“…**‘ศีล’ แปลว่าปกติ
ต่างเก่าจริง ๆ**
เพราะแต่ก่อนเข้าใจว่าศีลคือปานา ฯ อทินนา ฯ
*ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๐๐ ศีล ๓๐๐
เข้าใจว่าอันนั้นเป็นศีล
ถูกแล้ว-อันนั้นเป็นศีล
แต่มันไม่ใช่ศีลในความหมายที่ว่า
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
มันเป็นเพียงศีลสังคม หรือสังคมศีลเท่านั้น*
ส่วน**‘ศีลที่เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบนั้น’ คือ
ทำลายโทสะได้-ทำลายโมหะได้-ทำลายโลภะได้
ทำลายกิเลส-ทำลายตัณหา-ทำลายอุปาทาน-ทำลายกรรมและวิบากเหล่านั้น
หรือว่าทำลายความชั่วเหล่านั้นได้
นี่ล่ะศีลตามหลักพระพุทธศาสนา-ศีลวิธีปฏิบัติ
ศีลอันนี้มีอยู่แล้วในคนทุกคน ไม่ยกเว้น
เด็กน้อยก็มี คนหนุ่ม-คนสาว คนเฒ่า-คนแก่
คนไทย คนจีน คนฝรั่งเศส คนอังกฤษ คนอเมริกา
หรือจะเป็นเชื้อชาติใดก็ตาม นุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม
มีอยู่แล้ว-ความเป็นปกติอันนี้**
อย่างที่พวกเรานั่งฟังผมพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่ (ก็)ปกติ
เราดูลมหายใจของเรา ดูความคิดของเรา
พอมันคิดขึ้นมา…เราเห็น-เรารู้ แปลว่าเรามีปกติ-มีศีล**
*ถ้าเรายังไม่รู้ความคิดของเรา ก็แสดงว่าเรายังไม่ปกติ
ถ้าไม่เอียงไปโทสะ-ก็เอียงไปโลภะ เพราะโมหะปิดบังไว้*
ดังนั้นจึงว่า **‘ให้เรามาทำความรู้สึกตัว’
เรียกว่า‘สัญญา-ความหมายรู้จำได้’
*มันเคลื่อนไหวโดยวิธีใด-ก็รู้
ให้ตัวสัญญาตัวนี้แหละ ทำหน้าที่ของมันจริง ๆ
เมื่อสัญญาทำหน้าที่ของมันจริง ๆ แล้ว
เมื่อมันรู้อันใดแล้ว จะไม่หลง-ไม่ลืมเลย
นี่มันเป็นอย่างนั้น
รู้อันนี้แหละ-รู้ได้ทุกคน ไม่ยกเว้นเลย
คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นกลาง ๆ
ที่ว่ากลาง ๆ นี้ ก็คือ
ไม่ต้องเอียงไปข้างซ้าย ไม่ต้องเอียงไปข้างขวา
ไม่ต้องเอียงไปทางโลภะ ไม่ต้องเอียงไปทางโทสะ
เพราะทำลายโมหะได้
อยู่ด้วยสติปัญญา หรือการเห็นแจ้ง**
อย่างที่เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ **ใจของเราเป็นปกติอยู่
‘ปกติอันนี้’ แปลว่า
จิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ-จิตใจบริสุทธิ์
คือไม่อยู่กับโทสะ-ไม่อยู่กับโมหะ-ไม่อยู่กับโลภะ
ไม่อยู่กับการยึดมั่น
เมื่อจิตใจบริสุทธิ์ จิตใจก็ผ่องใส-จิตใจก็ว่องไว
มีคนพูดอะไร สัญญาตัวนั้นรับรู้ได้ทันที
ดังนั้น การขัดแย้งต่อจิตใจของเรานั้นจึงไม่มารบกวน
เพราะโทสะ-โมหะ-โลภะไม่ได้เข้ามารบกวน
ทั้งนี้ก็เพราะทำลายโมหะได้
อันนี้เรียกว่าความสงบแบบนี้**
แต่ไม่ใช่นั่งสงบ(แบบไม่รู้)…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ