“…ต่อไปก็จะได้เล่าเรื่องอารมณ์การปฏิบัติธรรมะต่อไป
ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมะเบื้องแรก-จำเป็นต้องเฮ็ดจังหวะ
เก็บมือเข้า-เอามือออก เดินจงกรม
ให้รู้จักรูป-นาม เบื้องแรก
**รูป-นาม…มันติดกันอยู่เสมอไป ให้รู้จักรูป-นาม**
แล้วก็ต้องรู้จักรูปทำ-นามทำ รูปโรค-นามโรค
เมื่อรู้จักรูปทำ-นามทำ รู้จักรูปโรค-นามโรคแล้ว
ให้รู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา เกิด-ดับ
เมื่อรู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา เกิด-ดับแล้ว…**ให้รู้จักสมมติ
สิ่งที่สมมติขึ้นในโลก ที่เราติดกันอยู่โดยวัตถุทุกวันนี้แหละ
สิ่งที่สมมติทุกอย่าง ให้รู้จักให้ทั่วถึง**
เมื่อรู้จักสมมติอย่างทั่วถึงแล้ว
ให้รู้จักหลักพุทธศาสนากับศาสนา
ศาสนาคือหยัง ? พุทธศาสนาคือหยัง ?
และให้รู้จักบาป-บุญ เหล่านี้แหละ
**เมื่อรู้จักจุดนี้แล้ว เราต้องแนะกันให้เบิ่งคิด(ให้ดูความคิด)
ชี้เข้าไปหาคิดเลยบัดเดียว มันคิดร้ายก็ช่าง-คิดดีก็ตาม**
*มันคิดเรื่อย ๆ มันกำลังคิด…เมื่อรู้รูป-นาม ใหม่ ๆ นี่
กำลังคิด-ความคิดอันนี้ฟุ้งขึ้นเลย…รู้นั้น-รู้นี้ คิดบ่หยุด-บ่ถอย
แม้มีความรู้ สามารถถกเถียงคนนั้น-คนนี้ได้
นี้เป็นความรู้ของวิปัสสนู
เป็นปัญญาของวิปัสสนูเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา
บ่แม่นตัวจริง*
ตัวจริงแท้ ๆ นั้น เพียงแต่ว่าปัญญาของวิปัสสนา
รู้รูป-นาม ทุกขัง-อนัจจัง-อนัตตา
พริบตา-หายใจ-คิดนึก
เหล่านี้เป็นรูป-เป็นนาม
(เหล่านี้)เป็นทุกขัง-เป็นอนิจจัง-เป็นอนัตตา เป็นเกิด-เป็นดับ
(เหล่านี้เป็น)รูปทำ-นามทำ (เป็น)รูปโรค-นามโรค
รู้สมมติอย่างนี้
ฉะนั้นทุกคนจึงเป็นธรรมะ เมื่อด่ากัน-ก็ด่าธรรมะ
เมื่อด่ากัน-ก็ต้องด่าพระพุทธเจ้า เมื่อด่ากัน-ก็ต้องด่าพระสงฆ์
ฉะนั้นผมจึงว่า‘บ่อยากด่าใครทั้งหมด’
ครั้นผมด่า ผมก็ด่าพระพุทธเจ้าโลด
**ทุกคนนี้สามารถมีพืช หรือมีเชื้ออยู่
ถ้าหากทำจริง ๆ แล้ว สามารถที่จะประสบเอาแท้ ๆ
ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้น เรียกว่า‘สัจจะ’**
‘สัจจะของพวกเรา’กับ‘สัจจะของพระพุทธเจ้า’นั้น-ต่างกัน
สัจจะของพวกเรานี้ ครั้นซิไปบ้านโคกฟันโปงมื้อนี้
ครั้นบ่ไป ย่านเสียสัตย์-จำเป็นต้องไป ‘อันนี้สัจจะของสมมติ’
สัจจะของพวกเรา ครั้นบ่ไป-ซิเสียศีล
สัจจะของไทเฮาต้องเป็นอย่างนั้น
มื้อนี้ซิไปบ้านหัวทุ่ง ครั้นบ่ไปบ้านหัวทุ่ง…ซิเสียสัตย์-เสียศีล
สัจจะของพวกเราต้องเป็นอย่างนั้น
ความจริง สัจจะของพระพุทธเจ้าบ่ได้เป็นอย่างนั้น
**พระพุทธเจ้านี่ ‘เมื่อเราบ่บรรลุมรรคผลนิพพานเมื่อใด
เราจะไม่ท้อถอยต่อการกระทำ หรือต่อการปฏิบัติของเรา
ถึงจะตายก็ตาม-ช่างมัน’ พระพุทธเจ้ามีสัจจะอย่างนี้**
ฉะนั้น สัจจะของพวกเรานี่กับสัจจะของพระพุทธเจ้า-จึงต่างกัน
ผลการกระทำของพวกเราก็เช่นเดียวกัน
พระ-เณร และแม่ขาว แม่ออก-พ่อออก ที่อยู่ร่วมกันนี่
การปฏิบัติธรรมะก็บ่เหมือนกัน ผมสังเกตเบิ่งอยู่
บางคนก็เอา บ้างก็พอไป-พอมา
บางคนก็รู้สึกว่าเหนื่อยหลาย เฮ็ดหลายบ่ได้-เมื่อย
เป็นโรคอันนั้น-เป็นโรคอันนี้ ก็ว่าเป็นอย่างนั้น
ต่อไปนี้นะ **เมื่อเอาจิตดูจิตเข้าไปนี่
เราไปประสบเอากับปรมัตถ์ บัดนี่จิตใจเราจะสบายขึ้นมา
ถ้าหากเรามีอารมณ์อยู่นั้น ให้จับอารมณ์นั้นไว้โลด**
*ครั้นเมื่อไปทิ้งอารมณ์นั้น-ติดวิปลาสตื่ม* อันนี้บทหนึ่ง
วิปลาสมีอยู่ ๒ บท
บ่อนจิตใจที่เปลี่ยนจากความเป็นปุถุชน
เข้าไปสู่เขตแดนให้จิตใจเปลี่ยนนี่
นี้ก็มีวิปลาส ผมเข้าใจอย่างซี่
ต่อไปเมื่ออาการเกิดดับ ของเราซิได้ประสบเอาที่ผมว่าตะกี้นี้
‘พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว-ไม่ยาวอีก’ (จุด)นี้ก็ต้องมีวิปลาส
มีวิปลาสอยู่ ๒ อย่าง แต่อย่างหนักนั้นแท้(คือ)ตัวสุดท้าย
อย่างตัวเข้าไปเบื้องแรกนี้-บ่หนักปานใด เรื่องวิปัสสนูนั้น
เมื่อรู้รูป-นาม เป็นอารมณ์ของวิปัสสนู
ฉะนั้น ผมได้ฟังธรรมะครูบาอาจารย์ทุกองค์-ทุกองค์
เคยได้ไปสู่สำนักหลายสำนัก ไปศึกษาตามอาจารย์ต่าง ๆ
(ไปตอน)เมื่อผมเข้าใจธรรมะอันนี้แล้วนะ แต่ผมบวชมาแล้วนี้นะ
ฟังดู-เพราะหูทุกองค์ แม่นทุกองค์-บ่ผิดสักองค์
แล้วแต่นิสัยใครจะสอนไป
ใครมีความรู้อย่างใด ต้องสอนไปอย่างนั้น
ใครถนัดไปอย่างใด ต้องสอนไปอย่างนั้น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ