DM-0212 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-04

 “…**ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด**


*กิเลสอย่างละเอียดนั้นมองไม่เห็น จับไม่ถูก


แต่มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น*


เรามาพูดกันเพียงสมมติเท่านั้นเอง


ตัวของผม-ตัวของอาตมาเคยพูดให้ฟัง


**กิเลสอย่างละเอียดนี้


เสียงก็ตาม-ตาเห็นก็ตาม-จมูกได้กลิ่นก็ตาม


เรารู้เท่าทันเหตุการณ์อันนั้น สิ่งนั้นจะไม่ปรุง**


นี่กิเลสอย่างละเอียด


หรือว่า**เรามองจิต-มองใจของเรา


หรือมองการเคลื่อนไหวของเรา รู้อยู่ทุกขณะ


ความเป็นเอง มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน


คือตัวสัญญาตัวนั้นแหละ จะไปทำหน้าที่ของมัน


ตัวสังขาร-มันก็จะทำหน้าที่ของมัน


ตัวเวทนาก็จะทำหน้าที่ของมัน


ตัววิญญาณก็จะทำหน้าที่ของมัน


เพราะมันมีหน้าที่ของมัน**


เวทนาก็เรียกว่า‘เสวยอารมณ์’ เราพูดกันอย่างนั้น


คือเวทนานั้นน่ะ คือรู้-เสวยอารมณ์ที่ไม่มีทุกข์


เพราะสัญญามันทำแล้ว เวทนาก็ทำไปด้วย


เวทนา-สัญญา-สังขาร…


ตัวสังขารตัวนั้นก็ทำหน้าที่ของมันเอง จึงว่า‘สังขารไม่ถูกปรุง’


‘วิญญาณก็รู้’ เพราะตัววิญญาณทำหน้าที่ของมันนั่นเอง


ท่านว่าอย่างนั้น


จึงว่า‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’


ผมรู้อย่างนี้


ไม่ใช่ว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗


ไม่ใช่อย่างนั้น


แต่ในทางตำราบอกว่า


‘อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา’


ท่านว่าอย่างนั้น


สิกขาก็…


ถ้าพูดตามภาษาที่ผมเข้าใจ ก็หมายถึง


เอาข้าวหรือเอาอะไรที่โรงจักร-โรงสีนั่น


เอาข้าวโยนเข้าไปในโรงสี แต่เป็นข้าวเปลือกนะ


เครื่องจักร-เครื่องสีน่ะ มันจะผลัดเป็นข้าวสารออกมา


หรือเป็นแกลบ เป็นรำไป


เม็ดใดดีก็เป็นข้าวที่ ๑ ออกมา


เม็ดใดไม่ดี-ก็เป็นข้าวที่ ๒ หักครึ่งหักกลางออกมา


ถึงกับข้าวที่ ๓ เป็นแกลบ-เป็นรำไปนี่


ญาติโยมมาฟังธรรมะวันนี้ ก็ต้องเข้าใจอย่างนี้


หรืออุปมาให้ฟังเหมือนกับโรงจักรสีไม้


เอาไม้เป็นท่อนเข้าไป แล้วจ้างคนที่ทำหน้าที่นั้น


ก็ต้องวางระดับลงไป(ว่า)เอาอย่างนี้


แล้วใบพัดหรือใบเลื่อยนั่นน่ะจะตัดลงไปเลย


ให้มันซื่อ-มันตรงเข้าไป


แก้ไขดัดแปลง หนา-บางที่ตรงไหน


เครื่องจักรอันนั้น-มันจะตัดมันเอง


แต่ว่าสำคัญคนที่ป้อนเข้าไป


คนที่เอาวางลง(ไป)ทีแรกนั่นแหละ เข้าไปอย่างนั้น


จึงว่า‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’


‘ขันธ์’ คือ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ


เรียกว่า‘ขันธ์ ๕’


รูปก็มีศีล เวทนาก็มีศีล สัญญาก็มีศีล


สังขารก็มีศีล วิญญาณก็มีศีล


มันทำหน้าที่ของมัน


**‘ศีล’ จึงแปลว่าปกติ


เมื่อมีปกติ รูปก็ปกติ วาจา-คำพูดก็ปกติ


จิตใจนึกคิดก็เป็นปกติ


เมื่อปกติอันนี้มีแล้วนั่นแหละ


สิ่งใดปรากฏขึ้นมา


ก็จะเห็น-จะรู้-จะเข้าใจทันที สิ่งที่มันจะปรากฏขึ้นมา**


ที่เคยพูดให้ฟังมาแล้วหลายครั้ง-หลายหน


**‘เอาเชือกเส้นเดียวนั่นแหละผูกทั้ง ๒ หลัก


ดึงให้มันตึง ๆ ให้มันเคร่ง ตัดตรงกลางขาดฟึ้บ! ทีเดียว


เมื่อมันขาดแล้ว เชือกมันก็กระเด็นหรือมันสะท้อน


หรือมันกลับคืนมาหาหลักเดิมของมัน


มันจะดึงเข้าหากันไม่ถึง’


อันนั้นแหละ กิเลสอย่างละเอียด**


ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอน


**‘ถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี’


ญาณนั้นคืออะไร ? ญาณแปลว่ารู้


แปลว่าเข้าไปสัมผัส ไปแนบแน่นกับสิ่งเหล่านั้น


เพราะรูป-มันทำหน้าที่ของมัน


เวทนา-มันทำหน้าที่ของมัน


สัญญา-มันทำหน้าที่ของมัน


สังขาร-มันทำหน้าที่ของมัน


วิญญาณ-มันทำหน้าที่ของมัน


หน้าที่ของมัน-มันทำเอง จึงว่าญาณเข้าไปรู้


เมื่อมันทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว เราก็รู้


อันนี้แหละพระพุทธเจ้าสอนคน


‘ให้คนทำหน้าที่ของคน ให้คนทำหน้าที่ของคน


จะหมดทุกข์ไป เพราะมันทำหน้าที่ของมัน’**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive