“…‘ศาสนา’ แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้
สอนเพื่อให้ละความชั่ว มาทำความดีนั่นเอง
อันนี้เป็นเพียงศาสนา
**‘พุทธศาสนา’ แปลว่ารู้จริง
‘พุทธะ’ จึงแปลว่าผู้รู้…รู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรม
‘รู้ธรรม’ ก็คือรู้ตัวเรากำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิดนี่
ธรรมะจึงไม่ใช่อื่นไกล
อันนี้แปลว่ารู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรม**
เมื่อรู้อันนี้แล้ว ก็เลยรู้บาป-รู้บุญ
*‘บาป’…ก็คือโง่นั่นเอง-คือไม่รู้ คืออยู่ในถ้ำ-มืดอยู่นั่นแหละ*
**ถ้าเราออกจากถ้ำได้ เราก็สามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
นี่ล่ะบุญ ‘บุญ’คือรู้
ถ้าเรามีบุญจริง ๆ แล้ว เราก็สามารถรู้บาปได้
ว่าบาปมันเป็นอย่างนั้น บาปมันเป็นอย่างนี้**
สมมติเอา อย่างบ้านเราเคยเลี้ยงสัตว์…เป็ด-ไก่-วัว-ควาย
เราเดินไป บางทีเราไปเหยียบเอาขี้เป็ด-ขี้ไก่
มันเหม็น-เราก็รู้อยู่ว่ามันเหม็น แต่ทำไมจึงไปเหยียบ ?
นี่ก็เพราะเราไม่รู้ ถ้ารู้-ก็ไม่เหยียบ
อาจมีคนแย้งว่า‘ถ้าไม่รู้แล้วจะเหยียบถูกหรือ ?’ ว่างั้น
นี่แหละจึงได้กล่าวว่า‘คำพูดหรือวิธีพูดนี้มันยืดยาว-มันดิ้นได้
ยังถก-ยังเถียง ยังแย้งได้
*คนไม่รู้ จึงทำบาป-ทำผิดได้…แต่ไม่รู้’*
ดังนั้น **พระพุทธเจ้าสอนคน
จึงสอนคนที่ยังไม่รู้นั่นแหละ ให้เขารู้
และสอนคนที่กำลังทำผิดอยู่นั่นแหละ ให้ทำถูกต้อง
และสอนคนที่มีทุกข์อยู่นั่นแหละ ให้ทุกข์น้อยไปหรือหมดไป**
มันเป็นอย่างนั้น
ที่ผมพูดในวันนี้ ก็คล้าย ๆ เป็นอย่างนั้น
กล่าวคือ มาแนะนำว่า‘ถ้าทำอย่างนี้
ทำการเคลื่อนไหวนี่แหละ เรียกว่าทำถูกต้อง
จุดหมายปลายทาง มันจะมาลงที่ตรงนี้’
คือ**เมื่อทำถูกต้องแล้ว ความฉลาดจะเกิดขึ้นมาเอง
ความฉลาดแบบนี้ ไม่ต้องไปจดจำมาจากตำรับ-ตำรา
แต่รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง
เมื่อรู้อันนี้แล้ว ญาณปัญญาของวิปัสสนาก็เกิดขึ้น
‘วิปัสสนา’ แปลว่ารู้แจ้ง-รู้จริง-รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม
ก่อนที่จะต่าง ก็คือเลิกละอบายมุข
แล้วก็โทสะ-โมหะ-โลภะ ลดน้อยไป ต่างเก่าจริง ๆ**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ