DM-0219 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-11

 “…ต่อไปก็จะได้เล่าเรื่องอารมณ์การปฏิบัติธรรมะต่อไป


ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมะเบื้องแรก-จำเป็นต้องเฮ็ดจังหวะ


เก็บมือเข้า-เอามือออก เดินจงกรม


ให้รู้จักรูป-นาม เบื้องแรก


**รูป-นาม…มันติดกันอยู่เสมอไป ให้รู้จักรูป-นาม**


แล้วก็ต้องรู้จักรูปทำ-นามทำ รูปโรค-นามโรค


เมื่อรู้จักรูปทำ-นามทำ รู้จักรูปโรค-นามโรคแล้ว


ให้รู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา เกิด-ดับ


เมื่อรู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา เกิด-ดับแล้ว…**ให้รู้จักสมมติ


สิ่งที่สมมติขึ้นในโลก ที่เราติดกันอยู่โดยวัตถุทุกวันนี้แหละ


สิ่งที่สมมติทุกอย่าง ให้รู้จักให้ทั่วถึง**


เมื่อรู้จักสมมติอย่างทั่วถึงแล้ว


ให้รู้จักหลักพุทธศาสนากับศาสนา


ศาสนาคือหยัง ? พุทธศาสนาคือหยัง ?


และให้รู้จักบาป-บุญ เหล่านี้แหละ


**เมื่อรู้จักจุดนี้แล้ว เราต้องแนะกันให้เบิ่งคิด(ให้ดูความคิด)


ชี้เข้าไปหาคิดเลยบัดเดียว มันคิดร้ายก็ช่าง-คิดดีก็ตาม**


*มันคิดเรื่อย ๆ มันกำลังคิด…เมื่อรู้รูป-นาม ใหม่ ๆ นี่


กำลังคิด-ความคิดอันนี้ฟุ้งขึ้นเลย…รู้นั้น-รู้นี้ คิดบ่หยุด-บ่ถอย


แม้มีความรู้ สามารถถกเถียงคนนั้น-คนนี้ได้


นี้เป็นความรู้ของวิปัสสนู


เป็นปัญญาของวิปัสสนูเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา


บ่แม่นตัวจริง*


ตัวจริงแท้ ๆ นั้น เพียงแต่ว่าปัญญาของวิปัสสนา


รู้รูป-นาม ทุกขัง-อนัจจัง-อนัตตา


พริบตา-หายใจ-คิดนึก


เหล่านี้เป็นรูป-เป็นนาม


(เหล่านี้)เป็นทุกขัง-เป็นอนิจจัง-เป็นอนัตตา เป็นเกิด-เป็นดับ


(เหล่านี้เป็น)รูปทำ-นามทำ (เป็น)รูปโรค-นามโรค


รู้สมมติอย่างนี้


ฉะนั้นทุกคนจึงเป็นธรรมะ เมื่อด่ากัน-ก็ด่าธรรมะ


เมื่อด่ากัน-ก็ต้องด่าพระพุทธเจ้า เมื่อด่ากัน-ก็ต้องด่าพระสงฆ์


ฉะนั้นผมจึงว่า‘บ่อยากด่าใครทั้งหมด’


ครั้นผมด่า ผมก็ด่าพระพุทธเจ้าโลด


**ทุกคนนี้สามารถมีพืช หรือมีเชื้ออยู่


ถ้าหากทำจริง ๆ แล้ว สามารถที่จะประสบเอาแท้ ๆ


ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้น เรียกว่า‘สัจจะ’**


‘สัจจะของพวกเรา’กับ‘สัจจะของพระพุทธเจ้า’นั้น-ต่างกัน


สัจจะของพวกเรานี้ ครั้นซิไปบ้านโคกฟันโปงมื้อนี้


ครั้นบ่ไป ย่านเสียสัตย์-จำเป็นต้องไป ‘อันนี้สัจจะของสมมติ’


สัจจะของพวกเรา ครั้นบ่ไป-ซิเสียศีล


สัจจะของไทเฮาต้องเป็นอย่างนั้น


มื้อนี้ซิไปบ้านหัวทุ่ง ครั้นบ่ไปบ้านหัวทุ่ง…ซิเสียสัตย์-เสียศีล


สัจจะของพวกเราต้องเป็นอย่างนั้น


ความจริง สัจจะของพระพุทธเจ้าบ่ได้เป็นอย่างนั้น


**พระพุทธเจ้านี่ ‘เมื่อเราบ่บรรลุมรรคผลนิพพานเมื่อใด


เราจะไม่ท้อถอยต่อการกระทำ หรือต่อการปฏิบัติของเรา


ถึงจะตายก็ตาม-ช่างมัน’ พระพุทธเจ้ามีสัจจะอย่างนี้**


ฉะนั้น สัจจะของพวกเรานี่กับสัจจะของพระพุทธเจ้า-จึงต่างกัน


ผลการกระทำของพวกเราก็เช่นเดียวกัน


พระ-เณร และแม่ขาว แม่ออก-พ่อออก ที่อยู่ร่วมกันนี่


การปฏิบัติธรรมะก็บ่เหมือนกัน ผมสังเกตเบิ่งอยู่


บางคนก็เอา บ้างก็พอไป-พอมา


บางคนก็รู้สึกว่าเหนื่อยหลาย เฮ็ดหลายบ่ได้-เมื่อย


เป็นโรคอันนั้น-เป็นโรคอันนี้ ก็ว่าเป็นอย่างนั้น


ต่อไปนี้นะ **เมื่อเอาจิตดูจิตเข้าไปนี่


เราไปประสบเอากับปรมัตถ์ บัดนี่จิตใจเราจะสบายขึ้นมา


ถ้าหากเรามีอารมณ์อยู่นั้น ให้จับอารมณ์นั้นไว้โลด**


*ครั้นเมื่อไปทิ้งอารมณ์นั้น-ติดวิปลาสตื่ม* อันนี้บทหนึ่ง


วิปลาสมีอยู่ ๒ บท


บ่อนจิตใจที่เปลี่ยนจากความเป็นปุถุชน


เข้าไปสู่เขตแดนให้จิตใจเปลี่ยนนี่


นี้ก็มีวิปลาส ผมเข้าใจอย่างซี่


ต่อไปเมื่ออาการเกิดดับ ของเราซิได้ประสบเอาที่ผมว่าตะกี้นี้


‘พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว-ไม่ยาวอีก’ (จุด)นี้ก็ต้องมีวิปลาส


มีวิปลาสอยู่ ๒ อย่าง แต่อย่างหนักนั้นแท้(คือ)ตัวสุดท้าย


อย่างตัวเข้าไปเบื้องแรกนี้-บ่หนักปานใด เรื่องวิปัสสนูนั้น


เมื่อรู้รูป-นาม เป็นอารมณ์ของวิปัสสนู


ฉะนั้น ผมได้ฟังธรรมะครูบาอาจารย์ทุกองค์-ทุกองค์


เคยได้ไปสู่สำนักหลายสำนัก ไปศึกษาตามอาจารย์ต่าง ๆ


(ไปตอน)เมื่อผมเข้าใจธรรมะอันนี้แล้วนะ แต่ผมบวชมาแล้วนี้นะ


ฟังดู-เพราะหูทุกองค์ แม่นทุกองค์-บ่ผิดสักองค์


แล้วแต่นิสัยใครจะสอนไป


ใครมีความรู้อย่างใด ต้องสอนไปอย่างนั้น


ใครถนัดไปอย่างใด ต้องสอนไปอย่างนั้น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive