DM-0280 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-13

 “…พอดีรู้อันนี้แล้ว(รู้วัตถุ-ปรมัตถ์-อาการ) ก็เลยเข้าใจโทสะ-โมหะ-โลภะ


*เมื่อก่อนเราก็เคยเข้าใจว่าของสิ่งเหล่านี้เป็นของเลวร้าย


แต่เราไม่เห็น เราเพียงพูดได้*


**มาบัดนี้เรามาเห็น-เรามารู้-เรามาเข้าใจ สัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้


เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้-เข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เบาบางไป**


แล้วก็มาเห็น-รู้-เข้าใจ สัมผัสตัวเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


มันเป็นขั้น-เป็นตอนไปอย่างนั้น


พอดีรู้จบพักนี้แล้วก็…


แต่ในขณะนั้นมันเร็วที่สุด-ไวที่สุด จิตใจผมเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่สภาพหนึ่งแล้ว


คล้าย ๆ กับเราข้ามคลองเข้ามาในวัดเรา


ทีแรกอยู่ฝั่งคลองฟากนั้น-เรากระโดดข้ามคลองมาฟากนี้ แพล๊บเดียวเท่านั้นเอง


จิตเปลี่ยนอีก-ครั้งที่ ๒ คือพอดีมาเห็นกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมนี่


จิตใจมาเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง พักนั้นไม่ได้เป็นปีติมาก-เป็นนิดเดียวเท่านั้นนะ


บัดนี้เกิดปีติขึ้นมาแล้ว


*ปีติคือความพอใจ-ความอิ่มใจ


ตามตำรับ-ตำรา ครูบาอาจารย์…ท่านว่ามันดี-ว่างั้น


มันเกิดวิตก-วิจารณ์ขึ้นมา เป็นอย่างนั้น


พอใจในการกระทำของตัวเอง เป็นปีติ-เป็นจินตญาณ


เป็นความรู้ที่ละเอียดที่สุด เป็นอย่างงั้น


อันนี้ไม่ค่อยดีแล้ว แต่คนมันไม่เข้าใจ


ตัวผมเอง ตอนผมเป็น-ผมไม่เข้าใจ


ตราบใดที่ยังไม่เลยไป-ยังไม่ผ่านไป-(ยังไม่)พ้นไปจากสิ่งนี้ได้


จะยังไม่เข้าใจสิ่งนี้ มันไม่เข้าใจจริง ๆ*


น้ำหนักตัวของผม ผมเคยกำหนดเอาไว้ทีแรกว่า


‘อืม…ในขณะนี้น้ำหนักเรา ๑๐๐ กิโล เดี๋ยวนี้สลัดทิ้งไปแล้ว ๖๐ กิโล’-อย่างน้อย ๆ ว่างั้น


ถ้าพูดในขณะที่ผมเป็นจริง ๆ นั้น ผมว่าผมสลัดทิ้ง ๘๐ กิโล


**ความหนักอก-หนักใจ ความมืดใจ-ความแน่นใจอะไรทั้งหมดนั่นแหละ


มันสว่างขึ้นมา-มันเบาขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้น


เลยรู้จัก ความเป็นพระเกิดขึ้นในขณะนั้นล่ะ**-ขณะนั้นเป็นโยมนะ


*พระนั้น-มิได้หมายถึงสิ่งที่สมมตินะ* แต่ก่อนยังไม่รู้


เมื่อรู้รูป-นามแล้ว ก็ยังไม่รู้…เพียงแต่ดีใจเฉย ๆ


ดีใจว่า‘ศาสนาพุทธ ศาสนา บาป-บุญนี่…รู้จัก’


**สมมตินี่ ให้รู้จักจริง ๆ**


พอดีมาตกตอนนี้แหละ รู้จักสมมติบัญญัติ-ปรมัตถ์บัญญัติ-อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติ


มารู้จักตอนนี้-ตอนจิตใจมาเปลี่ยนนี่ เปลี่ยนตอนนี้แล้ว-มันจึงรู้จัก


เมื่อก่อนไม่รู้ รู้ก็เพียงพูดว่าบัญญัติขึ้นมา-สมมติขึ้นมา


คือรู้ แต่ว่ายังไม่เข้าใจ-ไม่ซาบซึ้ง-ไม่แจ่มแจ้ง


**เมื่อจิตใจเราเปลี่ยนไปอย่างนี้ เลยเข้าใจซาบซึ้งแจ่มแจ้งได้ดี


ใครจะพูดเรื่องอะไร-ก็เข้าใจ เข้าใจในคำพูดของตัวเอง


และเข้าใจในคำพูดของคนอื่นที่มาพูดให้เราฟัง เข้าใจดี**


ให้เข้าใจ *ปฏิบัติธรรม…มันมีอุปสรรคไปเป็นพัก-เป็นพัก


เป็นขั้น-เป็นตอนไป* ก็เลยในขณะนั้นรู้จัก


‘อืม จิตใจเปลี่ยนพักนี้เป็นมรรค-จิตใจเปลี่ยนพักนี้เป็นผล’


มันเป็นอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น


ในขณะที่ผมเป็น-จิตใจเปลี่ยนนี่ ผมกำลังเดินไป-เดินมา


มันเป็นตอนเย็น ตอนเช้านั้นผมรู้เรื่องรูป-นาม


ตอนเย็นนี้ ผมก็มารู้เรื่องปรมัตถ์นี่ละ


รู้แล้วก็มานอนราว ๆ ๓ ทุ่มกว่านี่ล่ะ


นอนแล้วก็ตื่นขึ้นมาประมาณตี ๒-ตี ๓ นี่ล่ะ


ผมก็มาทำธุระ-นั่งสร้างจังหวะ **ทำความเพียร-รู้สึกตัว


ทำความเคลื่อนไหว-รู้สึกตัว ให้มันรู้สึกตัวมาก ๆ ครับ


พยายามให้มันอยู่กับสิ่งนั้นมาก ๆ** พอดีมันเหนื่อยแล้ว-ก็พอ


เช้ามืดตอนที่พระทำวัตรอย่างที่เราทำกันเมื่อกี้นี้ล่ะ


แต่ตัวผมลุกออกมาเดินจงกรม พอมาเดิน-มีเทียนไขจุดไว้


มีตะขาบ-บ้านผมเรียกว่าขี้เข็บ ตัวหนึ่งมันแล่นผ่านหน้าผมมา


ผม‘อื้อ’ ตะขาบมันเคยกัด-มันเคยกัดครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…เจ็บ


ก็เลยเอาเทียนไขตามไป แต่ไม่เห็น


เมื่อไม่เห็น ผมก็เอาเทียนไขกลับไปวางไว้ที่เดิม


เดินกลับไป-กลับมา เลยรู้จักขึ้นครับ-ศีล


‘ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’


นี้เป็นคำพูด เป็นตัวหนังสือในตำรับ-ตำรา


ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังครับ


แต่ก่อนไม่เคยรู้ ศีล-เคยเข้าใจว่าก็ต้องเป็นศีล ๕


ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑…เข้าใจไปอย่างนั้น


บัดนี้พอมาเข้าใจตอนเช้าวันนี้ล่ะ เลยเข้าใจว่า**ศีลหมายถึงปกติ


ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ**


‘โอ-กิเลสอย่างหยาบ


*โทสะ-โมหะ-โลภะ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน…นี้เป็นกิเลสอย่างหยาบ’*


**บัดนี้เมื่อกิเลสอย่างหยาบลดน้อยถอยลงไปแล้ว


คล้าย ๆ คือมันจะสะอาดขึ้นมา**


แต่คนเรามันมีกายกับใจ


ส่วนกายนี้เขาเรียกว่า‘รูป’ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


นี้เขาเรียกว่า‘ขันธ์ ๕’…รูปขันธ์-เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิณญาณขันธ์


ผมรู้อย่างนี้ พอรู้อย่างนี้-ผมก็รู้ขันธ์ ๔ ขึ้นมาเลย


ขันธ์ ๔ นี้ เขาไม่ได้เอารูปนี้เลย


คือเอาไปตั้งแต่เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์


อันนี้เป็นขันธ์ ๔ ขึ้นมา ขันธ์ ๆ เดียว-ผมก็รู้ขึ้นมานี่


*ถ้าหากกิเลสเหล่านี้ไม่ลดน้อยถอยลง


ยังไม่เบาลง-หรือยังไม่จืดจางไป ศีลยังไม่ปรากฏ*


**ศีลจึงว่า‘เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ’


ศีลนั้นคือ เป็นปรากฏขึ้นมาในใจว่า‘เป็นปกติ’


เมื่อเรามีปกติอยู่แล้ว อะไรมาแตะต้องเรา-มาสัมผัสเรา


เราต้องเข้าใจ-ต้องเห็น-ต้องรู้


ความคิดที่มันคิดวูบขึ้นมา ต้องรู้-รู้ทันที


รู้แล้ว-ความคิดนั้นถูกหยุดไป** ให้เข้าใจอย่างนั้น


พอดีเป็นอย่างนั้น ก็เลยเข้าใจเรื่องศีล


ศีล-ทีแรกที่ผมเข้าใจนั้น ผมเข้าใจในรูปของขันธ์


ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์


ขันธ์แปลว่าต่อสู้ ขันธ์แปลว่ารองรับ ขันธ์คือถลุงเข้าไป


ขันธ์ดี ถ้ามันดี…มันไม่แตก-ไม่พังนะ


ขันธ์ดี เอาไปตักน้ำก็ได้กิน-เอาไปทำอะไรได้ทั้งนั้น


เอาไปตักข้าวใส่บาตรให้พระก็ดี


เอาไปตักอาหารกินก็ดี เอาไปตักน้ำกินก็ได้


ถ้าขันธ์แตกหรือขันธ์ไม่ดี ตักน้ำก็ไม่ได้กิน


เอาไปตักอาหารการกินก็ไม่ได้ ใช้ไม่ได้-ขันธ์ไม่ดี


หรือเอาไปตักข้าวใส่บาตรพระ-มันก็ไม่สวย นี่-เข้าใจอย่างนั้น


**การปฏิบัติธรรม ก็ต้องปฏิบัติให้มันดี-ให้มันเข้าใจจริง ๆ


ถ้าเราทำจริง ๆ มันก็ต้องรู้จริง**


*ถ้าทำไม่จริง มันก็จะรู้ของไม่จริง!*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive