DM-0203 | ธรรมะประจำวัน 2023-01-26

“วันนี้เรามาพูดกันเรื่องปฏิบัติธรรมอีก


คนที่ไม่มีโอกาส-ไม่มีเวลา


โอกาสน้อย เวลาน้อยที่จะเข้าวัดไปพบพระเจ้า-พระสงฆ์


ก็ต้อง**ฟัง แล้วนำไปปฏิบัติอยู่ที่บ้านก็ได้


อยู่ที่นา-ที่สวน ที่ซื้อ-ที่ขายก็ได้ (ปฏิบัติได้)ทุกสถานที่ทีเดียว**


**วิธีที่จะแนะนำนี้ คือให้ปฏิบัติตัวเอง


นี้แหละเป็นธรรมะ ธรรมะคือตัวเรานี้แหละ


ตัวทุกคนนั่นแหละคือธรรมะ ตัวศาสนาก็คือตัวคนนั่นแหละ


ตัวทุกคนนั่นแหละคือตัวศาสนา เพราะว่าจะอยู่ที่ใดก็คน


คนไทยก็เป็นศาสนา คนจีนก็เป็นศาสนา


คนอินเดียโน้น-ที่พระพุทธเจ้าตรัสรูโน้น ก็เป็นศาสนา


คนเขมรก็เป็นศาสนา คนลาวก็เป็นศาสนา คนญวนก็เป็นศาสนา


ให้ว่าทุกคน ทุกชาติ-ทุกภาษา ทุกเพศ-ทุกวัย


เป็นศาสนาทั้งนั้น เป็นธรรมะทั้งนั้น


คำว่า‘ธรรม’ะ ก็ตัวคนทุกคนนั่นแหละเป็นธรรมะ


‘ทำดี-มันดี ทำชั่ว-มันชั่ว’** ท่านว่าอย่างนั้น


*ไม่ใช่ทำดี-ได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนะ*…อันนี้ก็ถูกเหมือนกัน


ทำดี-คนยกย่องสรรเสริญ เรียกว่า‘เป็นการทำดี-ได้ดี’


ทำชั่ว-คนนินทาตำหนิ…เรียกว่าเป็น‘การทำชั่ว ได้ชั่ว’-ได้รับทุกข์


*คนทุกคนเกิดมาต้องมีจิต-มีใจ ไม่ต้องการความทุกข์


การที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะว่าเราทำผิด-พูดผิด-คิดผิด


เราไม่ได้ดูจิต-ดูใจ เราไม่ได้ดูการกระทำของเรา


เรานึกว่าเราทำถูก-พูดถูก-คิดถูก คนอื่นผิด…แน่ะ!


อันนี้มันเป็นการเข้าใจผิด มันเป็นการเข้าใจไม่ถูก-ไม่ตรง


เรียกว่า‘เข้าใจไปตามกิเลส เข้าใจไปตามความคิด-ความเห็นของตัวเอง’


มันเข้าข้างตัวเอง มันไม่ได้มีผ่อนสั้น-ผ่อนยาว


มันไม่ได้มาดูตัวชีวิตจิตใจของเรา


ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะเราไม่เห็นความคิด ความคิดมันคิดไป


แล้วให้รูป-ให้กายนี้มันทำไปตามความคิด*


**ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนสั้น ๆ เรียกว่า‘ใบไม้กำมือเดียว’


คือสอนอันนี้ ศีลก็รวมลงมาที่ตรงนี้**


สมาธิก็รวมลงมาที่ตรงนี้ ปัญญาก็รวมลงมาที่ตรงนี้


แม้ให้ทาน-ไหว้พระสวดมนต์ ก็รวมมาที่ตรงนี้


ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะได้รับผล ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะไปสวรรค์


ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะไปนิพพาน ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะไปตกนรก


ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ตายแล้วจึงจะไปเป็นเปรต


อันนั้นมันถูกน้อย เรายังไม่เห็นธรรม-ยังไม่รู้ธรรม-ยังไม่เข้าใจธรรม


มันต้องตกนรกไปแต่เดี๋ยวนี้ *ความทุกข์ร้อนนั่นแหละเป็นนรก*


ความไม่รู้จักอายนั่นแหละเป็นสัตว์เดรัจฉาน


ทำอะไรผิด ๆ ถูก ๆ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ


ทำไม่รู้จักพอ-กินไม่รู้จักอิ่ม อันนั้นเขาเรียกว่าเปรต


เปรตมันจึงปากเล็ก-ท้องใหญ่ กินเท่าใดไม่พอ…เขาว่าเปรตมันเป็นอย่างนั้น


ดังนั้นหากเราเป็นอย่างนี้ ตายไป-ก็ไปตกนรกจริง ๆ


มันต้องตกนรกแล้วเดี๋ยวนี้ มันจึงจะไปตกนรกหลังจากการตายแล้วโน้น


ไปสวรรค์-ไปนิพพานก็เช่นเดียวกัน


ลักษณะของสวรรค์ คือตาเห็นสิ่งที่ดี-หูฟังเสียงที่ไพเราะ


จมูกดมกลิ่นที่หอม กายเนื้อ-หนังเรานี้ถูกสัมผัสสิ่งที่พอใจ


กินอาหารมีรสที่ถูกใจ ก็เป็นสวรรค์แล้ว


ในทางตรงกันข้าม ไม่พอใจของเหม็น-ของไม่สวยไม่งาม…เป็นนรกอีกแล้ว


ส่วน**นิพพานก็หมายถึงความเย็น เย็นอก-เย็นใจ


ใครจะพูดอย่างไร-ก็สบายใจ เพราะดูจิต-ดูใจเราอยู่**


คำพูดนั้น…มันเป็นสมมติว่าดี-ว่าชั่ว ว่าสุข-ว่าทุกข์


มันเป็นเพียงสมมติ จริงก็จริงโดยสมมติ-ท่านให้รู้จักว่าจริงโดยสมมติ


**อยู่ที่ไหน มันก็มีอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา


ถึงจะมีพระเจ้า-พระสงฆ์ หรือไม่มีพระเจ้า-พระสงฆ์


มันก็มีอยู่อย่างนั้น**


ดังนั้น**จึงให้ปฏิบัติตัวเรา ให้เราเป็นพระขึ้นมาได้จริง ๆ


พระนั้นจึงว่า อยู่บ้านก็ได้-อยู่นาก็ได้-อยู่ที่สวนก็ได้


อยู่ตลาดขายสิ่ง-ขายของได้ทั้งนั้น


พระจึงแปลว่าผู้ประเสริฐ ‘พระ’จึงแปลว่าผู้สอนคน


คนใดสอนคนให้ละชั่ว-ทำดี นั่นแหละเป็นพระ


คนใดจิตใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน-เต็มอกเต็มใจได้


ท่านก็เรียกว่า‘เป็นพระ’**


มนุษย์บัดนี้ **มนุษย์เป็นผู้หักห้ามจิตใจได้


จิตใจไม่โลเล จิตใจไม่เศร้าหมอง-จิตใจไม่ขุ่นมัว


จิตใจไม่คิดไปในทางเลวร้าย ท่านเรียกว่า‘มนุษย์’


มนุษย์จึงเป็นผู้มีจิตใจสูง**


บัดนี้ ‘มนุสภูโต’-คือผู้เป็นใหญ่ในเรา ผู้เป็นใหญ่ในจิต


ไม่ให้จิตส่ายไปข้างต่ำ เรียกว่า‘เป็นมนุสภูโต’


บัดนี้หักห้ามจิตใจได้ ดู-เห็นจิตใจได้…เรียกว่า‘มนุสเทโว’


มนุษย์-เทวดามีการละอายในการทำ การพูด การคิด


ทำผิด-พูดผิด-คิดผิด…ไม่ทำ


อันนั้นคนโบราณท่านจึงสอนว่า


‘(เมื่อ)วานนี้ทำผิด-พูดผิด-คิดแล้ว ความผิดอันนั้นแหละเป็นครู’


ดีกว่าครู-ดีกว่าอาจารย์-ดีกว่าตำรับตำราใดมาสอนเรา


เพราะการที่ครู-อาจารย์สอนเรานั้น เราเพียงจำได้


*เมื่อเราทำผิดเอง-พูดผิดเอง-คิดผิดเอง


ทุกข์ย่อมเกิดมาให้เราได้รับ ผลของมันคือทุกข์เกิดขึ้น*


อันนี้แหละเรื่องอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน-มันเป็นอย่างนั้น


บัดนี้**เมื่อทุกข์ไม่เกิดขึ้น มันก็เป็นสวรรค์-มันก็เป็นนิพพาน


ท่านจึงว่ามนุษย์สมบัติ ความเป็นมนุษย์นี้เป็นสมบัติทุกอย่าง


สวรรค์สมบัติ-นิพพานสมบัติ


แน่ะ-เป็นสมมบัติของสวรรค์-เป็นสมบัติของนิพพาน


นิพพานเป็นสมบัติของเรา-สวรรค์เป็นสมบัติของเรา


เมื่อเราทำใจของเราได้อย่างนั้น แต่จิตใจ-ไม่ต้องไปทำมันดอก


เพียงแต่ให้เรารู้เท่าทันเหตุการณ์**


บัดนี้ในทางตรงกันข้าม นรกก็เป็นสมบัติของเรา


สัตว์เดรัจฉานก็เป็นสมบัติของเรา เปรตก็เป็นสมบัติของเรา


เพราะเราทำแล้วนี่


อันนี้แหละ คนโบราณท่านจึงสอนว่า‘ความผิดเป็นครู’


ความผิดเป็นครู เมื่อทำผิดแล้ว-อย่าเพิ่งทำต่อไป…แก้ได้


*อดีต-อนาคตนั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้ไปแก้*


**ท่านสอนให้แก้ปัจจุบัน


มันกำลังคิดวูบขึ้นมา…ดีใจ-เสียใจ เราก็มาจับความรู้สึก


คว่ำมือ-หงายมือ กำมือ-เหยียดมือ ตบแข้ง-ตบขา


จับตัวเรานี้แหละ กระพริบตา หายใจ เอียงซ้าย-เอียงขวา


ความคิดมันก็วางจากอันนั้น เข้ามาอยู่กับความรู้สึกนี้


ความรู้สึกนี้จึงเป็นบุญ-เป็นกุศล เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด**


*คนใดยังไม่พบ-ยังไม่เห็น ยังไม่เป็น-ยังไม่มี*…ก็ถือว่าพูดเล่น


แต่อย่างนี้มันไม่ใช่การพูดเล่น


พูดจริง ๆ อันนี้พูดให้ฟังจริง ๆ ตามความเป็นจริง เป็นอย่างนั้น…”


หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

Archive