DM-0293 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-27

 “…**พระพุทธเจ้าเป็นหมอเหมือนกัน เป็นหมอรักษาโรคเช่นเดียวกัน


แต่โรคที่พระพุทธเจ้ารักษา คือโรคทางจิต-ทางใจ-โรคทางวิญญาณ**


พวกหนูเรียนมาเพื่อรักษาโรคทางกาย ทางเนื้อหนัง


**ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เอาไปใช้ได้ทุกคน**


ไม่ใช่เด็ก ๆ ใช้ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้


หรือคนแก่ ๆ เท่านั้นจึงจะใช้ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น


**คำสอนของพระพุทธเจ้าสอนคนได้ทุกระดับ**


จะเป็นเด็ก-ก็สอนได้ คนแก่-ก็สอนได้ หนุ่มสาว-ก็สอนได้


พ่อบ้านแม่เรือน-ได้ทั้งนั้น


**ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ใครรู้จัก-ก็นำไปใช้ได้**


แต่คนไทยที่นับถือพุทธศาสนาบางคน


ก็เข้าใจเพียงให้ทาน-รักษาศีล-ทำกัมมัฏฐาน เท่านั้นก็พอใจแล้ว


บางคนก็ยังไม่รู้ว่าให้ทานทำอย่างไร กราบไหว้ทำอย่างไร ?


เพราะไม่เคยเข้าวัดฟังธรรมเลย


รักษาศีลอย่างไร ศีลคืออะไร-มีความหมายอย่างไร ?…ไม่รู้-อย่างนี้ก็มี


ทำกัมมัฏฐานนั่งอย่างไร-ทำความสงบอย่างไร ?…ไม่รู้-ก็มี


แต่**เป็นธรรมดา เรียกว่า‘นานาจิตตัง…จิตของคน-คิดไม่เหมือนกัน’


ถ้าเรารู้จักจิตคิดสักนิดเดียว-ก็หยุดได้


หนู ๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่-ถ้ารู้จักจิตคิดสักนิดเดียว ก็ห้ามจิตใจได้**


*เพราะว่าจิตใจมันคิด-คนมันต้องคิด แต่เราไม่รู้จักจิตคิด


เมื่อไม่รู้จักจิตคิด ก็ไปตามความคิด


เมื่อคิด-แล้วไปตามความคิด ก็เลยไม่รู้จักหยุด


นักศึกษาที่เรียนหนังสือบางคนนอนไม่หลับ-ก็มี เพราะมันคิดมาก


บางคนไม่ใช่นักศึกษา จบแล้วไปทำการ-ทำงาน


เข้าสังคมมาก ๆ ก็เป็นทุกข์ หากคนนั้นคิดอย่างนั้น-คนนี้คิดอย่างนี้


คิดไม่รู้จักหยุด เป็นโรคประสาทไปก็มี*


หลวงพ่อเคยเจอมาหลายคนแล้ว ที่มีเรื่องอย่างนี้


ดังนั้น หนู**ทุกคน**ที่มาที่นี่


**ต้องศึกษาให้รู้จักจิตใจของเรานึกคิด**


เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องจิต-เรื่องใจ


การให้ทานนั้นดีแล้ว


หนูก็คงเคยตักบาตรกันบ้าง-แต่ไม่ทุกวัน บางคนอาจตักทุกวันก็ได้


คนที่มาที่นี่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจรักษาศีลแล้วก็ได้


บางคนอาจทำกัมมัฏฐานมาแล้วก็ได้


บางคนอาจจะเจริญวิปัสสนามาแล้วก็มี


**วิปัสสนา คือการเปลี่ยนจิตใจที่สกปรกให้บริสุทธิ์**


คำว่า‘วิปัสสนา’ เป็นชื่อสมมติ


ทำอย่างไรจึงจะเป็นวิปัสสนา **วิปัสสนาคือความรู้**


อย่างที่หนูเรียนหนังสือ เรียนหนังสือแล้ว


ก็เขียนตัว ก-ตัว ข เขียนได้-อ่านได้-สะกดได้


นั่นคือวิปัสสนา แต่อันนี้คือสมมติ


**‘วิปัสสนา’ คือรู้แจ้ง-เห็นจริง


เมื่อรู้แจ้ง-เห็นจริงแล้ว เปลี่ยนจิตใจของเรา


จากสภาพหรือจากภาวะเดิมที่ยังสกปรกอยู่นั้น


ให้เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ เรียกว่า‘วิปัสสนา’**


*ส่วน‘สมถกัมมัฏฐาน’ คือความสงบ-ให้มันสงบ*


*ความสงบมี ๒ อย่างด้วยกัน


คือสงบแบบไม่รู้อย่างหนึ่ง มันไม่รู้อะไร


อย่างที่เรานั่งอยู่ที่นี่ ยังไม่มีใครพูดอะไรให้เราฟัง


เราก็นั่งสงบได้ เรียกว่า‘ความสงบแบบไม่รู้’


สงบแบบนี้ พอออกไปสู่สังคมคนมาก ๆ


คนนั้นก็พูดมา-คนนี้ก็พูดไป…เกิดไม่สงบ นี่-มันไม่สงบ*


**แต่ถ้าเป็นวิปัสสนาแล้ว ถึงอยู่กับสังคมมาก ๆ ก็สงบได้


ใครจะพูดอย่างไรมา-ก็เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา


เรื่องของเราก็คือ ทำงานตามหน้าที่**


เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า‘ทุกคนต้องทำการ-ทำงานตามหน้าที่’


**เมื่อเราทำการ-ทำงานตามหน้าที่ของเราแล้ว


เราก็รู้จักจิตใจของเรา เห็นชีวิตจิตใจของเรา


พระพุทธเจ้าตรัสว่า‘ชีวิตจิตใจของคนทุกคนนั้น มันไม่มีทุกข์-มันไม่เดือดร้อน**


*ตัวทุกข์-ตัวเดือดร้อน ไม่ใช่จิตใจของเรา-ไม่ใช่ชีวิตของเรา


มันเป็นกิเลส’* ท่านว่าอย่างนั้น


อย่างที่พวกหนูนั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้


**จิตใจเป็นปกติ-สบาย ฟังหลวงพ่อพูด


ลักษณะจิตใจอย่างนี้ สภาพจิตใจอย่างนี้


มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น


อันนี้แหละ พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนศึกษาหาชีวิตจิตใจของตนเอง**


*แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ศึกษาหาชีวิตจิตใจของเรา


เราไปศึกษา-แข่งขันกัน* ความแข่งขัน-มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


แต่**เรื่องจิตใจนี่-เราควรศึกษาให้รู้ ให้รู้จักจิตใจของเราเอง**


พ่อแม่ของเรา ท่านก็สอนไม่ได้


ครูอาจารย์ก็ไม่ค่อยสอน สอนแต่เรื่องหนังสือ


ผู้สอนเรื่องชีวิตจิตใจคือพระพุทธเจ้า


จึงว่าพระพุทธเจ้าเป็นครูของเรา เราจึงไหว้ครู


คำว่าไหว้ครู ถ้าไหว้พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดีย


ก็ไหว้ไม่ทันแล้ว เราต้องยกมือไหว้ตัวเอง


เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ว่า


**‘ตัวชีวิตจิตใจของทุกคนนั้น มันมีลักษณะอุเบกขา-วางเฉย’


คำว่า‘อุเบกขา-วางเฉย’นั่นแหละคือพระพุทธเจ้า


ใครมีจิตใจอุเบกขา-วางเฉยอยู่เป็นปกติประจำใจ


นั่นแหละคือพระพุทธเจ้า ยกมือไหว้ตัวเองได้**


ทำไมจึงไหว้ตัวเอง ?


เพราะว่า**จิตใจของทุกคนมันสะอาด-สว่าง-บริสุทธิอยู่แล้ว


เรียกว่า‘สันติคือความสงบ’


ความสงบอย่างนี้ เอาไปทำการ-ทำงานที่ไหนก็ไม่ขัดข้อง**


*แต่เราไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ…ก็ไปศึกษาเรื่องอื่น-แบบอื่น*


แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดี-ไม่ใช่อย่างนั้น ก็พูดให้ฟัง-เพื่อหนูจะได้รู้…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive