DM-0213 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-05

“…*การให้ทาน-การรักษาศีล-การทำสมาธินั้น


ดีแล้ว-แต่ยังไม่ได้ทำจุดนี้


เมื่อไม่ได้ทำจุดนี้ งานก็ไม่สำเร็จ*


แต่คนอื่นนั้นจะทำอย่างไรก็(ไม่)รู้


ผมไม่รู้กับเรื่องของคนอื่น


แต่สำหรับตัวของผม-ตัวของอาตมาต้องทำอย่างนี้


ถ้าไม่ทำอย่างนี้-ไม่รู้


(อาตมา)เคยให้ทานมา เคยรักษาศีลมา


เคยทำกรรมฐานมา หลายวิธีที่ทำมา


แต่มันไม่เป็นอย่างนี้ มันไม่เข้าใจเรื่องนี้


มันไม่รู้เรื่องนี้ มันไม่มีการอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังได้


ดังนั้น**เมื่อมาทำเรื่องนี้ ทำความรู้สึกตัวนี้เอง


พลิกมือขึ้น-ก็รู้ คว่ำมือลง-ก็รู้ ยกมือ-ก็รู้


กำมือ-ก็รู้ เหยียดมือ-ก็รู้ เหลียวซ้าย-เหลียวขวา…ก็รู้


เอียงซ้าย-เอียงขวา…ก็รู้ ก้ม-เงย…ก็รู้


นี่-มันรู้อันนี้ พริบตา-ก็รู้ หายใจ-ก็รู้


จิตใจมันนึก-มันคิด…ก็รู้


เมื่อมันรู้แล้ว ความรู้นั้นแหละจะทำหน้าที่ของมันเอง**


ดังนั้น คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้


‘เดินไป ต้องเหลียวหน้า-เหลียวหลัง


เหลียวซ้าย-เหลียวขวา’ ท่านสอน


เดี๋ยวนี้เราเดินไปแต่ข้างหน้า


มองไปแต่ข้างหน้า ไม่ได้เหลียวหลัง


ไม่ได้เหลียวซ้าย ไม่ได้เหลียวขวา


ไม่ได้มองกลับเข้ามาที่ตัวเรา


เมื่อไม่เหลียวหลัง เราก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง


ให้ทานมาบ้าง รักษาศีลมาบ้าง


ทำกรรมฐานมาบ้างแล้วหรือ


เพราะเราไม่ได้เหลียวหลังเรา


บัดนี้เมื่อเราเหลียวหลังเรา


มองเห็นสภาพความเป็นอยู่ การทำ


เราทำมาแล้วอย่างนั้น เราก็ต้องรู้


เหลียวซ้าย-แลขวา เหลียวดูสิ


คนกำลังทำอยู่นั่นน่ะ เขาทำยังไง ?


เขารู้สภาพหรือภาวะที่เขาทำแล้วหรือยัง ?


นี่…เหลียวซ้าย-แลขวา มองเข้ามาถึงตัวเรา


‘เอ้อ *ตัวเราก็เป็นเช่นนั้น’


เมื่อยังไม่รู้-ไม่เข้าใจ ก็ทำเช่นนั้น*


นี่แหละเหลียวซ้าย-แลขวา เหลียวเข้ามาเบิ่งตัวเอง


เหลียวเข้ามาดูตัวเอง มามองดูตัวเอง


เมื่อมามองดูตัวเองแล้ว


มันเกิดมีความเข้าใจ สัมผัสได้จริง ๆ


ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัส และสอนเอาไว้ว่า


**‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต


สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต


สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต’


คือยังไง-เหมือนยังไง ?


คือกัน…มีแข้ง-มีขา มีตา


ให้ว่า‘มีรูป-มีเวทนา-มีสัญญา-มีสังขาร-มีวิญญาณ


คือกัน-เหมือนกัน’


ผู้หญิง-ผู้ชาย(มี)เหมือนกัน เด็ก-ผู้ใหญ่(มี)เหมือนกัน


พระสงฆ์-องค์เณร(มี)เหมือนกัน


เรียนหนังสือ-ไม่เรียนหนังสือ เหมือนกัน-มีเหมือนกัน


คนจนก็มีเหมือนกัน คนรวยก็มีเหมือนกัน


อันมีเวทนา-มีสัญญา-มีสังขาร-มีวิญญาณนี่


มีเหมือนกัน**


แล้วก็*โทสะ-โมหะ-โลภะก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน


มันเป็นอย่างนั้น


กิเลส-ตัณหา-อุปาทานก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน*


**อันความสงบนั่นก็เกิดขึ้นได้เหมือนกัน มีเหมือนกัน**


ท่านว่าอย่างนั้น


บัดนี้**เมื่อเราทำถูกจุดแล้ว ทำให้ทุกข์นั้นลดน้อยหมดไปแล้ว


ก็เป็นตถาคต เป็นพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน


เป็นที่ตรงไหน ?


ก็เป็นที่จิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ


จิตใจบริสุทธิ์-จิตใจผ่องใส-จิตใจว่องไวนี่เอง


อันนี้แหละเป็นกิเลสอย่างละเอียด


อันนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า


‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วที่แห่งนั้น


แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย


ให้พวกเธอทั้งหลาย


จงประพฤติ-ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้


ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี่’**


นี่-ท่านสอนอย่างนั้น แต่เราไม่ทำ


แต่เราไปปรารถนา อ้อนวอน-ขอร้องเอา


ทำบุญแล้วก็ขอร้องเอา ไหว้วอนเอา


มันเป็นไปไม่ได้-อย่างนั้น


**พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทำเอง**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive