DM-0235 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-27

 หลักของพระพุทธศาสนา – วิธีดับทุกข์แบบของพระพุทธเจ้า (๓/๑๐)


“…บัดนี้ เราก็มา**ทำความรู้สึกอย่างที่ผมว่ามานี้


กำมือ เหยียดมือ กะพริบตา อ้าปาก


หายใจเข้า-หายใจออก เดินไป-เดินมา


(เคลื่อนไหว)โดยวิธีใด ก็ให้มีความรู้สึกตัว


บัดนี้ ความคิดมันจะปรากฏขึ้นมาแว้บหนึ่ง


เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ**


*คนโดยมากคิดว่าตัวเองเห็นความคิด


เห็นแล้วก็รู้เป็นเรื่องไปเลย อันนั้นไม่ใช่เห็นความคิด


เป็นแต่เพียง‘รู้คิด’ หรือ‘รู้อยู่ในความคิด’


กล่าวคือ เราเข้าไปอยู่ในความคิดนั้นแล้ว


เราจึงไม่ได้เห็นความคิดของเรา ออกจากความคิดไม่ได้


ผลจึงได้รับทุกข์*


สมมติเหมือนกับว่า


เราอยู่บนบ้าน เราเข้าไปในห้อง-แล้วเข้าไปนอนในมุ้ง


เราก็จะไม่ได้เห็นห้อง ไม่ได้เห็นนอกห้อง


ไม่ได้เห็นนอกบ้าน ไม่ได้เห็นหลังคาบ้าน


มันเป็นชั้น ๆ อย่างนี้


ที่ผมพูดนี้ เราไม่ต้องเป็นอย่างนั้น


คือว่า**มันคิด…เราเห็น-เรารู้


เราเลยออกจากความคิดได้ เราไม่เข้าไปในความคิด**


เปรียบเหมือนเราไม่ต้องเข้าไปอยู่ในมุ้ง


ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในห้องนอน ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในบ้าน


แต่ออกมาชานเรือน หรือว่ามาอยู่ลานบ้าน


เรามองดูประตู-เราก็เห็น เหลียวมองในห้อง-เราก็เห็น


เหลียวมองมุ้ง-เราก็เห็น


อันนี้เรียกว่า‘เราเห็นความคิด-รู้ความคิด-เข้าใจความคิด’


**พอดีมันคิด


ทีแรกจะเป็นเรื่องไป ติดต่อเป็นอารมณ์ไป


คราวนี้มันคิด เราเห็น-เรารู้…มันหยุด


พอดีมันคิดขึ้นมา เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ…มันหยุด**


*อุปมาเหมือนบ้านเรามีหนู


มันจึงกัดเสื้อผ้า-สิ่งของเสียหายหมด


เราไม่มีความสามารถที่จะไปไล่หนูออกจากบ้านได้


จำเป็นต้องไปเอาแมวมาเลี้ยงไว้


แมวกับหนูเป็นปรปักษ์กัน ถ้ามีแมวแล้ว-หนูมันกลัว


สมมติ ที่แรกหนูตัวใหญ่-แมวตัวเล็ก


พอหนูมา แมวถึงตัวจะเล็ก-มันก็ตะครุบอยู่ดี


แต่หนูตัวโตก็วิ่งหนี แมวก็เกาะติดหนูไป


พอเหนื่อยแล้ว แมวตัวเล็กมันก็วางหนูเอง


หนูจึงหนีพ้นไปได้*


**เราไม่ต้องไปสอนแมวให้จับหนู


เพราะเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว


เราเพียงเอาอาหารให้แมวกิน


ให้มันใหญ่ขึ้น-อ้วนโตขึ้น มีกำลังแข็ง-แรงมากขึ้น


ทีนี้เวลาหนูมันมาอีก แมวซึ่งจ้องคอยทีอยู่โดยธรรมชาติ


และมีกำลังแล้วนั้น จะกระโจนจับทันทีอย่างแรง


หนูมันไม่เคยถูกแมวจับ มันก็ตกใจ-ช็อกตายทันที


เลือดในตัวหนูก็เลยหยุดวิ่ง แมวกินหนูจึงไม่มีเลือด


ความคิดก็เหมือนกัน


พอดีมันคิด เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ…มันหยุดทันที


ความคิดมันเลยไม่ถูกปรุงไป


เพราะเรามีสติ-มีสมาธิ-มีปัญญาแล้ว**


‘สติ’ แปลว่าความระลึกได้


‘สมาธิ’ ก็แปลว่าตั้งมั่น-ตั้งใจไว้มั่น


‘ปัญญา’ แปลว่ารอบรู้


‘ตัวสติตั้งมั่น’ ก็คือมันคอยจ้องความคิดอยู่


เหมือนแมวคอยทีจะจับหนูนั่นเอง


**พอดีมันคิดปุ๊บ เราไม่ต้องไปรู้กับมัน


ให้มาอยู่กับความรู้สึกตัวนี้**


‘มันคิดแล้วก็หายไป’นี้ ก็หมายความว่า


**เมื่อมีสติเห็น-รู้-เข้าใจอยู่ ความหลงไม่มี-หรือมีไม่ได้เลย


เมื่อความหลงไม่มีแล้ว โทสะ-โมหะ-โลภะย่อมเกิดขึ้นไม่ได้


นี้เรียกว่า‘นามรูปไม่ทุกข์’


เพราะรู้เท่า-รู้ทัน รู้กัน-รู้แก้


ซึ่งก็คือตัวสตินั่นเอง


เมื่อเรามาเห็นอยู่อย่างนี้


อันนี้แหละ ตัวสติ-ตัวสมาธิ-ตัวปัญญา**


ไม่ใช่ว่าไปเจริญสติ ก็ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ


อันนั้นเอาไว้ก่อน ไม่ต้องพูดถึง


เรื่อง**การเจริญสติเพื่อแก้ทุกข์ตามที่ผมเข้าใจนั้น


พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้จริง ๆ ซึ่งไม่ต้องหลับตา


และสามารถทำการทำงานทุกประเภทไปพร้อมกันได้ด้วย**


เป็นนักเรียนไปเรียนหนังสือก็ได้ เป็นครูไปสอนนักเรียนก็ได้


เป็นพ่อบ้านทำหน้าที่พ่อบ้านก็ได้ เป็นแม่บ้านทำหน้าที่แม่บ้านก็ได้


เป็นลูกเราก็ทำหน้าที่ของลูกได้


เป็นผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน ตำรวจ-ทหาร รัฐมนตรี


ทำหน้าที่-การงานของตนได้หมดทุกคน


ทำไมจึงว่าทำได้ ?


เพราะเราไม่ได้นั่งหลับตา **ไปไหน-มาไหนก็ได้


ทำการ-ทำงานใดอยู่ก็ได้ แต่ให้เรามองดูจิตใจ


จิตใจนี้ไม่มีตัวตน


พอดีมันคิด เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจนั้น…อันนั้นเรียกว่า‘นาม’


ส่วนนามที่มันคิดนั้น เป็นรูปคิดขึ้นมา…เรียกว่า‘นามรูป’


ดังนั้นวิธีอันนี้ เรียกว่าเป็น‘วิธีนามรูป’**


อันรูป-นามนั้น เป็นอันหนึ่ง


ส่วนนามรูป เป็นอีกอันหนึ่ง….”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive