DM-0268 | ธรรมะประจำวัน 2023-04-01

 “…**‘ถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี’


มันถึงที่สุดแล้ว มันจึงรู้ครับ**


ก็เลยเป็นวิปลาสที่ตรงนี้ครับ


แต่ผมเป็น ผมไปติดความสุขครับ


เพราะไม่เคยเป็น ไม่เคยมีอย่างนี้


ผมเดินไป เดิน-กำลังเดินจงกรม


นึกว่ามันสูงขึ้นไปประมาณสักเมตรนั่นแหละครับ หรือ ๒ เมตร


เหินดินขึ้น คือเดินอยู่บนอากาศนี่แหละครับ


มันเป็นอย่างนั้น


แต่ความจริง เดินบนดินนั่นแหละครับ


แต่มันเป็นในใจครับ


เหมือนเราเดินอยู่บนอากาศได้ เป็นอย่างนั้น


ก็เลยติดความสุขอันนั้น


ไม่นาน…ผม-‘เอ! ทำไมมันเป็นอย่างนี้’


ผมก็เลยหวนกลับเข้ามาดูอารมณ์ครับ


ตอนนี้ต้องทวนอารมณ์


แต่ไม่ไปทวนอารมณ์ของรูป-นามครับ


**เมื่อมาทวนอารมณ์


เห็นอารมณ์-เข้าใจอารมณ์แล้ว


ความสุขอันนั้นก็จะค่อยจางไป-จางไป


หรือลดน้อยลง-ลดน้อยลง ก็จะมาอยู่ปกติเองครับ


ให้มันเป็นปกติครับ


เห็น-รู้-เข้าใจ ไม่ต้องหลง-ไม่ต้องลืม


เป็นอย่างนั้น


เมื่อไม่ต้องหลง-ไม่ต้องลืม ก็เป็นปกติ


จิตใจก็สบาย คือว่าง ๆ


แต่ไม่ใช่ว่าง-ไม่มีอะไรนะครับ


คือกิเลสทั้งหลายนั้นแหละ จะไม่เข้ามารบกวนครับ


มันจะเห็นเป็นชิ้น-เป็นอัน เป็นชิ้น-เป็นอัน**


เราเคยพูด-เคยคุยกันเรื่องกิเลส


กิเลสทุกประเภทครับ


จึงว่า**‘ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด’


มันจะมารวมลงที่จุดนี้ทั้งหมดเลย**


**เมื่อรู้ครบ-จบถ้วนแล้ว เราก็รู้นะครับ


จะให้คนอื่นรู้แทนเราไม่ได้


บัดนี้ใครจะพูดเรื่องอะไร เรารู้


พูดธรรมะให้ฟัง-ก็รู้


สิ่งที่ไม่เป็นธรรมะ พูดแล้วก็รู้


อันนี้มันจะรื้อถอนทั้งหมดเลยครับ


รื้อถอนโดยไม่ต้องนึก-ต้องฝัน*


อันนี้แหละครับ ทุกคนต้องประสบเรื่องนี้ครับ**


*ถ้าหากว่าเรายังไม่ทันรู้-ไม่ทันเห็น-ไม่ทันเป็น


ก็คล้าย ๆ คือ จวนจะตาย


หรือจวนจะหมดลมหายใจนี่ครับ


มันจะเห็น-จะรู้-เข้าใจเรื่องนี้*


จึงว่า อารมณ์นั้นทวนมาตั้งแต่ต้น


ตั้งแต่วัตถุ-ปรมัตถ์-อาการ


โทสะ-โมหะ-โลภะ


เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


รู้ไปอย่างนี้ ทวนให้มัน…


สมมติเอาครับ เหมือนกับเราเดินทางนี่แหละ


เราเดินทางนี้ ทีแรกเดินไป


เราไม่ได้ตัด-ไม่ได้ถางอะไรมาก


ไม่ได้โค่นหลัก-โค่นตอมาก แต่ว่าถางให้ไปได้


บัดนี้เราทวนไปจนจบ


ทวนไปจบแล้ว ก็ทวนตั้งแต่ปลายลงมา


เรียกว่า‘อนุโลม-ปฏิโลม’อย่างนี้ครับ


บัดนี้ ทางนั้นเป็นหลัก-เป็นตอ


ก็ค่อยตัด-ค่อยเตียนเข้า


ปัด-กวาดเข้าให้มันละเอียด


มันสมมติพูดน่ะ


ให้รู้อารมณ์ละเอียดเข้าเป็นพรรค-เป็นพวก


เป็นหมวด-เป็นหมู่ เรียกว่า‘ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๔


ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๒ ขันธ์เดียว’อย่างนี้


**ให้มันรู้จริง ๆ ครับ


รู้อันนี้ วิปลาสก็หายไป


จินตญาณก็หายไป วิปัสสนูก็หายไป


มีแต่ปัญญาล้วน ๆ ครับ


มีแต่ญาณของปัญญาเข้าไปรู้


เรียกว่า‘ปัญญาญาณ ญาณเข้าไปรู้’**


อันนี้แหละครับ ที่ผมได้แนะนำ


พร่ำสอนมาหลายคนครับ


มีคนรู้มาถึงจุดนี้น้อยคน


แต่รู้เรื่องรูป-นามนั้นมาก สอนกัน-ก็รู้มาก


แต่รู้เรื่องจิตใจเปลี่ยน


ให้ทำตัวเป็นอริยบุคคลนี้-เป็นพระ นั่นก็มีมาก


บางคนก็จิตใจเปลี่ยนครั้งเดียว


บางคนก็ ๒ ครั้ง-๓ ครั้งไป เป็นอย่างนั้น


แต่ความรู้-มันรู้ครับ พูดให้ฟังแล้ว-รู้ครับอันนี้


แต่มันยังไม่ชัดเจนครับ


ผมพูดความจริง จะว่าหาว่าผมพูดอวด


หรือว่าหาว่าคุย-พูดมากก็ได้


เพราะ**เรื่องของคน มันต้องเป็นอย่างนั้นครับ รู้ได้ครับ**


ไม่มีใครพูดให้ฟังครับ เรื่องเหล่านี้-ผมรู้


จึงว่า‘พุทธานุพุทธัง’ หรือจะว่า‘สาวกพุทธะ’ก็ได้


จะว่าอย่างไรก็ได้ครับ ห้ามไม่ได้ครับ…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive