DM-0270 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-03

 “…เรามาเว้าเรื่องอาบัติต่าง ๆ


ยกตัวอย่างเช่น อาบัติปาราชิกนี่


เสพเมถุน ๑ ภิกษุเสพเมถุน-ต้องอาบัติปาราชิก


ภิกษุลักของเขาราคา ๕ มาสก ต้องอาบัติปาราชิก


ภิกษุฆ่าสัตว์…มนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์ ต้องอาบัติปาราชิก


บัดนี้ภิกษุหรือสามเณรก็ตาม พูดอวดอุตริมนุสธรรม


คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์(ที่)ไม่มีในตน


ขาดจากความเป็นภิกษุ ขาดจากความเป็นสามเณร


บัดนี้ เสพเมถุน ๑ คะเจ้าหมายถึงเพศตรงข้าม


อย่างเพศผู้หญิงหรือสัตว์ตัวเมีย (นี่)ในตำรา


*‘เสพเมถุน’ หมายถึงมีความคิดโง่ ๆ ความคิดอวิชชา


‘เสพ’ แปลว่าอยู่นำ


อยู่นำความคิดอันโง่ ๆ ความคิดของอวิชชานั้นแหละ*


เอิ้นเสพเมถุน เสพเมถุนอย่างนั้น


จึงว่า **‘อย่าอยู่กับความคิดอันโง่ ๆ’**


*‘ลักของเขา’ บัดนี้


อย่าไปจำคำพูดของผู้อื่นมาเว้า*


อันนี้(คะเจ้าก็ว่า) ลักของเขาต้องเป็นเงิน-ทอง


คำว่า‘เสพเมถุน’ ต้องหมายถึงเพศตรงข้าม


ต้องเสพแท้ ๆ คะเจ้าว่าอย่างนั้น


ฆ่าสัตว์บัดนี้ หมายถึงฆ่ามนุษย์นอกครรภ์-ในครรภ์


ฆ่าตายแท้ ๆ ตำราคะเจ้าว่าอย่างนั้น


*‘ฆ่าสัตว์’ หมายถึง ความคิดประเภทนั้น ๆ-ญาณประเภทนั้น ๆ


สามารถทำงานอันนั้นได้ทุกคน แต่บ่ทำ


มันบ่ทำ-สิ่งนั้นเลยเป็นหมัน’ เช่นว่าชีวิตเป็นหมัน*


เพิ่นว่าอย่างนั้น


*‘พูดอุตริมนุสธรรม’ คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์


อันปุถุชนคนธรรมดาบ่สามารถที่(จะ)แทง


ที่(จะ)เจาะเข้ามาอย่างนั้นได้*


เช่น ปุถุชนคนธรรมดา


เมื่อพูดความจริงให้ฟังแล้ว-บ่พอใจ เคียด-โกรธขึ้นมา


จึงว่า‘คนมันเป็นอย่างนั้น’


*ชื่อว่า‘คน’-คนนั้นมันมีหลายอย่างอยู่ในนี่


เราต้องคัดหา-เลือกหา*


ตอนนี้จิตใจเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง


ครั้งที่ ๓ จึงจะรู้อย่างนี้ได้


*เมื่อจิตใจบ่เป็นอย่างนี้ จึงรู้บ่ได้*


**บัดนี้เราต้องทำไป มันมารวมกัน-จตุตถฌาน**


‘จตุ’แปลว่ามารวมกัน ญานทุกประเภทมารวมกัน


เขาซิว่าอย่างภาษาที่เรียนกัน หมายถึง


**ธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุไฟ-ธาตุลมเลิกกัน อย่าทำงาน


อย่างเรามี ๔ คน ถึงเวลาเลิกแล้ว…พัก-หยุดงาน


บ่ทำงาน-บ่ทำหน้าที่แล้ว ถึงเวลาเลิกแล้ว


ครั้นบ่ทำงานแล้ว-มันตายไป บ่แม่น


แต่จำพวกนี้แหละ


เมื่อหยุดงานแล้ว งานอันนั้น-บ่เป็นหน้าที่ที่ทำ


ซึ่งคะเจ้าว่า‘หยุดงาน’


‘จตุตถฌาน’ แปลว่ารวมกันแล้วสั่งเลิก


คือเราสั่งกัน(ว่า)‘เลิกเลย’


(เช่น)ทำวัตรแล้วเลิก เลิกพร้อมกัน


อันนั้นคือกัน หยุดงาน-บ่ทำ


เรียกว่า‘จตุตถฌาน’


‘ปัญจมฌาน’ แปลว่าบ่มีทุกข์


พอพวกนั้นหยุดงานแล้ว พวกนี้ก็บ่มีทุกข์*


*(ถ้า)พวกนั้นทำงานมา พวกนี้ก็มีทุกข์*


เพิ้นเอิ้น ‘อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร


สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ


วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปไปตามเรื่องไปเลยนี่


เป็นโสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ’ ไป


เรื่องนี้เป็นเรื่อง‘ปฏิจจสมุปบาท’ อันนั้นเป็นตำรา


มันบ่แม่นเป็นของจริง คืออย่างหลวงพ่อเว้าเดี๋ยวนี้


ผมกล้ายืนยันรับรองได้ **ทุกคนปฏิบัติต้องรู้อย่างนี้**


ครั้นผิดจากนี้ไป เข้าตำราแล้ว-เข้าตำราแล้วเป็นหยัง ?


ก็ไปจำเอาตำรามาเว้าแล้ว


ครั้นไปจำเอาตำรามาเว้า เป็นอย่างใดนี่ ?


(ก็)เป็นมอดกินหนังสือ-มอดกัดไม้แล้วนี่ บ่ได้เข้าใจ


แต่ว่าตำราดีอยู่


ทรงจำเอาตำรา-แล้วมาปฏิบัติอีกตื่ม เข้ากันได้


*ครั้นได้จำเอาตำรา-บ่ปฏิบัติซือ ๆ บ่แม่น*


นี่เป็นอย่างนี้ …”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive