DM-0281 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-14

 “…เมื่อรู้จักอันนี้ดีแล้ว(ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์)


ก็เลยรู้จักอธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา


อันนั้นมันเป็นตำราพูด แต่**ความจริงที่มันปรากฏขึ้นมานั้นว่า


‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’ ผมเข้าใจอย่างนั้น


พอดีรู้อันนี้แล้วก็สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


เลยรู้จักสมถกรรมฐานกันที่ตรงนี้


‘สมถกรรมฐานนั้น-มันสงบเรื่องนั้น


ที่เราทำมาแล้วนั้น-มันสงบไปอย่างนั้น’…เข้าใจ**


จึงว่าผมกล้ายืนยันรับรองการกระทำของตัวเอง


แต่คนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่รู้-ไม่ทราบ


เรื่องความสงบแบบนี้ ผมเคยพูดบ่อย ๆ ละว่า


‘ใครต้องการ-ทำได้ไม่เกิน ๓๐ วัน ต้องรู้-ต้องเข้าใจ’


สมาธิที่ไปนั่งให้มันตัวแข็งทื่อเนี่ยะ ผมทำ…ผมมีวิธี-มีเทคนิค-มีกลไก


รู้จักวิธีที่จะนั่งอย่างนั้น-ให้มันไปเป็นอย่างนั้น มันสงบได้จริง


เรียกว่า*‘สมถกรรมฐานเป็นอุบายให้สงบใจเท่านั้น’


เมื่อสงบอย่างนั้น มันไม่ใช่สงบจริง-มันสงบแบบไม่รู้


เรียกว่า‘รู้อย่างไม่รู้’ อันนี้น่ะ*


**ส่วนรู้อย่างผู้รู้นั้น ต้องรู้จริง-เห็นจริง-เข้าใจจริง**


สมถะกับวิปัสสนา มันจึงแยกกันที่ตรงนี้


**วิปัสสนา มันไม่ใช่สงบอันนั้น


อันนั้นมันสงบสมถกรรมฐาน เกิดความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจ**


*(สงบ)จำพวกนี้อยู่ในอำนาจของกาม


กามนี้-ใครก็รู้นี่…กามก็เป็นกิเลสแล้วนี่ กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ


จำพวกสมถกรรมฐาน จึงไปติดความสงบอยู่ในอำนาจของกาม


อยู่ในอำนาจของภพ-อยู่ในอำนาจของอวิชชา จึงไม่รู้-เข้าใจอย่างนั้น*


**เมื่อเราเห็นอันนี้แหละ อันนั้นก็เลยสลายไป


ก็เลยรู้จัก ‘เออนี่-สมถกรรมฐานมันติดอยู่แค่นี้


แล้วมันก็แยกไปข้างนั้น’**


สมมติให้ฟัง มันเหมือนกับเรามีทางไป-ทีแรก(มี)เส้นเดียว


แล้วมันไปแยกกันออกเป็น ๒ ทาง


ทางหนึ่งไปข้างขวา อีกทางหนึ่งไปทางซ้าย


ทีแรกที่เราเดินไปแต่ต้นทางนั้น มันเป็นทางเดียวกันซะ


แต่พอไปถึงที่นั่น-มันก็เลยแยกกัน มันเป็นอย่างนั้น


บัดนี้ถ้าเราเดินแยกไปข้างซ้าย-ก็ผิด ถ้าเรามาข้างขวานี้-ก็ถูกต้อง


ก็เลยมาเห็น-มารู้-มาเข้าใจ-สัมผัสแนบแน่น


คำว่า‘กาม’นี้ ไม่ใช่ว่ากามโดยที่สัมผัสทางเนื้อหนังนะ


คำว่า*‘กาม’อยู่ในอำนาจของกาม-อยู่ในอำนาจของภพ


คือมันตกอยู่ในอำนาจของจิตใจในความสงบ


อยู่ในอำนาจของความมีภพ-มีชาติ


ฉะนั้นจึงว่าอยู่ในอำนาจของอวิชชา-ไม่รู้*


คนโดยมากจึงได้เข้าใจว่า ตายแล้วจะต้องไปเป็นอย่างนั้น


ตายแล้วจะต้องไปเป็นอย่างนี้ ระลึกชาติได้


อันนั้น-อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน ผมไม่ได้ปฏิเสธ


คือความเห็นของคนนั้นเป็นอย่างนั้น


ซึ่งเมื่อก่อนนั้น ผมก็เข้าใจอย่างนั้น


แต่บัดนี้เรามาเข้าใจอย่างนี้ ก็เลยเลิกละจากสิ่งนั้นได้


ก็เลยมาเข้าใจเรื่องการกระทำดีด้วยกาย


กระทำดีด้วยวาจา กระทำดีด้วยใจ


‘ทำดีด้วยกาย’ คือเอากายนี้ไปทำดี-เอารูปนี้ไปทำดี


แต่คำพูดยังพูดชั่ว-พูดเลวทราม และใจก็คิดไปอีกอย่างหนึ่ง


ถ้าหากสวรรค์มี-จะไปเกิดอยู่ชั้นไหน นานเท่าใด…กี่ปี-กี่เดือน


ไปรู้อันนี้ล่ะ


ทำดีด้วยคำพูด ถ้าสวรรค์มี-จะไปเกิดชั้นไหน


ทำดีด้วยใจเฉย ๆ หากสวรรค์มี-จะไปเกิดชั้นไหน


นิพพานมี-รู้จัก


บัดนี้ทำดีด้วยกาย-ด้วยวาจา-ด้วยใจพร้อมกันเลย


อย่างที่พวกเรามาทำอยู่เดี๋ยวนี้นี่แหละ


กายก็ไม่ทำทุจริต-คำพูดก็ไม่ได้พูดโกหก และใจก็ไม่ได้คิดไปไหน


**รู้สึกตัวอยู่เสมอ** มันเข้าใจอย่างนั้น


**มันจึงพร้อมกันเข้าทั้งหมด มีทั้งศีล-มีทั้งสมาธิ-ทั้งปัญญา


พร้อมกันหมดแล้ว บริบูรณ์แล้วทุกสิ่ง-ทุกอย่างแล้วนี่**


ถ้าหากตายไป-สวรรค์มี จะไปเกิดชั้นไหน


นิพพานมี-จะไปเกิดชั้นไหน และจะเสวยผลนั้นนานกี่ปี-กี่เดือน


มันเข้าใจไปอย่างนั้น


ทีนี้เลยมาทางตรงกันข้าม


ทำบาป-ทำชั่วด้วยกาย…แต่คำพูด-พูดดี ส่วนมือ-เท้าเราทำชั่ว


ถ้าตายลงไปตกนรก…จะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปี-กี่เดือน-กี่วัน


นี่เข้าใจอย่างนั้น


ทำชั่วด้วยวาจา บัดนี้กายไม่ทำ-แต่วาจาทำ


พูดแต่ความเลวร้าย-พูดแต่ความชั่ว


ตายลงไป…ตกนรกขุมไหน นานกี่ปี-กี่เดือน


เข้าใจอย่างนั้น


ทำชั่วด้วยใจ รูปก็ไม่ทำ-คำพูดก็ไม่พูด…แต่ใจมันคิด


ใจมันคิดนี้ คนอื่นไม่เห็น-ไม่รู้นะ


ใจมันคิดชั่ว คิดอย่างนั้น-คิดอย่างนี้


ถ้าหากตายลง-จะไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปี-กี่เดือน


เข้าใจอย่างนั้น


บัดนี้ชั่วทั้ง ๓(อย่าง)นั้น กายก็ทำชั่ว-คำพูดก็ชั่ว-ใจก็คิดชั่ว


รวมกันเข้าเป็นอันเดียวกัน


ตายลงไป-ตกนรกขุมไหน นานกี่ปี-กี่เดือน


มันเข้าใจอย่างนั้น มันแยกแยะไปอย่างนั้น


**พอดีเห็นอันนี้แหละ มันตรงกันข้าม


เหมือนกับอะไรต่าง ๆ มันหลุดออกไปทั้งหมดเลย


อาการเกิดดับก็ปรากฏขึ้นให้เห็น-ให้รู้-ให้เข้าใจ**


ผมเคยพูดให้ฟังว่า*‘คนที่จะหมดลมหายใจนั้น-จะต้องมาเป็นที่ตรงนี้


แต่มันไม่รู้อารมณ์ จึงไม่เห็น-ไม่รู้-ไม่เข้าใจสภาพ


หรือภาวะของอาการเกิดดับที่มาเกิดขึ้นที่ตรงนี้*


เรื่องเห็นการกระทำ และผลของการกระทำนั้น


เราจะเห็นความชั่วก่อนก็ได้ หรือจะมาเห็นความดีก่อนก็ได้


แต่*ถ้าหากว่าการเกิดดับนี้ยังไม่ปรากฏแล้ว ก็ไม่รู้-ไม่เข้าใจตัวนี้’*


คนอื่นเขาอาจจะรู้ คนอื่นเขาอาจจะเข้าใจ


แต่ที่ผมพูดนี้ **ผมรับรอง-ประกันว่า‘มันต้องรู้จริง-เห็นจริง


ความรู้แจ้ง-เห็นจริงนี้ มันต่างเก่าล่วงภาวะเดิม-ล่วงภาวะจริง ๆ’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive