคุณตา-คุณอารักษาไม่ได้ หนูเรียนมาแล้ว-จะรักษาให้


ส่วนเรื่องจิตใจของคุณลุง-คุณตา-คุณอานั้น หนูรักษาให้ไม่ได้


โรคทางกาย-หนูช่วยรักษาได้’ หนูก็ต้องสอนเขาอย่างนั้น


นั่นเขาบอกแต่ว่า‘อย่าร้องลุง-อย่าร้องลุง’


แต่คนป่วยก็ร้อง เพราะเขาไม่รู้จัก


หลวงพ่อพูดไม่เป็น เพราะหลวงพ่อไม่ได้เป็นหมอ


ถ้าหลวงพ่อเป็นหมอ หลวงพ่อจะชี้แนะเขาว่า


‘ร้องทำไม-ร้องมันก็ไม่หาย โรคทางกายยกให้หมอรักษา’


**เรื่องทางจิตคือความทุกข์ จะเป็นทุกข์ไปทำไม ?


เกิดมาแล้วก็ต้องอยู่ให้เป็น จิตใจมันไม่มีทุกข์**


*แต่ที่ทุกข์ เพราะเราไปยึดถือว่าเป็นตัวตน มันก็ทุกข์ขึ้นมา*


มันมี ๒ ทุกข์นะหนู


ที่หลวงพ่อแนะนำวันนี้ ก็เพื่อให้หนู ๆ ทุกคนเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า


**พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนเข้าใจตัวเอง ศึกษาที่ตัวเอง


เมื่อเข้าใจตัวเอง-ศึกษาตัวเองแล้ว ความทุกข์มันไม่มี**


*ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราหลงตัว-ลืมตน*


ไปยึดคำพูดของคนนั้น-คนนี้


เราไม่ต้องไปยึดคำพูดของใคร **เราต้องดูจิต-ดูใจของเรา**


**พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะการทำทางจิต-ทางใจ


เมื่อเราเห็นชีวิตจิตใจของเราแล้ว


การทำ-การพูด-การคิด เราต้องดูจิต-ดูใจของเรา


จิตใจเราโกรธไหม-มันร้อนไหม-มันหลงไหม ?**


แล้วก็ต้องเงียบได้ ถามตัวเองดูบ้าง‘ร้อนทำไม-โกรธทำไม-หลงทำไม ?’


คนที่ไม่รู้สึกตัวเอง-ลืมตัวเอง เมื่อกำลังคิด-กำลังทำ-กำลังพูด


เขาเรียกว่า‘คนไม่มีความละอาย’


บางทีพวกหนู ๆ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้


คนกำลังทำ-พูด-คิด ไม่มีความละอายในตัว…จะเรียกว่าอะไร ?


ก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง


สัตว์เดรัจฉานมันทำ-พูด-คิดอะไร มันไม่สำนึกตัว-มันไม่มีความละอาย


ส่วนคนไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น


‘คน’กับ‘มนุษย์’ไม่เหมือนกัน คนอาจเป็นสัตว์ก็ได้


คนที่กำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิด ไม่มีความละอายแก่ใจ


นั่นเขาเรียกว่า‘คนลืมตัว-ลืมตน’ จิตใจคล้าย ๆ สัตว์เดรัจฉาน


*ไม่ใช่(ตัว)คนเป็นนะ จิตใจมันเป็น*


ฉะนั้นหนูเป็นนักศึกษา **การทำ-การพูด-การคิด…ต้องรู้จักจิตใจตัวเอง**


เรียกว่า‘เป็นคนมีความละอายใจ’ คืออายใจเรานี่นะ


ไม่ใช่ละอายตัวบุคคล อายใจว่า‘เอ๊ะ-ทำไมมันคิดอย่างนั้น


ทำไมมันอยากโกรธคน ทำไมมันไปอิจฉา-ริษยาเขา ?’


ท่านว่า‘หิริ-มีความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ-มีความเกรงกลัวต่อบาป’


บุคคลใดเป็นอย่างนั้น ท่านว่า‘เป็นสัตบุรุษ-หรือเป็นนักปราชญ์’


หนูก็เป็นสัตบุรุษได้ เป็นนักปราชญ์ก็ได้


พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น เพราะสภาพจิตใจอย่างนั้นมันมีในคน…”



Archive