DM-0229 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-21

 “…วิธีพุท-โธ ผมก็ได้ทำมา


วิธีอรหัง ผมก็ทำมา


วิธีพอง-ยุบ ผมก็ได้ทำมา


บัดมาทำวิธีติง-นิ่งนี่แหละ


ผมก็เลยมาตัดคำเว้าของอาจารย์ออก


**‘เฮ็ดซือ ๆ เพียงเอาความรู้สึก


เมื่อรู้อันนี้แล้ว มันรัดกุมหมด’**


ผมเข้าใจอย่างนี้


ผมจึงบ่ได้นำเรื่องวิธีพุท-โธมาสอน


และบ่ได้นำเรื่องอรหังมาสอน


และบ่ได้นำเรื่องพอง-ยุบ มาสอน


**ผมอยากแนะนำแต่อย่างเดียวเท่านี้


เพราะว่ามันรัดกุมทีเดียว


มันสั้นที่สุด อย่างกะทัดรัด


ทุกคนต้องประสบเอาได้จริง ๆ**


จะเปรียบเหมือนดั่งดำดินไปนี่


โผล่ขึ้นกรุงเทพ ฯ โลดบัดเดียว


นี่ผมคิดอย่างนั้น


หรือจะเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง


เราขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนี่


ไปลงปุ๊บที่สนามบินกรุงเทพ ฯ ดอนเมืองโน่นทีเดียว


มันเร็วไปอย่างนี้


ฉะนั้นผมจึงอยากเว้าแต่เรื่องนี้


ถ้าให้ผมเว้าเรื่องนี้นะ-บ่เมื่อย ถ้าพูดเรื่องอื่น-ผมเหนื่อย


ถ้าพูดเรื่องนี้-ให้ผมเว้าเท่าใดก็ได้ เพราะผมชอบ-ผมมัก


จะมีเงิน-มีทองนั่นก็ดีอยู่ บ่ได้คัดค้าน


แต่ความสุขประเภทเรื่องเงินทองนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


แต่ความสุขเรื่องนี้ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


ถ้าจะคิดน้ำหนัก


(หากคน)มีเงินล้านบาท


(จะ)มา(ขอ)ซื้อเอาความสุขประเภทนี้ (ให้)ขายซะ


โอ้ย! แล่วเท่านั้น ผมบ่เอาแล้ว


ซิเอามาเฮ็ดหยังเงินล้านบาทนี้ ?


**ความสุขประเภทนี้ ผมว่ามันเหนือเงินล้านบาท


ชีวิตของผมนี้ ผมว่าผมได้ประสบสุขอันนี้


ผมจึงว่า‘บ่เชื่อใครทั้งหมด’** แต่ผมรับฟัง


ครูบาอาจารย์สอนอย่างไร ผมรับฟังหมดทุกองค์


แม้จะเป็นเด็กน้อย ๆ มาสอน ผมก็รับฟัง


แต่ความจริงนั้น กลเม็ด(ที่)เว้านั้นผิดหรือถูก


ผมรับฟังซือ ๆ แต่ผมบ่ค้าน


ผิด-ถูก เป็นเรื่องของเพิ่นเว้า


ถ้าหากเราโง่นั้น เราก็ต้องศึกษา


ตามปกติ ความโง่นี่ต้องมาก่อนหมดทุกคน


ความฉลาดมันจึงมาตามหลัง


ถ้าหากว่าความโง่บ่เกิดขึ้นเสียแล้ว ความฉลาดบ่มี


ผมนึกได้อย่างนี้


เพราะว่าสมัยผมเป็นเณร


ครูอาจารย์สอนให้เฮ็ดไปหมดทุกอย่าง


ถ้าหากผมฉลาดแล้ว ผมบ่ไปงมเฮ็ดอย่างนั้น


ผมเฮ็ดตั้งแต่สมัยผมเป็นเณร เฮ็ดแบบนี้โลด


โอย…ผมซิเลยบ่สึกฮอดปานนี้


ผมซิได้เป็นพระเถระผู้ใหญ่ซ้ำไป


บางทีอาจจะได้เป็นเจ้าคณะตำบลนำเขาซิเป็นได้


บางทีผมซิได้เรียนนักธรรมตรี-ธรรมโท-ธรรมเอก


สอบเปรียญได้คือเพิ่นอย่างอาจารย์มหานี่ก็ซิได้เด๊อครับ


ถ้าหากผมบวชตั้งแต่พู้น บ่สึกเท่าป่านนี้


นี้แหละ ความโง่ของคนต้องมาก่อนทุกคน-ทุกคนไป


ความฉลาดจึงมาตามหลัง


ความผิดมาก่อน ความถูกต้องจึงมาตามหลัง


เมื่อคนบ่รู้จักความผิดอยู่แล้ว ความถูกต้องไม่มี


**เมื่อรู้จักความผิดและความถูกต้อง ทั้ง ๒ อย่างนี้


จึงเรียกว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา


มัชฌิมาปฏิปทานั้น เดินทางเข้าไปสู่จุดนี้แหละ


มัชฌิมาปฏิปทา-เดินทางสายกลาง


รู้จักจุดที่สุดของมันนั่นแหละ


เห็นจุดนี้แหละ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา**


จึงว่าบ่ผิด-บ่ถูก อาจารย์องค์ใดสอนก็บ่ผิด-บ่ถูก


คำว่า‘มัชฌิมาปฏิปทา’นี้ แปลว่า


ความเว้าของผมเด๊นี่


ผมบ่ได้เว้าขอผู้อื่นเด๊นี่ ผมบ่ได้รู้ปริยัติ


**เมื่อไปถึงจุดอาการเกิดดับนี่แหละ ‘เป็นมัชฌิมาปฏิปทา’


บอกว่า ‘โอ้! เดินเข้ามานี่แล้ว-ถูกปุ๊บ


เอานี้โลดจุดเดียวเท่านี้เนาะ


๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมลงสู่จุดเดียวเท่านี้’


จะเรียนหนังสือได้ ก็มาสู่จุดนี้


เรียนหนังสือบ่ได้ ก็มาสู่จุดนี้


เขียนหนังสือได้อย่างคล่องแคล่ว ก็ซิมาทำงานอันนี้


เขียนหนังสือบ่เป็นจักตัว ก็ซิมาทำงานสู่จุดเดียวเท่านั้น**


นี่ปัญหาของมัน…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive