DM-0224 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-16

 “…**การปฏิบัติธรรมะ ต้องพยายามลดละมานะ-ลดละทิฏฐิ**


‘ทิฏฐิ’ แปลว่าความเห็น


ถ้าเห็นถูกต้องก็ดี ถ้าเห็นผิดก็ผิดไปเลย


‘มานะ’คือถือเนื้อ-ถือตัว ทิฏฐิแปลว่าความเห็น


‘สัมมาทิฏฐิ’ แปลว่าเห็นถูกต้อง


‘มิจฉาทิฏฐิ’ แปลว่าเห็นผิด


ท่านว่าอย่างนั้น


ส่วนทิฏฐิคำเดียวนี้ ยังไม่ผิด-ยังไม่ถูก


แต่ให้รู้จัก สิ่งที่ผิดมาแล้ว-ต้องแก้ไข


ถ้าหากเราไม่แก้ไขความชั่วของเราแล้ว ก็อยู่นั่นล่ะ-อยู่ในถ้ำนั่นล่ะ


หลวงพ่อเคยว่า*‘ถ้ำนี้นะ มันมืดมิดมานานแสนนานแล้ว


ร้อยกัปพันกัลป์แล้ว หมื่นปีแสนปี-มันก็มืดอยู่อย่างนั้นแหละ-ถ้ำ


คนใดอยู่ในถ้ำ ก็อยู่อย่างนั้นละ-ไม่มีแสงสว่างสักที’*


บัดนี้เรารู้จักวิธี มีเทียนไขหรือมีไม้ขีดไฟอยู่ในมือ


เราก็ขีดไม้ขีดไฟ-แล้วก็จุดเทียนไขในมือเรานั้น ไฟก็สว่างขึ้นมา


แล้วเราอย่าเพิ่งวิ่งหนี ความมืดมันไม่ได้หนีจากเรานะ


(ความมืด)หนีไฟไปเท่านั้นเอง


เราเอาไฟมาอยู่หน้า-มืดมันมาข้างหลัง เอาไฟมาข้างหลัง-มืดมันมาข้างหน้า


เอาไฟมาข้างซ้าย-มืดมาข้างขวา เอาไฟมาข้างขวา-มืดมาข้างซ้าย


ความมืดมันวนรอบตัวเราอยู่อย่างนี้


อันนี้เปรียบเสมือนกับว่าเราพลิกมือ เรารู้


บางทีมันไม่รู้ เราก็เลยรู้อยู่กับความไม่รู้นั้นนะซี้


บัดนี้เรามีไม้ขีดไฟ-มีเทียนไข จุดขึ้นมาเลยทันที


แล้ว**ออกมาจากถ้ำเลย มาอยู่ที่นอกถ้ำนี่


เมื่อออกมาอยู่นอกถ้ำ แล้วเหลียวกลับเข้าไปในถ้ำ


ก็เห็นถ้ำมันมืด-ถ้ำนั่นน่ะ


แต่พอเรามองออกไปไกล ๆ เราเห็น สว่าง-มันเป็นอย่างนั้น


จึงว่าให้เรารู้จักจริง ๆ นี่นะ**


**ธรรมะไม่ใช่ว่าเป็นตู้หนังสือ และก็ไม่ใช่พระไตรปิฎก**


หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่วัดวาอารามอะไรทั้งนั้น


คือตัว**เราทุกคนนั่นแหละเป็นธรรมะ**


ทำดีก็เรียกว่า‘ธรรมะ’ ทำชั่วก็เรียกว่า‘อธรรม’


พูดดีเขาเรียกว่า‘พูดธรรมะ’ พูดชั่วเราเรียกว่า‘เป็นอกุศล’


คิดดีเขาว่า‘คิดธรรมะ’ คิดชั่วเขาว่า‘เป็นอนันตริยกรรม’


จึงว่า**บาป-บุญอะไรต่ออะไร ทุกสิ่ง-ทุกอย่างนั้น


ใจโน้นนะมันคิดก่อน


พอดีรู้จักว่า‘โอ๊ะ! โกรธแล้วคราวนี้-วันนี้’


คราวหน้า-วันหน้าจะทำอย่างใด มันจึงจะไม่โกรธแบบนี้อีก


ต้องรักษา-ต้องพยายาม ท่านจึงให้ดูความคิด**


ความโกรธนั่นแหละเป็นบ่อเกิดของความผิดพลาดทั้งหมดเลย


*ที่โกรธก็เพราะไม่รู้


เรียกว่า‘ความไม่รู้นั้นแหละเป็นความผิดพลาดทั้งหมด’


ความไม่รู้ ภาษาธรรมะ-ท่านเรียกว่า‘โมหะ’


ภาษาบ้านหลวงพ่อเรียกว่าหลง-หลงลืม


ถ้าลืมแล้ว มันจะมี(โมหะ)หรือหลง


เรามาปฏิบัติธรรมะ กำลังพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง


เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย…อันนี้เรียกว่า‘หลง’


เดินจงกรม…เดินไป-เดินมา บางทีรู้-บางทีไม่รู้…ท่านก็เรียกว่า‘หลง’


ไม่ใช่หลงเอาของไปวางไว้ที่นั้น-เอาของไปวางไว้ที่นี้


อันนั้นมันหลงออกนอกตัวเรา *หลงนี้คือหลงตัวเรา-หลงชีวิตจิตใจเรานี้


ลืม-บัดนี้ ไม่เคยคิดถึงเลยสักที


มันพลิก มันเคลื่อน-มันไหวอะไร…ก็รู้ไปเฉย ๆ


รู้เหมือนกับที่สัตว์เดรัจฉานมันรู้ อยางที่ว่าเมื่อกี้นี้ว่า‘สัตว์เดรัจฉานมันก็วิ่งเป็น’


พอเห็นตัวหนึ่งร้อง วิ่งไปแล้วมันก็แล่นตามกันไปเลย


นั่นมันรู้ แต่มันไม่รู้ว่ามันจะแล่นไปทำไม


เราก็เหมือนกัน


เมื่อมันคิด-เราไม่รู้…เราเคลื่อน-เราไหว เราไม่รู้


หรือว่าเราไปกินข้าว ไปอาบน้ำ เข้าห้องส้วม-ห้องน้ำ


เรารู้-แต่เราหากไม่ได้รู้ รู้-แต่ไม่รู้*


**ท่านจึงสอนให้เรากำหนดรู้ ให้รู้จริง ๆ นี่นะ


หลวงพ่อกล้ายืนยันรับรองคำพูดและวิธีอันนี้


เพราะหลวงพ่อทำมาแล้ว มันรู้**


*หลวงพ่อเคยทำอย่างอื่นมาแล้ว ทำมาตั้งแต่อายุเพิ่ง ๑๑ ปีนู่น


ทำเรื่อยมา…ทำพุท-โธ สัมมา-อะระหัง นับ ๑-๒-๓


พอง-ยุบ อานาปานสติ…หลวงพ่อทำมา ได้แต่ความสงบ


สงบนั้น-สงบจริง ๆ แต่ไม่รู้


วิธีสงบแบบไม่รู้นี้ หลวงพ่อจะสอนให้-ไม่เกิน ๓ เดือน


ไม่เกิน ๓๐ วันด้วยซ้ำไป หลวงพ่อว่าหลวงพ่อทำได้


นั่งสงบเงียบไปเลยนี่-ไม่ยาก ถ้าเข้าใจแล้วไม่ยาก


แต่มันหากไม่มีปัญญา มันมาคิดเอา-มันเลยไม่รู้ความคิด


มันก็เลยพาให้ความคิดนั้นมันคิดไป อันนั้นท่านว่า‘คิดเอาเฉย ๆ’*


เป็นการคาดคิดด้นเดาเอาเอง


**หนังสือกาลามสูตรบอกไว้แล้วว่า


‘อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา


อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา


อย่าเชื่อถือโดยเห็นเขาทำตามกันมา


อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามันมีอยู่ในตำรา


อย่าเชื่อถือโดยที่บุคคลที่พูดนั้นน่าเชื่อถือ’


๑๐ ข้อโน่นแน่ะ-ท่านบอกไว้แล้ว ไม่ให้เชื่อทั้งหมดเลย**


**หลวงพ่อจึงไม่เชื่อใครทั้งหมด


เชื่อที่ไหน ?


เชื่อตรงที่มันรู้นี่ นี่-ศรัทธา**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive