DM-0234 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-26

 หลักของพระพุทธศาสนา – วิธีดับทุกข์แบบของพระพุทธเจ้า (๒/๑๐)


“…**เมื่อรู้จักรูป-นาม


มันเป็นสภาวธรรมที่มีจริง-เห็นจริง


ตาเห็น-ก็รู้ ใจเห็น-ก็รู้


เมื่อเห็นอย่างนี้ก็รู้ว่า


‘โอ! ธรรมะนี้คือตัวเรา-ตัวคนทุกคนเป็นธรรมะ’


ผู้หญิง-ผู้ชาย เป็นธรรมะทั้งนั้น


คนไทย คนจีน คนฝรั่ง คนอังกฤษ คนเขมร คนอเมริกา


ล้วนเป็นธรรมะ


ธรรมะคือคน คนนี่เองทำ


เลยรู้จักรูปทำ-รู้จักนามทำ


ทำดี เราก็เรียก‘ธรรมะ’


ทำชั่วก็‘ธรรมะ’ เป็นธรรมะฝ่ายดำ-เรียกว่า‘อธรรม’


คำว่า‘ธรรม’ คือทรงไว้


‘โอ! ธรรมะนี่ คือคนจริง ๆ’


เรื่องการปฏิบัติธรรมนี้ เราต้องปฏิบัติที่ตัวเรานี้เอง


ดังนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงสอน


ให้รู้ถึงความดับทุกข์และพ้นทุกข์ได้จริง ๆ


โดยปฏิบัติลงไปที่ตัวของเรานี้**


เมื่อรู้จักว่าคนคือธรรม-ธรรมคือคนแล้ว


เมื่อเห็นธรรม-รู้ธรรมอย่างนี้แล้ว


ก็เลยเข้าใจธรรมว่าถูกสมมติขึ้นมา


สมมติผี สมมติเทวดา


**ทุกสิ่ง-ทุกอย่างเป็นสมมติทั้งนั้น ให้รู้จักจริง ๆ


การรู้จักสมมติอันนี้ เป็นปัญญาเกิดขึ้นข้อแรก


จะว่า‘วิปัสสนา’ก็ได้ หรือว่า‘ปัญญาเห็นแจ้ง’ก็ได้


เห็นโดยชัดเจน ไม่เก้อเขิน


สามารถเรียกมาดู-เรียกมาพิจารณาได้ทุกคน ไม่ปิดบัง


ฉะนั้น คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้น


จึงกล้าพิสูจน์และยืนยันได้


รับรองได้ว่ามันเป็นอย่างนั้น


ถึงจะมีพระพุทธจ้าเกิดขึ้นก็ตาม


ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นก็ตาม


ธรรมะมันมีอยู่แล้ว**


เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็เลยเห็นจริง ๆ


เมื่อเห็นสมมติแล้ว เราก็เลิกไหว้ผี-ไหว้เทวดา


การไหว้ทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่เคยทำมานั้น เราเลิกหมด


เพราะเรารู้ว่าธรรมะคือตัวเรา


**ไม่มีสิ่งอื่นใดทั้งหมดที่จะมาบันดาลอะไรให้เราได้


นอกจากตัวเราเองแต่ผู้เดียวเท่านั้น**


อันนี้ก็เลยหมดทุกข์ในเบื้องต้น-ชั้นต้น


คือ ไม่เชื่อผี-เทวดา-ฤกษ์งามยามดี ไม่กลัวฤกษ์ยามอีกต่อไป


เพราะ**สิ่งใด-อันใด ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราโดยเฉพาะ


นี้เรียกว่า‘เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจจริง ๆ’**


จากนั้นก็มามีสติกำหนดรู้


ในการเคลื่อนไหวในอิริยาบถของเราต่อไป


เช่น กำมือ-เหยียดมือ…มีสติเข้าไปรู้


**เมื่อมีสติเข้าไปรู้ ความไม่รู้มันก็หายไปเอง**


*ความไม่รู้นั้น เรียกว่า‘โมหะ’*


**โมหะไม่มี เมื่อมีสติ


โมหะ-โลภะ-โทสะ ความจริงแล้วไม่ได้มีอยู่จริงเลย**


ทำไมจึงว่าไม่มี ?


ผมขอถาม :


ท่านทั้งหลายที่ฟังผมพูดอยู่ในขณะนี้ จิตใจเป็นอย่างไร ?


(ผู้ฟังตอบ : **เฉย ๆ)


อันนี้แหละ เป็นตัวธรรมชาติอันหนึ่ง


มันไม่สุข-ไม่ทุกข์ ไม่ไป-ไม่มา ไม่สั้น-ไม่ยาว


มันมีอยู่แล้ว**


*‘ตัวใจ’ กับ ‘ตัวรูปอันนี้’ มันเป็นคนละส่วน


แต่มันก็อาศัยซึ่งกันและกัน*


**ส่วนที่มองเห็นด้วยตานี้-เป็นรูป


ส่วนจิตใจที่มันนึกมันคิด-เป็นนาม**


เมื่อรู้จักเรื่องสมมติแล้ว


ต่อไปก็รู้จักศาสนา-พุทธศาสนา บาป-บุญ


‘บาป’ คือโง่


‘บุญ’ คือฉลาด


หรือว่ารู้แล้วก็เลิกละความหลงผิดได้-ไปเป็นคนฉลาด


‘ศาสนา’ คือตัวคน


‘พุทธศาสนา’ คือตัวสติปัญญาที่เข้าไปรู้ตัวจิต-ตัวใจ


‘พุทธะ’ แปลว่าผู้รู้


*ศาสนาที่เป็นวัตถุ อย่างวัดวาอาราม


โบสถ์วิหาร-พระพุทธรูป-เจดีย์นั้นก็ดี


ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ดี


แต่เป็นเพียงศาสนาสมมติ ยังแก้ทุกข์ไม่ได้


ทำแล้ว ก็ดีใจชั่วขณะเท่านั้น


‘ดีใจ’กับ‘ใจดี’นั้น ไม่เหมือนกัน


เมื่อเรามาเห็นอันนี้ (เรา)ดีใจ


แต่ตัวใจดีนั้น ยังไม่มี-ยังไม่เห็น


เพราะเรายังไม่เห็นตัวชีวิตของเรา*…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive