DM-0204 | ธรรมะประจำวัน 2023-01-27

“…พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจ ๔


เป็นหัวใจพุทธศาสนา เป็นแก่นพุทธศาสนา


คำว่า‘อริยสัจ ๔’ เราพูดได้…‘ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค’


เพราะท่านสอนอย่างนั้น


แล้วทีนี้ก็ไปนั่งกรรมฐานกัน


สติปัฏฐาน ๔ ไปนั่งพิจารณา


๑.กายานุปัสสนา-ให้รู้จักกายในกาย


กายในกาย ก็คือให้รู้จัการเคลื่อนไหวในกายนี้เอง


๒.เวทนานุปัสสนา ให้รู้จักเวทนาในเวทนา-คือการเคลื่อนไหว


ทุกข์-สุขมันอยู่ที่ตรงนี้ ให้พิจารณาอันนี้


๓.จิตตานุปัสสนา ให้พิจารณาจิตในจิต


นี่-ท่านสอนให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ของจิต จึงจะพิจารณาจิตได้


บัดนี้ ๔.ธรรมานุปัสสนา ให้พิจารณาธรรมในธรรม


ธรรมคือมือเราทำดี-ทำชั่วนี่ เท้าเรานี่ก็ทำดี-ทำชั่ว


คำพูดเรานี่ก็ทำดี-ทำชั่ว จิตเรามันคิดขึ้นมา…มันก็คิดดี-คิดชั่ว


พิจารณาที่ตรงนี้เอง จึงจะเรียกว่า‘พิจารณาธรรมในธรรม’


อันนี้เรียกว่า‘ใช้สติปัญญา’


อยู่ที่ไหนก็เป็นวัด-อยู่ที่ไหนก็เป็นการปฏิบัติธรรม


อยู่ที่ไหนก็อยู่กับพระ ‘พระ’จึงแปลว่าผู้สอนคน


ตัวเรานี่แหละเป็นพระ ตัวเรานี้แหละเป็นบัณฑิต


ตัวเรานี้แหละเป็นคนพาล ตัวเรานี้แหละเป็นผู้ไปตกนรก


ตัวเรานี้แหละเป็นผู้ไปสวรรค์ ตัวเรานี้แหละเป็นผู้ไปนิพพาน


ท่านจึงสอนย้ำเข้ามา คำเก่านี้แหละ-คำเดิมนี่แหละ


มันเป็นได้ทั้งเปลือก-เป็นกระพี้ เป็นแก่น-เป็นแกน


มันลึกเข้าไป ลึกเข้า-ลึกเข้า…จนถึงที่สุดของทุกข์


ขั้นต้นที่สุด ท่านสอนอย่างนี้ว่า‘ให้รู้จักทุกข์’


*ทุกข์เกิดขึ้นเพราะเรื่องอะไร อยู่ที่ตรงไหน ?


ทุกข์เกิดขึ้นเพราะความคิดเรานี่ออกนอกตัวเราไป


คิดเรื่องโน้น-คิดเรื่องนี้ คิดไปแล้ว-นอนไม่หลับ


เป็นบ้านะทีนี้ คนจึงเป็นบ้ากันเป็นจำนวนมาก*


แต่ไม่ใช่บ้าไม่นุ่งเสื้อ-ไม่นุ่งผ้า ไม่รู้จักอาย


บ้าอันนั้น มันบ้าหมดสติ-หมดปัญญา-หมดกำลัง-หมดเรี่ยวหมดแรง


*บ้าอันนี้-คือบ้าที่เราลืมตัวเราไปนี่ ทำผิด-พูดผิด-คิดผิดไปนี่


บ้าเพราะไม่รู้จักความคิดเรานี่ นี่แหละมันก่อตัวเล็ก ๆ ขึ้นมา


ก่อขึ้นมา-ก่อขึ้นมา โตขึ้น-โตขึ้น…ก็เลยเป็นบ้าไป ๑๐๐%*


นี่-มันเป็นอย่างนั้น


ดังนั้นเรียนหนังสือมาก ๆ ก็เป็นบ้าได้เช่นเดียวกัน


เรียนทางธรรมมาก ๆ ก็เป็นบ้าได้เช่นเดียวกัน


มีเงินมาก ๆ ก็เป็นบ้าได้เช่นเดียวกัน


ไม่มีเงิน ก็เป็นบ้าได้เช่นเดียวกัน


บ้าอันนี้อยู่กับคนทุกคน ไม่ยกเว้น


จึงว่า**ให้รู้จักทุกข์จริง ๆ ให้รู้จักเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดจริง ๆ


ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เรารู้แจ้ง-เห็นจริงตามความเป็นจริง**


ท่านว่าอย่างนั้น


ดังนั้น**ท่านจึงสอนให้เรารู้จักเรื่องอริยสัจ ๔ นี้จริง ๆ


ไม่ยาว ท่านว่า‘ใบไม้กำมือเดียว’**


ให้ทานก็มารวมที่ตรงนี้ รักษาศีลก็มารวมที่ตรงนี้


ทำกรรมฐานก็มารวมที่ตรงนี้ ทำวิปัสสนาก็มารวมที่ตรงนี้


ทำอะไร ๆ ทั้งหมดเลย ก็จะมารวมที่ตรงนี้


**จุดนี้แหละเป็นจุดสำคัญ ทำไมจึงว่าเป็นจุดสำคัญ ?


เพราะท่านสอน(เรื่อง)ทุกข์ กับเหตุที่ทุกข์เกิด**


ตัวเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น


ท่านเรียกว่า‘ทุกขสมุทัย-มุทัยทำให้ทุกข์เกิด’ นี่คำพูด


*ทุกข์เกิดขึ้น เพราะจิตใจมันออกนอกตัวเราไป-เราไม่รู้สึกตัวเรา


เมื่อมันคิดออกไปข้างนอก ไปรับอารมณ์ข้างนอก


ดีใจ-เสียใจ พอใจ-ไม่พอใจ ยึดถือ อยากได้อันนั้น-อยากได้อันนี้


เอาแล้ว! นั่นแหละตัวทุกข์-ตัวสมุทัย…ผลที่มันออกมาก็ได้รับทุกข์*


ท่านจึงว่า‘ทุกข์-ทุกข์’ ตัวนี้แหละมัน ๒ ศัพท์กลับกัน…ทุกข์-สมุทัย


*สมุทัยทำให้ทุกข์เกิด ก็ตัวนี้แหละที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น


ไม่อื่นไกลเลย น้อย ๆ นี่แหละ*


**‘มรรคเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์’ นี่คำพูด


มรรค คือเห็นการเคลื่อนไหวของเรานี้เอง


มันเคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็เห็น-ก็รู้


จิตใจมันนึก-มันคิด ก็เห็น-ก็รู้…จึงเป็นมรรค**


‘มรรค’แปลว่าดู มรรคแปลว่าชม


‘มรรค’แปลว่าเบิ่ง(ดู) ‘มรรค’แปลว่าสัมผัส


‘มรรค’แปลว่าแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ท่านว่าอย่างนั้น


จึงเป็นข้อปฏิบัติ กล่าวคือ**ปฏิบัติที่ตรงนี้-ใจนะ(ที่เป็น)ตัวปฏิบัติ


ไม่ใช่เอามือปฏิบัตินะ ตัวใจโน่นนะปฏิบัติ


ตัวสติ-ตัวสมาธิ-ตัวปัญญา


ตัวเห็นแจ้ง-ตัวรู้จริงในจิตใจที่มันนึกมันคิดโน่นนะ(เป็น)ตัวปฏิบัติ


มันเห็น-มันรู้-มันเข้าใจโน่นนะ เป็นตัวปฏิบัตินะ


จึงว่า มรรคเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์**…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive