DM-0283 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-16

 “…**มันเป็นวิธีบวกกับลบ


มื้อหนึ่งเราคิด ๑๐๐ เรื่อง เรารู้เรื่องหนึ่ง


มันก็บ่ถึง ๑๐๐ แล้ว มันก็ได้ ๙๙ เท่านั้น


บัดนี้มันคิดมาอีก-เรารู้ ๒ เรื่อง


เรารู้ (ที่ไม่รู้)มันก็ลดลงมา-ลดลงมา


ทางนี้(เรารู้) ก็หลายขึ้น-หลายขึ้น


ทางลบก็ออกไป-ทางบวกก็ได้เพิ่มขึ้นมา เป็นอย่างนั้น


ฉะนั้นต่อมา เรื่องนี้นะ


ก็จะฝึกหัดกัน ให้หัดเบิ่งความคิด


พอดีมันคิดปุ๊บ ทันปุ๊บ**


‘ประมาณเท่าใดแล้ว ?’


ผู้ที่จะเป็นอาจารย์สอนคะเจ้า ต้องถามนักปฏิบัติ


(ถ้า)เรื่องรูป-นาม…รู้จักแล้ว สอนให้เบิ่งความคิด


ต้องสอนให้รู้จักว่า


คะเจ้าคิดลดลงได้แล้วอย่างน้อยต้อง ๗๐%


หรือ ๘๐% หรือ ๙๕%


ถ้าเข้ามาถึง ๙๕% แล้ว อาจารย์ต้องระมัดระวัง-เตรียมตัว


เราเป็นอาจารย์ต้องเตรียมตัว เตรียมตัวอย่างใด ?


ให้คนนั้นเข้าอยู่ในห้องอบรม


คอย(ระวัง)อย่าให้มีอารมณ์ไปพูด-ไปคุยกับคนอื่น


ให้คนนั้นคอยปฏิบัติจริง ๆ (แล้ว)คอยไปชี้แนะ


บ่ไปชี้แนะ มันบ่รู้จัก


เราบ่แม่นพระพุทธเจ้า เราเป็นปุถุชนนี่-คอยฟังเพิ่นชี้แนะ


เห็นไปตามแนวครูบาอาจารย์ เป็นอย่างนั้น


**พอดี มันซิเป็นเอง


เมื่อเป็นเองแล้วก็ดำเป็นขาว หนักเป็นเบา


โง่เป็นฉลาด หน้ามือเป็นหลังมือ


ตะกี้เอาหลังมือเป็นหน้ามือ บัดนี้เปลี่ยนหน้ากันแล้ว**


เป็นอย่างนั้น


บัดนี้ **ความรู้มันมีก่อน-ความโง่ซิหายไป


ความฉลาดเข้ามาแทน


ความดำมีอยู่-แต่ก่อนนะ


(ความ)ดำซิหายไป-ความขาวขึ้นมาแทน เป็นอย่างนั้น


ความเป็นปุถุชน บัดนี้ซิหายไป


ความเป็นอริยบุคคลซิขึ้นมาแทน


แทนไปเป็นลำดับ-ลำดับขึ้นไป เป็นอย่างนั้น-จนถึงที่สุด


มันต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ**


พระพุทธเจ้าสอนแล้ว บ่ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า


ฉะนั้น **ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง มันบ่ได้มีที่เรา**


*เราหลงชีวิตเรา เราบ่เคยเห็นชีวิตจิตใจของเรา


เมื่อผู้ใด-ผู้หนึ่งมา(ต่อ)ว่าให้เรา เราไปจับ


บ่แม่น(ใช้)มือจับ ตัวอวิชชานั่นไปจับเอามา


จับมาแล้วมันปรุงเป็นสังขาร


‘สังขาร’แปลว่าปรุงแต่ง มันหนักแล้ว-หนักใจ


หนักใจแล้วจึงโกรธ โกรธขึ้นมาแล้ว


บัดนี้เราบ่รู้จักทุกข์แล้ว


มันหนัก อย่างน้อยต้อง ๑๐๐% ก็เป็นได้นะ


อันนั้นเพิ่นว่า‘ตกนรกทั้งเป็น’*


ถ้าหากนรกต่อเมื่อตายมีแท้ก็เถอะ


ตายไปแล้ว(ต้อง)ไปตกนรกแท้ ๆ


เบื้องหน้า-ชาติหน้า เราบ่เห็น


นรกมื้ออื่น-ชาติหน้า เราบ่เห็น


**เราเห็นชีวิตจริง-ปัจจุบันเรานี่


เมื่อเราบ่มีทุกข์ในปัจจุบันนี้แล้ว


เราบ่มีความโกรธ-ความโลภ-ความหลง


ใครจะว่าอย่างใด เราอยู่ด้วยสติปัญญา


เห็นชีวิตจิตใจเราอยู่อย่างนี้ เราบ่มีทุกข์**-แม่นบ่ ?’


*คนมีทุกข์แล้วหนักใจ*-แม่นบ่ ?


คนหนักก็คือบักขี้หิน-แม่นบ่ ?


เอาหินไปโยนลงน้ำ มันซิฟูหรือมันซิจม ?


บัดนี้เอาไม้แห้ง ๆ ไปโยนลงน้ำ มันซิจมบ่ ?


แน่! อันนี้คือกัน


ฉะนั้น*จิตใจหนัก ๆ นี่


(ถ้า)ตายไปแล้ว ครันนรกมีจริง ๆ


ก็คือหินนั่นล่ะ จมปิ๊งลงไป-ตกนรกพู้นโลด*


บัดนี้**จิตใจมันเบา หากสวรรค์-นิพพานมีจริง


ตายไปแล้ว มันก็เบา-มันบ่จม**


ที่นี้สวรรค์-นิพพาน เราบ่เห็นด้วยตาเรา


คนโง่ซิเห็นอย่างใด มันต้องเป็นคนฉลาด


มันต้องเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า


**ผู้ใดเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า


เพิ่นว่า‘ได้กระแสพระนิพพาน


ได้ดวงตาเห็นธรรม จิตใจมันบ่หนัก’


หากสวรรค์-นิพพานมีจริง ตายแล้ว-ก็ต้องได้ไปจริง ๆ


บ่ต้องปรารถนาดอก**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive