DM-0236 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-28

 หลักของพระพุทธศาสนา – วิธีดับทุกข์แบบของพระพุทธเจ้า (๔/๑๐)


“…เมื่อเรารู้จักเรื่องนามรูปแล้ว


เราจะรู้จักวัตถุ-ปรมัตถ์-อาการ


‘วัตถุ’นี้ หมายถึงทุกสิ่ง-ทุกอย่าง


‘ปรมัตถ์’ ก็คือกำลังเป็นอยู่-มีอยู่-เข้าใจอยู่


สัมผัสได้อยู่ในขณะนั้น


‘อาการ’ ก็หมายถึงความเปลี่ยนแปลง


วัตถุทั้งหลายที่มองเห็นได้ด้วยตา จับถูกด้วยมือนั้น


มันก็เป็นอาการชนิดหนึ่ง


เช่น บ้านเรือนก็มีการผุพัง-เปลี่ยนแปลงได้


บัดนี้ วัตถุอีกชนิดหนึ่งซึ่งมันมีจริง ๆ เห็นจริง ๆ-เข้าใจจริง ๆ


‘วัตถุ’ แปลว่ามีจริง


‘วัตถุ’ หมายถึงของจริงที่มีอยู่-มันมีอยู่ มีอยู่หมดทุกคน


อันนี้ชื่อว่า‘การเขย่าธาตุรู้ของบุคคล’ มีอยู่แล้วทุก ๆ คน


*แต่เมื่อเรายังไม่เห็น นั้นแสดงว่าเรายังไม่เข้าใจ*


**แต่ตามความจริงมันมีอยู่แล้ว


เมื่อเราดูอยู่นี้แหละ เราเห็น


อ้อ! ‘วัตถุ’ หมายถึงตัวจริงของจิตใจหรือว่าชีวิต


‘ปรมัตถ์’ ก็เรากำลังเห็นความเป็นอยู่-มีอยู่นี้แหละ


มันคิดขึ้นมา ‘อ้อ-อาการเปลี่ยนแปลงของมันเป็นอย่างนั้น’


ประเดี๋ยวมันคิดเรื่องนั้นขึ้นมา ประเดี๋ยวมันคิดเรื่องนี้ขึ้นมา


อันนี้เป็นอาการของความคิด


เป็นวัตถุ-เป็นปรมัตถ์-เป็นอาการชนิดหนึ่ง


เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้แหละ


เรียกว่า‘เราเห็นธรรมอีกชนิดหนึ่ง’


การเห็นธรรมชนิดนี้


เพื่อไปปราบ ความโลภ-ความโกรธ-ความหลงให้หมดไป


(เรียกว่า)‘เรารู้จักสมุฏฐานของความคิด’**


*เมื่อเราไม่เห็นอันนี้แหละ ซึ่งก็คือความหลง


‘หลง’แปลว่าไม่เห็น เมื่อไม่เห็น-ก็ไม่เข้าใจ


แล้วมันก็จะเป็นสมุฏฐาน


ทำให้เกิดความโกรธ ทำให้เกิดความโลภขึ้นมา*


**‘มรรค’ ท่านว่า‘เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์’


ดังนั้น ‘มรรค’ก็คือเราเอาสติมาคอยดูความคิด


นี้เองคือข้อปฏิบัติ


และในขณะเดียวกัน ก็จะทำการ-ทำงานอะไรก็ได้


ปฏิบัติที่ว่า (คือ)คอยดูอยู่นี้**


*ไม่ใช่เอามือปฏิบัติมรรคนะ*


**มือนี้ก็ต้องทำการ-ทำงานไปตามหน้าที่ของเรา


ส่วนใจนั้น เราต้องคอยดูตัวความคิด


จึงว่า ‘มรรคเป็นข้อปฏิบัติเพื่อถึงความดับทุกข์’**


เมื่อเราเห็นสมุฏฐานของมันแล้ว ก็เรียกว่า…


ซึ่งก็ต้องสมมติอีก


เพราะ*คนที่ยังไม่เคยได้ยิน-ได้ฟัง


ไม่เคยรู้-ไม่เคยเห็น-ไม่เคยปฏิบัติ จะไม่รู้เลย*


จึงจำเป็นต้องมาว่าเรื่องสมมติ


หรืออุปมา หรือเปรียบเทียบให้ฟังอีก


สมมติคนที่ไม่เคยเห็นวิธีใช้ไฟฟ้า ไปเปิดไฟฟ้า


เขาก็ไปจับเอาที่ตัวหลอดไฟ แล้วหมุนอยู่อย่างนั้น


หมุนจนตาย หลอดไฟก็ไม่สว่าง


เพราะที่นั่นไม่ใช่สมุฏฐานที่ไฟฟ้าจะสว่างได้


เปรียบก็ว่า


คนลักษณะนั้นเป็น*ผู้ที่ยังไม่รู้สมุฏฐานต้นเหตุของความคิด


เขาจึงคิดว่า‘โทสะ-โมหะ-โลภะมีอยู่เป็นประจำ’*


เขาจึงพูดกันไปอย่างนี้


**ส่วนคนที่รู้จักสมุฏฐานของความคิดแล้ว


เขาก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่า โทสะ-โมหะ-โลภะไม่มีเลย**


ดังนี้ ๒ คนนี้(มี)ความเห็นไม่ตรงกันแล้ว


ดังนั้น การสอนธรรมะนั้นจึงไม่เหมือนกัน


ผมจึงพูดว่า


**‘ตัวสมุฏฐานของโทสะ-โมหะ-โลภะ


ไม่มีปรากฏเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่าเราเห็น’


ถึงเวลาแล้ว


ที่เราจะไปทำความสว่างให้ตัวชีวิต-จิตใจของเราให้ถูกวิธี**


เหมือนกับการที่จะไปเปิดไฟฟ้า


ไปทำความสว่างให้กับหลอดไฟฟ้าอย่างนั้น


เราไม่ต้องจับหลอดไฟ


ไปกดที่สวิตซ์ไฟ แล้วมันก็ทำความสว่างที่หลอดโน้นเอง


อันนี้ก็เหมือนกัน


**ความจริงแล้ว เราไม่ต้องไปว่ามัน


เจ้าตัวความโกรธ-ความโลภ-ความหลง


เพราะว่ามันไม่มี


เพียงแต่ขอให้เรามีสติเท่านั้น


อันตัวสตินี้ มันมีอยู่แล้ว


มันมีตรงกันข้ามอยู่กับความหลง


ซึ่งความจริงแล้ว ความหลงไม่มี


เมื่อเรามีสติคอยระมัดระวัง-ดูจิตดูใจอยู่ ความหลงก็ไม่มี


เมื่อความหลงไม่มี โทสะจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?


เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีสติคุมอยู่แล้ว


โลภะจะเกิดมาในรูปใด ?


มาไม่ได้ เพราะปัญญารอบรู้อยู่แล้ว


อันนี้แสดงว่า‘เราเห็นสมุฏฐาน’**


*เราต้องปฏิบัติอย่างนี้


เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้


เราต้องคอยดู ดูมันอยู่อย่างนี้แหละ


แล้วมันจะเกิดปัญญาแว้บขึ้นมา


มันจะเกิดความดีใจติดมาด้วย ยังไม่ใช่ใจดีนะตอนนี้


ดีใจ แล้วภูมิใจว่าตัวเองรู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรม


อย่างซาบซึ้ง-ปราบความหลงผิดได้แล้ว เป็นอย่างนั้น


เกิดปีติ ปีติอันนี้มันจะมาชักชวน


ให้เราลืมต้นเหตุสมุฏฐานของความคิด


เมื่อไปติดปีติแล้ว-เราลืม อันนี้ชื่อว่าถูกน้อย


เพราะเมื่อมันไปติดปีติ ตัวความสุขนั้นแล้ว


มันจะปราบความหลงไม่ได้


ตัวนี้จึงถือว่า มันยังเป็นการเอาหินทับหญ้าอยู่*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive