DM-0282 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-15

 “…พอดีตัวนั้นหยุดงานปั๊บ


หลวงพ่อเคยเฮ็ดให้เบิ่ง เอานิ้วมากดฝ่ามือที่มันแดง


ยก(นิ้ว)ออก (ฝ่ามือ)มันขาว


อย่างว่า**‘จิตใจบ่ต้องไปชำระมัน


ความสะอาด-สว่าง-สงบ


มันมีอยู่แล้ว(ที่)จิตใจเรา ตัวชีวิตจิตใจเราจริง ๆ**


*ที่มันบ่สะอาด-ที่มันบ่สว่าง-ที่มันบ่สงบ


บ่แม่นชีวิตจิตใจของเรา


เราหลงคว้าเอานั่นมาซื่อ ๆ นี่นะ’**


หลวงพ่อเคยลองเบิ่ง


เอาเชือกไนลอนมัดข้างหนึ่งผูกเสานั้น-ข้างหนึ่งผูกเสานี้


แล้วเอามีดไปตัดตรงกลาง ตัดหรือเอาไฟไปจุด


เมื่อตัดตรงกลางแล้ว ดึงใส่กัน-บ่ถึงกันแล้ว


มันหด บ่ถึงกัน


เชือกส้นนั้นมาต่ออย่างนี้ บ่ถึงส้นนี้แล้ว-บ่ถึง


บัดนี้ครันเอาไปมัดทางพู้น มันบ่ถึงตรงกลาง


**มันหยุด มันแสดงชีวิตที่หยุด**


อย่างที่ว่า‘เห็นรูป อย่าไปคิดว่าดี-ว่าชั่ว’ อันนั้นก็แม่นอยู่


‘หูฟังเสียง อย่าไปคิดว่าเสียงดี-เสียงชั่ว’ อันนั้นก็แม่นอยู่


อันนั้นมันเป็นตำรา-อันนั้นนะ


คำว่า‘หยุด’ **หยุด-เป็นธรรมชาติของมัน**


**อันนี้ศึกษาธรรมะ เข้าไปหาตัวกฎของธรรมชาติ


มันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นกฎตายตัวอย่างนั้น


ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะ จึงว่า‘(ให้)รู้จริง ๆ-เข้าใจจริง ๆ’**


*เมื่อเราบ่รู้จริง(แล้ว)ไปสอนผู้อื่น มันผิด


เมื่อผิดแล้ว มันถูกบ่ ?


มันก็บ่ถูกแล้ว มันผิดแล้ว*


**ครันมันถูกแล้ว-มันซิผิดบ่ มันบ่ผิดแล้ว-ก็มันถูกแล้ว**


ที่หลวงพ่อเปรียบให้ฟัง คือ


เราไปกรุงเทพ ฯ ไปหา(พระ)


(แต่)เราบ่รู้จักว่าเพิ่นอยู่กุฏิใด


รูปร่างสัณฐานเพิ่นอย่างใด เรา(ก็)บ่รู้จัก


ตำหนิรูปพรรณ เรา(ก็)บ่รู้จัก


(แล้ว)มันซิไปรู้(ได้)อย่างใด (หากเรา)เอาคนที่บ่รู้จักพาไป


เราต้องไปก่อน **ซิไปสอนผู้อื่น-(เรา)ต้องไปก่อน


ไปเห็นรูปร่าง ลักษณะสัณฐาน


รู้จักบ้านเรือนตั้งอยู่นั้น-อยู่นี่


หน้าตาเพิ่นเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้


(ครั้งต่อไป)เราไปเห็นบนถนน-หนทาง ก็จำได้


ขี่รถมาเห็น ก็จำได้


หรือย่างออกมาตามถนน-หนทาง ก็จำได้


อันนี้คือกัน การที่จะสอนธรรมะ-เป็นความลึกซึ้งที่สุด


คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ละเอียดที่สุด**


เหมือนกับน้ำมันที่ละเอียดที่สุด กลั่นกรองเอาแต่เนื้อล้วน ๆ


ดังนั้น เรามาศึกษาเอาทั้งเปลือก-ทั้งแก่น-ทั้งมอก(กระพี้)


ทุกสิ่ง-ทุกอย่างผสมผสานกัน


ดังนั้น **เรื่องการเจริญวิปัสสนานี้


จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ควรศึกษาให้รู้-ให้เข้าใจ


เมื่อศึกษา ได้รู้-ได้เข้าใจแล้ว…มันซิไม่ผิด**


ฉะนั้นเรื่องคำว่า‘จตุตถฌาน’ แปลว่า รวบรวม


‘ปัญจมฌาน’ แปลว่ามันสูญ


บ่แม่นสูญ(ที่แปลว่า)บ่มีเด๊ **มันมีอยู่-มันซิเป็นเอง


ความเป็นเองนี่แหละ


เพิ่นว่า‘เป็นกฎของธรรมชาติชนิดหนึ่ง’ เป็นอย่างนั้น


(ความเป็นชนิดนี้ เป็น)ความเป็น


ชนิดที่มีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น


จะเป็นคนชาติใดก็ตาม ถือศาสนาใดก็ตาม นุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม


มีใน(คน)ทุกคน**


คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงว่า‘สอนคน’


‘ตัวคนจึงเป็นตัวศาสนา


วัดวาอารามก็แม่น(ศาสนา)อยู่-เป็นศาสนาสมมติ’


เพิ่นสอนอย่างนั้น


ดังนั้น **มีเปลือก-มีกระพี้-มีแก่น


เราต้องศึกษา-ต้องค้นคว้า-ต้องปฏิบัติให้รู้จริง ๆ**


*ถ้าเอาเปลือกไปเป็นแก่น ก็บ่ได้


หรือจะเอามอก(กระพี้)ไปเป็นแก่นใจกลาง ก็บ่ได้-มันบ่ได้*


ฉะนั้นจึงว่า‘เราอย่าเข้าไปอยู่ในมุ้ง’


อันเราเข้าไปอยู่ในมุ้งแล้ว มันซิบ่เห็นมุ้ง


ถ้าเราเข้าไปในถ้ำแล้ว (เรา)ซิบ่เห็นถ้ำ


**เรามาคอยเบิ่งความคิดนี่


มันคิดมาวูบหนึ่ง เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive