*** ประวัติการปฏิบัติธรรมโดยย่อของ
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ***
“ถึงสุดทางเดินจงกรมแล้ว เพิ่นก็ให้กราบ ๓ ที แล้วก็ต้องมีขันดอกไม้ขึ้นบูชา เดินกลับมาสุดข้างทางนี้แล้วก็ต้องกราบอีก แล้วก็มีดอกไม้ขึ้นบูชา ทำอย่างนี้อยู่เป็นเวลา ๒ พรรษา รวมเป็น (๑) ปี ๖ เดือน แล้วจากนั้นผมก็สึกออกมา ผมยังเป็นห่วงในการปฏิบัติธรรม
จากนั้นมา ก็มีอาจารย์อีกคนหนึ่งมาแต่ทางเชียงใหม่
ท่านบอกว่า ‘เฮ็ดอย่างนั้นมันผิด’
ท่านเลยมาสอนวิธีอรหังให้ ผมก็เลยรับทำตามกับท่าน
วิธีอรหัง… อะระหัง-สัมมาอะระหัง นี่ทำมา ในระหว่างนั้นผมอายุในเกณฑ์ ๑๘ ปี
พอดีอายุ ๒๐ ปี ผมก็กลับเข้าไปบวชอีก เมื่อบวชแล้วผมก็กลับเข้าไปอยู่ในสิมเลย เจ้าของเคยทำกัมมัฏฐานมา วิธีพุทเข้า-โธออก เจ้าของเคยชำนาญทำกับครูบาอาจารย์มา…ทำเป็น ฉันข้าวเอกา คือฉันข้าวเทื่อเดียว การปฏิบัติธรรมะนั้น ก็ทำมาอยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ มา บวชอยู่เป็นเวลา ๖ เดือน ผมก็สึก สึกออกมา ผมยังคิดในการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ จนกระทั่งมามีครอบครัว เมื่อมีครอบครัวแล้ว ผมก็ยังคิดในผลการปฏิบัติธรรม
ต่อมาผมได้ตำราวิธีพอง-ยุบ ไปจาก จ.อุดร ผมก็เลยไปทำวิธีพอง-ยุบ อยู่ จ.อุดร ทำวิธีพองหนอ-ยุบหนอ คืออย่างที่เราทำกันนี่แหละ ซ้ายย่าง-ขวาย่าง แล้วต่อไปก็ว่า ซ้ายยกหนอ ยกส้นหนอ ไปหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ อย่างนี้แหละ ทำกันอย่างนี้เป็นเวลาอยู่ ๘ ปี ทำอันนี้ก็ดีอยู่อย่างเดียวกัน แต่ผมยังไม่มีรส คือยังไม่มีปัญญา…ว่าอย่างนั้น
ต่อมา ผมได้ยินวิธีท่านอาจารย์มหาปานว่า ‘วิธีติง-นิ่ง’ ผมได้ยินอย่างนี้ ผมก็เลยไปฟังเทศน์ท่านอาจารย์มหาศรีจันทร์นี้แหละ ฟังตั้งแต่ ๖ โมงแลง ถึง ๖ โมงเช้า ข้อสงสัยบกพร่องอย่างใด ผมถามเอาอย่างให้มันหมดสงสัยเลย สุดท้ายท่านว่า ‘ถ้าอยากรู้ ต้องปฏิบัติเอา จะสอนกันอย่างนี้…บ่เข้าใจ’ ท่านว่าอย่างนี้ เมื่อรับฟังโอวาทของท่านแล้ว ผมไปนึกอยู่เป็นเวลาปีหนึ่ง ผมคิดอยู่ คิดหาความสุขในการปฏิบัติธรรมะนี้ เป็นห่วงอยู่บ่เซา ในขณะนั้นผมคิดอยู่ ผมก็เลยลงมาปฏิบัติที่สำนักวัดรังสีมุกดาราม ที่ อ.ศรีเชียงใหม่ นี้แหละ
เมื่อมาถึงแล้ว ท่านอาจารย์มหาศรีจันทร์ก็เลยบอกว่า
‘ปีนี้จะได้ขึ้นไปจำพรรษา(ที่)หลวงพระบาง จะได้ให้หลวงพ่อวันทองมาเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ตรงนี้’ ผมก็เลยได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อวันทอง (ในการ)มาปฏิบัติธรรมะ เมื่อมาปฏิบัติธรรมะอยู่ที่นั่น ท่านให้มีการขอกัมมัฏฐาน ขอเข้า-ขอออก อย่างนี้ ผมก็เลยทำกับท่าน…ขอกัมมัฏฐาน เมื่อขอกัมมัฏฐานแล้ว ท่านก็เลยบอกว่าให้ไปภาวนาว่า ‘ตาย-ตาย’ อย่างนี้แหละ เมื่อผมมานึกอยู่ในห้องกัมมัฏฐานของผมแล้ว ผมก็ ‘เอ๊ะ! ภาวนาตายนี้ เราเฮ็ดมาหลายปีแล้ว มันยังบ่เป็นอิหยัง’ ผมคิดอย่างนี้
ผมก็เลยมาทำจังหวะ อย่างที่ท่านอาจารย์มหาปานสอนให้ ‘ติง-นิ่ง ติง-นิ่ง ติง-นิ่ง’ อย่างนี้แหละ ท่านสอนให้ยกเป็นจังหวะ เมื่อมันหยุดท่านก็ให้ว่า ‘นิ่ง’ เมื่อมันติง ท่านก็บอกให้ว่า ‘มันติง’ ผมทำอยู่ในขณะนั้น ประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง ผมเลยคิด ‘โอ๊ย! จักสิเว้าอิหยัง…ติง-นิ่ง มันเป็นการบริกรรม ถ้าหากเราเว้าอยู่อย่างนี้ มันเป็นการบริกรรม มันก็ไปติดอยู่คือกันกับเราเว้า พุท-โธ พุท-โธ จังซี้คือเก่านั่นว้า’ ผมคิดอย่างนี้ ทำวันนั้นเลยไม่ได้ผล ‘นอนตื่นเช้ามามื้อหน้า กูซิเอามันคัก ๆ ล่ะ’
ตื่นขึ้นมาก็ทำเลย-มื้อค่ำก็ทำอีก ทำอยู่อย่างนั้น
พอดีในเกณฑ์ตี ๕ นี้แหละ ผมลุกเดินจงกรมอยู่ ก็ปรากฏเป็นแสงออกมา(จาก)ตัวผมนี้คือแสงแมงหิ่งห้อย ผมก็เลยเข้าใจว่า ‘โอ้! ธรรมะเกิดขึ้นกับเราแล้ว’ บัดนี้พอนึกไป-นึกมา ผมได้อ่านหนังสือปฐมสมโพธิ ‘เอ้า! เป็นนิมิตล่ะว้า’ อันนี้เลยหายไป ผมก็เดินจงกรมอยู่ ไม่นานก็เกิดขึ้นมาอีก มันฮุ่งมาเป็นแสงสว่างออกจากตัวผมนี้ คล้าย ๆ คือไต้กระบอง หรือคือแสงตะเกียงเจ้าพายุนี้แหละ ออกจากมือผม ผมได้เอามือทั้ง ๒ มือ มาแลกัน ‘โอ! แสงธรรมะนี้เป็นจังซี้เนาะ’ ผมเข้าใจว่าแม่นธรรมะ-อันนี้ ผมก็ไปนึกคิด ‘อ้าว! เราเคยอ่านหนังสือปฐมสมโพธิเป็นนิมิตอีกแล้ว-อันนี้’ ก็เลยหายไปอีก ผมก็เดินจงกรมอยู่ เดินไป-เดินมา เดิน(ใน)ห้องแคบ ๆ
เมื่อเดินไป-เดินมาเหนื่อยแล้ว ผมก็เลยมานั่ง…มีแมงงอดตัวหนึ่งตกลงมาใส่ขาผมนี้ ผมก็เลยพิจารณา ‘เอ้ะ!’ นั่งเบิ่งแมงงอดตกใส่ มันก็บ่ตอดผม มันก็อยู่กับขาผม ‘เอ้! รูปนี้มันบ่เฮ็ดหยังให้กัน’ ผมก็เลยเข้าใจจังซี่โลด ‘ขาเราก็เป็นรูป แมงงอดก็เป็นรูป ขาเราก็เป็นรูป-นาม แมงงอดก็เป็นรูป-นาม มันเป็นรูป-นาม…คือกันหมดทั้ง ๒ อย่างนี้เด๊ ส่วนที่มันทำลายกัน มันฮ้าย มันตอดกันนี่…มันแม่นหยัง ? มันแม่นนามอันหนึ่งบังคับให้รูปทำ’ ผมก็เลยนึกได้ว่า ‘โอ้! รูป-นาม นี้มันอาศัยซึ่งกันและกัน มันเกี่ยวเนื่องกันเด๊ สำหรับรูปนี้บ่ทำหยังเป็น-นามนี้บังคับให้รูปทำ รูปกับนามนี้จึงติดกันอยู่-บ่เซาจักเทื่อ’ ผมก็เลยเข้าใจเรื่องรูป-นามชัด…ผมเข้าใจอย่างนี้ แล้วผมก็เลยเอาไม้มาให้แมงงอดไต่ออกจากขาผม ผมก็เอาแมงงอดไปวางไว้
พอดีเอาแมงงอดนั้นออกไปวางไว้ทางนอกพู้นแล้ว ผมก็เลยมาทำอีก ก็เลยปรากฏขึ้นมาว่า ‘เอ๊ะ! รูป-นาม นี้เป็นทุกข์ การเคลื่อนไหวทุกส่วนเป็นทุกข์ แม้สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นทุกข์ จะเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็เป็นทุกข์ โอ๊! ท่านว่าทุกขัง-อนัจจัง-อนัตตา การเคลื่อนไหว (กะ)พริบตา หายใจ คิดนึกทุกส่วนนั้น…แม่นทุกขัง-อนิจจัง’ นี่ เราจะนั่งอยู่สักชั่วโมงหนึ่ง บ่ให้ติงจักหน่อย…ทนบ่ได้ ‘โอ! อันนี้เป็นอนิจจัง’ ผมก็เลยเข้าใจอย่างนี้
ส่วนอนัตตานั้นแหละ-บังคับบ่ได้ ‘อย่า(กะ)พริบตา-เบิ่งดู อย่าหายใจ-เบิ่งดู อย่านึกอย่าคิด-เบิ่งดู สักชั่วโมงหนึ่ง-บ่ได้’ ผมเลยเข้าใจว่า ‘อ้อ! ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา เกิดดับนี่…ลงอยู่สภาพเดียวกันหมด เพราะมันบ่อยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด’ ผมก็เลยคิด(ขึ้นมา)อย่างหนึ่ง
เมื่อคิดถึงมาแค่นี้แหละ น้ำตาผมเลยพังออก บ่แม่นพังม้าง…มันไหลออกมาซือ ๆ ไหลออกมา ผมน่าสมเพช น่าสงสาร ที่ผมเคยทำมา มันเสียเวลาหลายอย่าง…น้ำตาก็ไหลอยู่อย่างนั้น
ต่อมาผมมาคิดถึงสภาพทุกข์ ผมเคยเป็นคนติดบุหรี่ครับ ผมสูบบุหรี่ ให้ผมเซาบุหรี่นี่ คืออย่างผมว่ากับหลวงปู่ทองมา ‘ให้(ผม)เซาสูบบุหรี่นี่…ให้ตายซะ’ ผมมีบุหรี่กับไม้ขีดติดอยู่ข้างห้อง ผมก็เลยรู้จักทุกข์ หายใจเข้าก็เป็นทุกข์ หายใจออกก็เป็นทุกข์ กลืนน้ำลายลงก็เป็นทุกข์
[หลวงพ่อพูดกับตัวเอง]
ถาม : บัดนี้มึงสูบบุหรี่นี่ เป็นทุกข์บ่ ?
ตอบ : ทุกข์
ถาม : สูบ เบิ่งดู-มึงสูบได้บ่ ?
ตอบ : สูบบ่ได้แล้ว ครั้นบ่อนุญาตให้สูบ-ก็สูบบ่ได้แล้ว
ถาม : เอ้า! สูบ-เบิ่งดู
ตอบ : สูบบ่ได้
ถาม : กูอนุญาตให้มึงไปจับเอาบุหรี่ เอาไป๊!
ตอบ : เอา(มือ)ไปแปะไว้ มือเดียว มันก็จับบ่ขึ้น
ถาม : เอ้า! เอาขึ้นมาแหมะ ?
ตอบ : เอาขึ้นบ่ได้ ครันบ่อนุญาตให้เสียก่อน
ถาม : ผมก็อนุญาตให้จับขึ้นมาบัดนี่
จับขึ้นมา ถอดบุหรี่ออกจากซอง
ตอบ : ถอดบ่ออกแล้วมือเดียว ครันให้จับเอามือเดียว
ถอดบ่ออก จำเป็นต้องให้จับ ๒ มือ
ถาม : ผมก็อนุญาตให้ เอ้า! ถอดออกมาเบิ่งดู
เอามาจ่อใส่ปากผมนี่ เอาเบิ่งดู มึงเอาได้บ่ ?
ตอบ : เอาบ่ได้ ครันบ่อนุญาตให้อ้าปากขึ้นซะก่อน
มันหากเป็นในตัวมันครับ
ถาม : ผมก็อนุญาต อ้าปากเบิ่งดู
อ้าปาก เอาบุหรี่ยัดใส่ปากนี้
ตอบ : บัดนี้บุหรี่นั้นบ่มีไฟ สูบบ่ได้-ธรรมดาไฟบ่ไหม้
ถาม : บัดนี้เอ้า! สูบ-เบิ่งดู
ตอบ : สูบบ่ได้ ครันบ่เอาไฟมาใส่
ถาม : เอ้า! เอากับขีด-เบิ่งดู จับมือเดียว
จับมือเดียวมาต่อยกับขีดก็บ่เป็น
ตอบ : ครันบ่อนุญาตให้จับ ๒ มือ ก็บ่ได้แล้ว
ถาม : อนุญาตให้มึงจับ ๒ มือ
จับเอามาไขออกแล้วก็ขีดซือ ๆ
ตอบ : ต่อยบ่เป็นอีกตื่ม บ่อนุญาตให้-ก็ต่อยบ่ได้แล้ว
ถาม : เอ้า! ต่อยเบิ่งดู บัดนี่ต่อย…ต่อยเอามาจี่ใส่ เบิ่งดู
ตอบ : จี่ใส่แล้ว มันก็สูบบ่เข้าเนี่ย
นี่เป็นปัญหาที่ให้ผมสะท้อนเรื่องการเห็นทุกข์ เป็นพิษ-เป็นภัยแก่ผม ผมก็เลย ‘เอ้า! มึงสูบเข้าไปนี่ มันให้ประโยชน์อันใดแก่มึงหยังแด มีแต่การทำลายร่างกายทั้งนั้น นำเชื้อโรคเข้ามา เหม็นสาบ-เหม็นคาว มึงรู้จักบ่-ความพินาศฉิบหาย’ ผมมาว่าให้ผมเอง ‘ชาติชั่ว-ชาติโง่ มึงนี่บักพินาศฉิบหาย’ อย่างนั้น-อย่างนี้ โอ้ย! สารพัด…ผมว่าให้ผมเอง
ตั้งแต่มื้อนั้นม ผมเลยหยุดสูบบุหรี่เลย บ่สูบจักเทื่อเท่าเดี๋ยวนี้ล่ะครับ เรื่องการสูบบุหรี่ แต่น้ำตานั้นไหลอยู่บ่เซา…เป็นอยู่ฮั่นกะตาย ต่อมามีแม่ออกเอาข้าวต้มไปให้ ผมยังไห้อยู่
แม่ออก : เป็นหยัง ?
หลวงพ่อเทียน : ผมน่าสมเพช-น่าสงสาร
ถ้าผมบ่ได้เข้ามาในสำนักนี้
ผมซิบ่ได้รู้ธรรมะอันนี้
และน่าสมเพช-น่าสงสารผม บ่มีผู้บอกให้ผม
แม่ออก : เซา…อย่าไห้
หลวงพ่อเทียน : มันก็อดบ่ได้
พอเวลาฉันจังหันแล้ว หลวงพ่อวันทองนี่แหละไปหาผม ท่านไปสอบอารมณ์ ท่านไปเห็นผมไห้อยู่ ‘สมน้ำหน้าบ่’ เพิ่นว่า
‘ฮึ!’ ผมนึกคิดใจใหญ่ขึ้นมา ‘โธ่! คนไห้อยู่ยังมาสมน้ำหน้าน้ำตากัน เราเห็นธรรม-น่าที่จะมาปลอบโยนกัน’ ผมนึกคิดไป ‘อ้อ! หลวงพ่อนี้คล้าย ๆ คือ บ่มีธรรมะแท้ ๆ มาสมน้ำหน้าน้ำตากัน’ น้ำตาผมก็เลยเซา มันเป็นปีติขึ้นเพราะการเห็นรูป-นาม ครั้งแรก หรือว่าผมดีใจก็แม่น เป็นปีติก็แม่น ยินดีเพราะผมได้รู้รูป-รู้นาม รูปทำ-นามทำ รูปโรค-นามโรค รู้ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา รู้สมมติ รู้ไปหมดในขณะนั้นครับ บ่มีการหยุดยั้ง พอดีออกจากรู้หมู่นี้แล้ว หลวงพ่อวันทองว่าซั่นแล้ว น้ำตาก็หาย
เพิ่นไปให้อารมณ์อีก เพิ่นว่า
หลวงพ่อวันทอง : ตั้งสติให้มันดี
หลวงพ่อเทียน : ครับผม
หลวงพ่อวันทอง : จิตเป็นนาย กายเป็นเรือ สติเป็นหางเสือ
ปัญญาเป็นคนพาย เข้าใจบ่ ?
หลวงพ่อเทียน : เข้าใจครับ
หลวงพ่อวันทอง : ตั้งใจนะ
หลวงพ่อเทียน : ครับ
ผมก็เลยตั้งใจกระทำ-ทำกันอีก ในขณะนั้น(เป็นตอน)เย็น ทำอยู่อย่างนั้นถึงมื้อแลง น่าจะอยู่ในเกณฑ์ทุ่มหนึ่งนี่ล่ะ ผมก็เลยเกิดปรากฏขึ้นอีกตื่ม ฮู้จัก ‘การคิด-การนึกนี่เป็นทุกข์ถนัด แม้การคิดทุกส่วน(เป็นทุกข์)ถนัด’ ผมก็เลยตั้งสติเบิ่ง ‘เอ้า! ตัวทุกข์ตัวนี้มันเป็นทุกข์ละเอียดที่สุด’
ผมก็เลยเอามือผมมาแกว่งอย่างนี้-‘มันหยาบนี่’ แล้วผมขยับเข้ามา(กะ)พริบตา-‘นี้มันละเอียดเข้ามา’ หายใจนี้-‘คนอื่นมองเห็นได้อยู่’ ส่วนจิตใจคิดนี้-‘คนอื่นมองเห็นไม่ได้’ ‘ปัดโธ่! ตัวนี้เด๊-มันละเอียดกว่าหมู่’ ผมก็เลยเอาสติมามองดูจิตใจนี่แหละครับ บ่มีใครเว้า-ใครสอนเรื่องนี้ แต่ครูบาอาจารย์ก็บ่ได้แนะนำ เพิ่นบอกเพียงว่า ‘เอาดี ๆ นะ จิตเป็นนาย กายเป็นเรือ สติเป็นหางเสือ ปัญญาเป็นคนพาย’ ท่านไปให้แต่เพียงแค่นั้น
ผมก็เลยมาตั้งท่า ‘กูซิเบิ่งจิตมันคิด-มันนึกนี่ก่อนนะ มันเป็นอย่างใด มันคิดมาจากไส ?’
ผมมามองข้ามลมหายใจนิดเดียวครับ ตัวคิดนี้อยู่ข้างนอก-อยู่นอกลมหายใจนิดเดียว มองข้ามอยู่ที่ตรงนี้แหละ
พอดีมองข้ามอยู่ที่ตรงนี้ ผมก็เลยปรากฏเข้า-รู้จักปรมัตถ์
เมื่อรู้จักปรมัตถ์นี่ จิตใจผม…น้ำหนักตัวผมนี่นะ ๑๒ กิโล คล้าย ๆ คือมันเบาขึ้นมาอีกตื่ม ในราวอย่างน้อยที่สุด…ผมเอาทิ้งเมื่อกี้ ๖ กิโล-เหลืออยู่ ๖ กิโล
ผมรู้จักปรมัตถ์แล้ว ผมเดินจงกรมอยู่ ทางบ่ยาวครับ เดินไป-เดินมาอยู่ประมาณอีกจัก ๕ นาที เป็นอีกตื่ม ทำให้จิตใจผมเปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิมอีกตื่ม ส่วน ๖ กิโล นั่นแหละออกไปอีก เหลืออยู่ประมาณสัก ๔ กิโล
‘ปัดโธ่! จิตใจนี่มันเปลี่ยนเป็นระดับ เป็นจังซี่เด๊’
ผมนึกไป หวนคิดหาอันเพิ่นว่า ‘ปฐมฌาน ทุติยฌาน…มันเป็นจั่งซี่บ่น้อ’ ผมคิดจั่งซี่แล้ว
ผมก็เลยเดินไป-เดินมาอยู่…ปรากฏขึ้นมาอีกตื่ม ระดับจิตใจนี่เปลี่ยนขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ ๓ มีอารมณ์เป็นตอน-เป็นตอนไป น้ำหนัก ๔ กิโลนั่นน่ะ ซิเหลืออยู่ประมาณสัก ๒ กิโล ตกไปอีก ๒ กิโลครับครั้งนี้ ‘อ้อ! เป็นอย่างนี้ เกิดมาบ่เคยเป็นอย่างนี้จักเทื่อ แม่นทางปฏิบัติแท้ ๆ’
บัดนี้มาหยุดพี้อีกพักหนึ่ง
คิดหาพ่อ-หาแม่ คิดหาอ้าย-หาน้อง คิดหาในตระกูล คิดหมดโลกบัดนี่ ‘อ้อ! คนนี่ต้องการธรรมะหมดทุกคน’ บ่เข้าใจเด๊ มันพรรณนาออกไปนอก(ตัว) พรรณนาออกไป ‘เอ้! มันคิดไปข้างนอกนี่ มันบ่แม่นละว้า’ ผมเข้าใจว่า‘(เป็น)วิปลาส มันคิดออกไปนอกพู่น’ ผมว่า…เมื่อ(ผม)รู้รูป-นาม ‘เมื่อเราพรรณนาอยู่นั่น มันคิดอย่างนี้-เป็นวิปัสสนู’ ผมเลยเข้าใจอย่างนี้
ต่อไปเพิ่นว่า เบิ่งจิตคิดนึกตัวนี่ต่อไปอีกตื่ม เบิ่งไปตามประสา บ่มีครูบาอาจารย์ซิแนะนำ เพิ่นแนะนำอยู่-แต่เพิ่นบ่ไปหา เพราะมันเป็นเวลาที่ใกล้กัน ผมเดินจงกรมอยู่…เดินไป-เดินมาตอนนั้น เลยมานอน นอนตื่นขึ้นมาสักประมาณตี ๔ นี่แหละ หรือจะเป็นตี ๓ ผมตื่นขึ้นมา มาทำอีกครั้ง ทำอยู่ประมาณสักชั่วโมงหนึ่งครับ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งเสียแล้ว…บัดนี่ปรากฏ ผมว่า ‘โอ้! ลักษณะนี้เป็นอย่างนี้ ลักษณะนี้เป็นอย่างนั้น ไล่ขึ้นมา
ตั้งแต่ผมรู้จักรูป-นาม ไล่ขึ้นมา-ไล่ขึ้นมา’ จิตใจมันเปลี่ยนขึ้นมา
บัดนี่เบิ่งอยู่ ผมเลยรู้จักเรื่องวิมุตตินี่แหละครับ
‘วิมุตติ คือความหลุดพ้น…วิมุตติเป็นเหตุ เจโตวิมุตติเป็นผล-เจโตวิมุตติคือผลที่ได้รับ’ ผมคิดอย่างนี้ขึ้นมา-คิดอย่างนี้
อารมณ์ที่เกิดผ่านมา มันก็จำมา-จำมาจนเท่าทุกวันนี้…อารมณ์
ผมจำได้-บ่หลง บ่หลงสักข้อเท่าทุกวันนี้ที่ผมนำมาเล่าสู่หมู่ฟัง
บัดนี่เบิ่งไปรู้จักว่า อกุศลทำบาปด้วยกาย นี่เรียกว่าอกุศล
ตายแล้ว-ไปเป็นหยัง ?
บัดนี่อกุศลทางวาจา ว่าตั้งแต่ปากซือ ๆ ร่างกายบ่ทำ
ตายไปแล้ว-ไปเป็นหยัง ?
(บัดนี่)อกุศลทางใจ คิดอิจฉาเบียดเบียนผู้อื่นซือ ๆ แต่บ่ด่า
กายก็บ่ทำ…ตายไปแล้ว-เป็นหยัง ?
ผมถามตัวเอง ได้เห็นตัวเอง…มันคิดผู้เดียว-มันถามผู้เดียว
บัดนี้ทั้ง ๓ อย่างนี่แหละ (คือ) อกุศลทางกาย ๑…กายก็ทำ ปากก็พูดที ๑ ใจก็ยังคิดอิจฉาริษยาเขาอยู่ที ๑
๓ อย่างนี้นี่มารวมเข้ากัน ตายไปแล้ว-มันซิเป็นหยัง ?
รวมเป็น ๔ ข้อมาบวกด้วยกัน
บัดนี้กุศลด้วยกาย เอาแต่กายทำบุญซือ ๆ ส่วนวาจานั้นบ่ปาก-บ่เว้า ทำแต่กาย…ตายไปแล้ว-ไปเกิดเป็นหยัง ?
บัดนี้กุศลทางวาจา พูดแต่ปาก ชวนหมู่เพื่อนทำบุญ-ทำทาน ตายไปแล้ว-ไปเกิดเป็นหยัง ?
บัดนี้กุศลทางใจ มีแต่ใจคิดซือ ๆ ส่วนร่างกายนี่บ่ทำ ปากก็บ่เว้า
ตายไปแล้ว-ไปเกิดเป็นหยัง ?
บัดนี้กุศลกายก็ทำ…ทำบุญทำดี วาจาก็ทำ ใจก็ทำ ทำดีทั้ง ๓ อย่างนี้มาบวกเข้ากันแล้ว…ตายแล้ว-ไปเกิดเป็นหยัง ?
เท่านี่ล่ะครับ-คล้าย ๆ กับขาดปุ๊บ…จิตใจนี่สะเดิดขึ้นเลยครับ จิตใจผมนี่ขาดออกจากกัน-ก็บ่แม่น ขาดก็แม่น…ผมก็บ่เห็น
จิตใจผมนี่ขาดโลด ขาดปุ๊บ-สะเดิดขึ้นโลดครับผม ผมเดินจงกรมอยู่นี่ เดินไป-เดินมา
ผมมาคิด ‘ปัดโธ่! ความสุขในหลักพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าสอนมา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่ รวมลงมาสู่จุดเดียวนี่’ ผมล่ะเข้าใจอย่างนี้เลย
ผมเกือบพลาดอีกจุดหนึ่ง (คือ)เพ่งอารมณ์ครับ เลยมาทิ้งอารมณ์ผมที่เล่ามา เรื่องอกุศลด้วยกาย-ด้วยวาจา-ด้วยใจนั้น พยุงไป สบายมากเกินไป ส่วนการที่มันหนักแน่นตามตัว-ตามตนผม…มันหมด ไม่มีอะไรเหลือเสียแล้ว
ผมว่า‘สบายหลาย-สบายหลาย’ มันคิดติดแต่ความสุขครับ
‘เอ้า! ไม่เป็นท่าแล้ว ท่านว่า-ถ้าเราติดแต่ความสุขนี่ มันจะลืมหลักฐาน’ มันคิดขึ้นมาอย่างนี้
ผมกลับเข้ามาทวนอารมณ์ผมอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อกลับเข้ามาทวนอารมณ์ผมแล้ว ผมก็นึก ‘โอ้! อันนี้เปรียบดังไม้-มีร่องน้ำแล้วเอาไม้มาพาดไว้
ถ้าเราเดินไปที่ไม้ลำเดียว-ถ้าเราเหยียบไม้ลำเดียว พลิกแล้วตก ตกลงแล้ว-เป็นอันถึงดินเลยทีเดียว…ตาย บ่ได้จังซี่’
บัดนี้ ถ้ามีไม้พาด-แล้วก็มีไม้อีกลำหนึ่งเป็นราวให้เราจับ เดินไปได้สบาย เมื่อเราเซ-เราจะได้จับไม้อันนี้เป็นกำลังแรง
‘โอ้! อารมณ์มาช่วยเป็นกำลังแรง ไม่ให้เราลืมตัวนี้’ แม่นอารมณ์นี้ ลักษณะความเป็นอย่างนี้
ผมจึงเชื่อแน่ว่า ‘คำสอนของพระพุทธเจ้านี่ มีเท่านี่น้อ’
นี่มันเป็นอย่างนี้ ประวัติผมปฏิบัติธรรมะ
มาเล่าให้ฟังเพียงย่อ ๆ …”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ