“…*การให้ทาน-การรักษาศีล-การทำสมาธินั้น
ดีแล้ว-แต่ยังไม่ได้ทำจุดนี้
เมื่อไม่ได้ทำจุดนี้ งานก็ไม่สำเร็จ*
แต่คนอื่นนั้นจะทำอย่างไรก็(ไม่)รู้
ผมไม่รู้กับเรื่องของคนอื่น
แต่สำหรับตัวของผม-ตัวของอาตมาต้องทำอย่างนี้
ถ้าไม่ทำอย่างนี้-ไม่รู้
(อาตมา)เคยให้ทานมา เคยรักษาศีลมา
เคยทำกรรมฐานมา หลายวิธีที่ทำมา
แต่มันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่เข้าใจเรื่องนี้
มันไม่รู้เรื่องนี้ มันไม่มีการอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังได้
ดังนั้น**เมื่อมาทำเรื่องนี้ ทำความรู้สึกตัวนี้เอง
พลิกมือขึ้น-ก็รู้ คว่ำมือลง-ก็รู้ ยกมือ-ก็รู้
กำมือ-ก็รู้ เหยียดมือ-ก็รู้ เหลียวซ้าย-เหลียวขวา…ก็รู้
เอียงซ้าย-เอียงขวา…ก็รู้ ก้ม-เงย…ก็รู้
นี่-มันรู้อันนี้ พริบตา-ก็รู้ หายใจ-ก็รู้
จิตใจมันนึก-มันคิด…ก็รู้
เมื่อมันรู้แล้ว ความรู้นั้นแหละจะทำหน้าที่ของมันเอง**
ดังนั้น คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้
‘เดินไป ต้องเหลียวหน้า-เหลียวหลัง
เหลียวซ้าย-เหลียวขวา’ ท่านสอน
เดี๋ยวนี้เราเดินไปแต่ข้างหน้า
มองไปแต่ข้างหน้า ไม่ได้เหลียวหลัง
ไม่ได้เหลียวซ้าย ไม่ได้เหลียวขวา
ไม่ได้มองกลับเข้ามาที่ตัวเรา
เมื่อไม่เหลียวหลัง เราก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง
ให้ทานมาบ้าง รักษาศีลมาบ้าง
ทำกรรมฐานมาบ้างแล้วหรือ
เพราะเราไม่ได้เหลียวหลังเรา
บัดนี้เมื่อเราเหลียวหลังเรา
มองเห็นสภาพความเป็นอยู่ การทำ
เราทำมาแล้วอย่างนั้น เราก็ต้องรู้
เหลียวซ้าย-แลขวา เหลียวดูสิ
คนกำลังทำอยู่นั่นน่ะ เขาทำยังไง ?
เขารู้สภาพหรือภาวะที่เขาทำแล้วหรือยัง ?
นี่…เหลียวซ้าย-แลขวา มองเข้ามาถึงตัวเรา
‘เอ้อ *ตัวเราก็เป็นเช่นนั้น’
เมื่อยังไม่รู้-ไม่เข้าใจ ก็ทำเช่นนั้น*
นี่แหละเหลียวซ้าย-แลขวา เหลียวเข้ามาเบิ่งตัวเอง
เหลียวเข้ามาดูตัวเอง มามองดูตัวเอง
เมื่อมามองดูตัวเองแล้ว
มันเกิดมีความเข้าใจ สัมผัสได้จริง ๆ
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส และสอนเอาไว้ว่า
**‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต
สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต
สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต’
คือยังไง-เหมือนยังไง ?
คือกัน…มีแข้ง-มีขา มีตา
ให้ว่า‘มีรูป-มีเวทนา-มีสัญญา-มีสังขาร-มีวิญญาณ
คือกัน-เหมือนกัน’
ผู้หญิง-ผู้ชาย(มี)เหมือนกัน เด็ก-ผู้ใหญ่(มี)เหมือนกัน
พระสงฆ์-องค์เณร(มี)เหมือนกัน
เรียนหนังสือ-ไม่เรียนหนังสือ เหมือนกัน-มีเหมือนกัน
คนจนก็มีเหมือนกัน คนรวยก็มีเหมือนกัน
อันมีเวทนา-มีสัญญา-มีสังขาร-มีวิญญาณนี่
มีเหมือนกัน**
แล้วก็*โทสะ-โมหะ-โลภะก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน
มันเป็นอย่างนั้น
กิเลส-ตัณหา-อุปาทานก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน*
**อันความสงบนั่นก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน มีเหมือนกัน**
ท่านว่าอย่างนั้น
บัดนี้**เมื่อเราทำถูกจุดแล้ว ทำให้ทุกข์นั้นลดน้อยหมดไปแล้ว
ก็เป็นตถาคต เป็นพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน
เป็นที่ตรงไหน ?
ก็เป็นที่จิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ
จิตใจบริสุทธิ์-จิตใจผ่องใส-จิตใจว่องไวนี่เอง
อันนี้แหละเป็นกิเลสอย่างละเอียด
อันนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า
‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วที่แห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
ให้พวกเธอทั้งหลาย
จงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี่’**
นี่-ท่านสอนอย่างนั้น แต่เราไม่ทำ
แต่เราไปปรารถนา อ้อนวอน-ขอร้องเอา
ทำบุญแล้วก็ขอร้องเอา ไหว้วอนเอา
มันเป็นไปไม่ได้-อย่างนั้น
**พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทำเอง**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ