DM-0240 | ธรรมะประจำวัน 2023-03-04

 หลักของพระพุทธศาสนา – วิธีดับทุกข์แบบของพระพุทธเจ้า (๘/๑๐)


“…จากนั้นมา ก็เลยรู้จักศีล


**‘ศีล’ แปลว่าปกติ


จิตใจที่ปกตินั่นแหละ เรียกว่า‘ศีล’**


ที่พูดนี้ ไม่ได้พูดส่วนร่างกาย-จะพูดถึงเรื่องจิตใจ


แล้วก็รู้จักเรื่องสมาธิ


สมถะและวิปัสสนา มาแยกกันที่ตรงนี้


ก็เลยมารู้จักที่ว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ


สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง


เพราะกิเลสอย่างกลางถูกทำลายแล้ว จึงรู้จักกิเลสอย่างกลาง


ส่วนปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียดนั้น


ตอนนี้ยังไม่รู้จัก


ที่พูดนี้ พูดโดยย่อ


จะพูดอีกเรื่อง เรื่องนี้จำเป็นต้องพูด


เพราะมันเป็น**วิธีการปฏิบัติ


ที่นำไปสู่ความดับทุกข์จริง ๆ


เราดูความคิดนี่แหละ ดูไป-ดูไป-ดูไป-ดูไป


มันคิดอย่างไร ก็รู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้


รู้จักเอาชนะมันได้ทุกครั้ง-ทุกคราวนี้แหละ


มันไวเข้า-ไวเข้า


มันผ่านเลยไป เพราะมันไม่ยึด


แล้วมันจะโพลงตัวมันขึ้นมาเอง**


*คำว่า‘โพลงตัว’นี้ เราไม่รู้จัก*


**วิธีโพลงตัว (คือ)


ความคิดยิ่งเร็ว สติปัญญาก็ยิ่งเร็ว


ถ้าตัวความคิดยิ่งลึก-อารมณ์ยิ่งลึก สติปัญญาก็ยิ่งลึก


ถ้าวันใดขณะใดทั้ง ๒ อย่างนี้ยิ่งลึกเท่ากัน


แล้วกระทบกัน แตกโพล๊ะออกมาเลย


เรียกว่า‘โพลงตัวออกมา’


การโพลงตัวออกมานั้น ชื่อว่า‘ความปรากฏ’


จะปรากฏออกมาให้บุคคลที่ปฏิบัตินั้นได้ประสบสิ่งนี้


อันสิ่งนี้ มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน


มันเป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธรรมธาตุ**


ส่วนร่างกายนั้นก็เป็นธาตุเช่นกัน


เรียกว่า‘ธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุลม-ธาตุไฟ’


ถ้าขันธ์ ๕ เขาว่า ‘รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ’


ขันธ์ ๔-หรือรูป ๔ ก็‘นามรูป’


ขันธ์ ๓ ก็‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’


ขันธ์ ๒ ขันธ์


ขันธ์ ๆ เดียว


รู้จัก


**คำว่า‘โพลง’


หรือความที่มันโผล่-มันโพลงขึ้นมานั้น


มันจะหลุดออกมาจากกัน**


เหมือนกับนอตของเครื่องยนต์กับแหวนที่เกลียวมันหวาน


มันจะไม่เข้ากัน หรือว่ามันเกาะเกี่ยวไม่ได้


เพราะตัวเกลียวมันสึกหมดแล้วนี่


พอยัดเข้ากันแล้ววาง มันจะหลุดออกจากกันเลย


อันนี้แหละ เขาก็เลยมาว่า‘เป็นเรื่องของอายตนะ


อายตนะภายใน ๖-อายตนะภายนอก ๖ อย่าให้มันเข้ากันได้


อย่าไปยึดมั่น-ถือมั่น เห็น-ให้สักแต่ว่าเห็นเฉย ๆ’


เขาพูดกันอย่างนั้น แต่อันนั้นมันยังเป็นคำพูด


มันเป็นการพูดเอาเฉย ๆ


*ตำรานั้นถูกต้องแล้ว แต่ว่าเราไม่รู้จักสมุฏฐานของมัน


มันก็ยึดอยู่อย่างนั้น เรียกว่า‘มีอุปาทานแล้ว-ยึดแล้ว’


เกลียวมันยังไม่ถูกทำลาย*


เรื่องที่ผมพูดนี้ ผมไม่ได้เรียกว่า‘อุปาทาน’ด้วยซ้ำ


แต่ผมพูดว่า*‘เมื่อนอตกับแหวนมันยังมีเกลียวอยู่


พอหมุนเข้ากัน มันก็ต้องเกาะ-ต้องยึดของมันอย่างนั้น’*


ทีนี้ **วิธี(คือ)


เราต้องมาทำให้เกลียวนอต-เกลียวแหวนมันสึก


เมื่อเกลียวมันสึกหมดไปแล้ว


ถึงตัวนอต-ตัวแหวนมันจะยังอยู่


พอเอาเข้ากัน-มันจะไม่เกาะกัน วาง-มันก็หลุดออก


เมื่อมันไม่เกาะกัน รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้


แต่ตัวรถยนต์นั้นก็ยังมีอยู่ แต่ไม่วิ่ง**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive