DM-0211 | ธรรมะประจำวัน 2023-02-03

 “การพูด-การสอนนี้ จึงว่า


**‘ทำของง่าย ๆ นี้-ให้มันง่ายเข้าไป ทำของที่มันยุ่งยากนี้-ให้มันง่ายเข้าไป


ทำของมืด ให้มันเห็นแจ้งเข้าไป’**


เราก็เลยรู้จักศาสนา รู้จักพุทธศาสนา


‘ศาสนา’ จึงแปลว่าคำสั่ง-คำสอนของท่านผู้รู้


ใครรู้เรื่องอันใด ก็นำมาสอนเข้าหูเรานี้


รู้เรื่องผี ก็สอนให้เราไหว้ผี


รู้เรื่องดูฤกษ์-ดูยาม-ดูหมอเข้าทรง เขาก็สอนให้เราไปทำอย่างนั้น-เขาสอนเรา


*เราไม่มีปัญญา-เราไม่เห็นของจริง เราไม่รู้แจ้ง-เราไม่รู้จริง


เราก็เชื่อไปตามสิ่งเหล่านั้น เพราะเราไม่เห็นธรรม-ไม่รู้ธรรม*


**เมื่อเราเห็นธรรม-รู้ธรรมแล้ว จะไปเชื่อมันทำไม ?**


*ฤกษ์งาม-ยามดีช่วยเราไม่ได้ ผีช่วยเราไม่ได้-เทวดาช่วยเราไม่ได้*


**ช่วยเราได้ก็แต่เฉพาะการกระทำของเราเองเท่านั้น**


ครั้งหนึ่งจะเล่าความจริงให้ฟัง


ไปเปิดอบรมวิปัสสนาอยู่ที่วัดวิเวกธรรมคุณ


วัดนั้นเป็นป่าช้า บ้านผมเรียกว่า‘ป่าเฮ้ว…ป่าช้า-ป่าผีหลอก’


คนที่เข้าไป-มันกลัว มืดค่ำแล้ว…ไปไม่ได้-กลัวผี เป็นอย่างนั้น


คราวที่ไปเปิดอบรมอยู่ที่นั้น ไปเห็นคนเขาเอาศพไปเผา


มันไหม้ไม่หมด เขาเลยขุดหลุมเอาเศษที่เหลือนั้นไปฝังดิน


ฝังแล้ว เขาก็กลับไปกันหมด


หมามันก็ไปโกย-ไปขุด-ไปคุ้ยขึ้นมา มันไม่กลัว


ส่วนเด็กน้อยตาย เขาไม่เผา-เขาเอาไปฝังเลย


แต่ฝังไม่ลึก หมามันก็ไปขุดคุ้ยขึ้นมากิน-มันไปฉีกกัดกิน


แน่ะ-หมามันไม่เคยกลัวผี แต่คนทำไมจึงกลัวผี


จิตใจใครจะสูงกว่ากัน ใครต่ำกว่ากัน !?


ถ้าคนใดกลัวผี จงสำนึกเลยว่าจิตใจของเรายังต่ำ


ยังไม่ได้เป็นมนุษย์ ยังไม่ได้เป็นมนุสภูโต


จิตใจของเรายังไม่ได้เป็นมนุสเทโว ยังไม่ได้เป็นมนุษย์สมบูรณ์


จิตใจมันยังต่ำ ขึ้น ๆ ลง ๆ เขาเรียกว่า‘คน’


คนนั้นเขาว่า‘ดีบ้าง-ชั่วบ้าง’ เขาเรียกว่า‘คน’


เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว จิตใจเช่นนี้มันเลวร้ายกว่าสุนัข


สุนัขมันไม่เคยกลัวนะ คนทำไมจึงจะไปกลัวผี


ผีมันดีไหม ?


ผีมันปลูกเรือนอยู่เป็นไหม ทำอาหารกินเป็นไหม


มันทำเป็นไม่ได้ มันกินเป็นไม่ได้


เทวดาดีไหม ?


ไม่เคยเห็นเทวดาปลูกบ้านอยู่ คนมันไม่เข้าใจ


*ที่คนไม่เข้าใจเพราะมันไม่มีหูทิพย์ เพราะมันไม่มีตาทิพย์


เพราะมันไม่ได้ฟังคำพูด-คำสอนของพระ*


**‘พระ’ จึงแปลว่าผู้สอนคน-สอนจริง ๆ**


ไม่ใช่พระอย่างที่หลวงพ่อนี่นะ(นักบวช) ไม่ใช่พระอย่างนี้


พระอย่างนี้เรียกว่า‘สมมติสงฆ์’


‘เป็นพระโดยสมมติ-จริงโดยสมมติ’ เขาว่าอย่างนั้น


เมื่อมีตาทิพย์-หูทิพย์ เห็นเลย


เห็นผี-พูดกับผีได้ เห็นเทวดา-พูดกับเทวดาได้


อาตมาเห็นผี-เห็นเทวดาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นโยม


ก่อนหน้าที่จะบวช ก็มาเล่าเรื่องผี-มาเล่าเรื่องเทวดาให้คนฟัง


บางคนก็ฟังเป็น บางคนก็ฟังไม่เป็น


เมื่อมาบวชแล้ว ก็มาพูดเรื่องตาทิพย์-หูทิพย์นี่แหละ


เรานั้นเพียงแต่พูดว่า‘เขาว่า-เขาว่า’ แต่เราไม่รู้จักความหมาย


อย่างคนทำชั่ว-พูดชั่วนี่


ผู้ชาย เขาว่า‘ไอ้ผี-เหมือนผี’…แน่ะมันเหมือนตัวผี-แต่ไม่เคยเห็นผี


ถ้าเป็นผู้หญิงทำชั่ว-พูดชั่ว-คิดชั่ว เขาว่า‘นางนี้เหมือนผี-นางนี้ผี-อีผี’


แน่ะ-เคยพูดกันอย่างนั้น


บัดนี้พระสงฆ์องค์เจ้าทำชั่ว-พูดชั่ว-คิดชั่ว


เขาว่า‘พระองค์นี้เหมือนผี-เณรองค์นี้เหมือนผี พระผี-เณรผี’ แน่ะ!


เราไม่มีตาทิพย์-ไม่มีหูทิพย์ เราจึงไม่เห็น-เราจึงไม่เข้าใจ


*ตัวจิตใจโน้น-มันเป็นผี มันสั่งให้รูปอันนี้ทำ


มันสั่งให้คำพูดนี้พูดออกมา ใจมันเป็นผี


ส่วนหน้าตา มือ-เท้า…เป็นคน*


**อันนี้แหละจึงให้ศึกษาตัวเรา-ให้ปฏิบัติตัวเรา ให้รู้จักตัวเรา**


ทำดี-พูดดี-คิดดี…บาดเนี่ยะ โอ๊นางนี้ถ้าเป็นผู้หญิง


หรือถ้าเป็นผู้ชาย-เป็นหนุ่ม


ก็ว่า‘ท้าวนี้งามเหมือนเทวดา-ใจดีเหมือนพระธรรม’ แน่ะ


ถ้าเป็นพ่อบ้าน-แม่เรือน


ก็ว่า‘โอ๊ะ…ลุงนี้-ป้านี้ดีเหมือนเทวดา พูดดี-คิดดีเหมือนพระธรรม’ แน่ะ


ถ้าเป็นคนเฒ่า-คนแก่ โอ๊ะ-คุณตา-คุณยาย พ่อเฒ่า-พ่อลุงเหมือนเทวดา


ใจดีเหมือนพระธรรม แน่ะ


*เราไม่เห็นธรรม-ไม่เห็นพระธรรม มันจึงพูดกับพระธรรมไม่ได้*


ดังนั้น**เราต้องมีตาทิพย์


ตาทิพย์ต้องมองดูสภาพความเคลื่อนไหวของจิตใจโน้น เราจะเห็น**


นี่แหละ จึงว่า‘พระแปลว่าผู้สอนคน’ ใครสอนก็ได้เรื่องนี้


ไม่ใช่กำหนดเอาแต่เฉพาะว่าต้องผ้าเหลือง โกนผมเท่านั้น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive